เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566) Toyota ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเทคนิคสำหรับสื่อมวลชนญี่ปุ่น ที่สถาบันวิจัยฮิงาชิ-ฟูจิ ในจังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ภายในงาน รองประธานบริหาร Hiroki Nakajima กล่าวว่า Toyota ได้พัฒนาเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนพลังงานสะอาดขั้นสูง รวมถึงการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า EV และแบตเตอรี่ (BEV) ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ Toyota BEV Factory นำเสนอ นั่นก็คือ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงในเจเนอเรชันถัดไป ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ดึงดูดความสนใจจากสื่อญี่ปุ่นและสื่อมวลชนสายรถยนต์ทั่วโลก แบตเตอรี่รุ่นต่อไปของ Toyota ถูกแบ่งออกเป็นสามประเภทหลักๆ โดยมีการเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานไฟฟ้าในแบตฯแบบ liquid-type lithium-ion

...

แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ของ Toyota จะถูกติดตั้งในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV เจเนอเรชันถัดไป โดยเริ่มจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของ Lexus ที่จะเปิดตัวพร้อมแบตฯใหม่ ภายในปี 2569 หรืออีกสามปีนับต่อจากนี้ ศักยภาพของแบตเตอรี่ใหม่ กับระบบอากาศพลศาสตร์และการลดน้ำหนัก จะทำให้ Toyota New BEV เจเนอเรชันถัดไป เมื่อชาร์จไฟจนเต็มจะไปได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตร  ปัจจุบัน Toyota bZ4X Electric ทำได้แค่ 559 กิโลเมตร (WLTC) หมายความว่า อีกสามถึงสี่ปีข้างหน้า ด้วยแบตเตอรี่แบบใหม่ ตัวรถที่ถูกออกแบบให้ลู่ลมสูงสุด ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่ต่ำกว่าเดิม และการลดน้ำหนักด้วยการใช้วัสดุแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบา จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์สามห่วง วิ่งไกลกว่าเดิมถึงสองเท่า ช่วยลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลงอีก 20% เมื่อเทียบกับราคาต้นทุนการผลิตแบตฯของ bZ4X และลดเวลาชาร์จด่วน DC จาก 10-80% ให้เหลือแค่ 20 นาที หรือน้อยกว่านั้นอีก นี่ถ้าทำได้จริงก็ขายกันไม่ทันละครับ!  

ในอนาคตอีกสามปีข้างหน้า รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์สามห่วงจะเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่แบบใหม่ เพื่อเพิ่มระยะทางไฟฟ้าให้ไกลขึ้นในระดับ 120 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น ทำให้มีระยะการขับด้วยมอเตอร์ที่ไกลขึ้นอีกหนึ่งเท่า หรือจาก 60 กิโลเมตร จะเพิ่มเป็น 120 กิโลเมตร แบตแบบใหม่ ทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ลดลง 40% ระบบชาร์จ DC ใช้เวลาในการชาร์จน้อยกว่า 30 นาที เมื่อเทียบกับ bZ4X คาดว่า รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่พร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมจะออกขายในปี พศ. 2569-2570

การเพิ่มปริมาณนิกเกิลจะทำให้ความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น ระยะทางของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายลดลง ทีมวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ all-solid-state ของ Toyota ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีอยู่ เพื่อเอาชนะปัญหาด้านความทนทาน เนื่องจากต้องชาร์จไฟกระแสตรง DC บ่อยครั้ง มีการพัฒนาวิธีการผลิตจำนวนมาก โดยมุ่งเป้าไปที่การใช้งานจริง ตั้งแต่ปี พศ. 2569-2570 เพื่อเพิ่มระยะทางอีก 20% และลดเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ลงอีก 10 นาที หรือน้อยกว่านั้น เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ในปัจจุบัน 

...

ในอีกสามถึงห้าปีนับต่อจากนี้ แบตเตอรี่โซลิดสเตตที่มีประสิทธิภาพของแบรนด์สามห่วง จะทำระยะทางได้ไกลถึง 1,200 กิโลเมตร และใช้เวลาในการชาร์จไฟจาก 10-80% ลดลง 10 นาที หรือจาก 30 นาที เหลือ 20 นาที Toyota มีแผนที่จะเปิดตัวแบตฯ รุ่นใหม่ดังกล่าวในรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium (ที่มีราคาไม่ถูก คาดว่าน่าจะเป็น Lexus Electric) ภายในปี พศ. 2570-2571 ด้วยสมรรถนะและศักยภาพของการทำระยะทางด้วยไฟฟ้า จะทำให้มุมมองด้านลบที่มีต่อรถยนต์ BEV ของ Toyota เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น 

ความร่วมมือกับ Mitsubishi Heavy Industries โดยใช้เทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์แบบไฮเปอร์โซนิกที่ใช้ในจรวด และการวิจัยด้าน Aerodynamic เพื่อลดแรงต้านอากาศ โดยไม่ต้องคำนึงถึงรูปทรงของรถ หากสามารถลดแรงต้านของอากาศได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปทรงใด นักออกแบบจะเป็นอิสระจากข้อจำกัดด้านอากาศพลศาสตร์ และจะสามารถนำการออกแบบไปปรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงที่จะเพิ่มความน่าใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าตราสามห่วง

...

หลังจากให้ข้อมูลเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ราคาหุ้นของ Toyota พุ่งขึ้นเกือบ 20% และยังคงอยู่ที่ระดับสูงสุดในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ดูเหมือนว่าความกังวลเรื่องความล่าช้าของ Toyota เกี่ยวกับทิศทางของผลิตภัณฑ์พลังงานไฟฟ้าได้ถูกปัดเป่าไปแล้ว นับต่อจากนี้  การเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จในญี่ปุ่นและที่อื่นๆทั่วโลกของภาครัฐ เพื่อลดปัญหาคอขวด (รถรอชาร์จไฟมีจำนวนมากกว่าสถานีชาร์จ) น่าจะช่วยเพิ่มจำนวนรถยนต์พลังงานสะอาดได้มากกว่าที่เป็นอยู่. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-5253692475053/