เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนอากาศยานที่เป็นภัยคุกคามแบบแรกของกองทัพอากาศไทย เรดาร์ลอยฟ้าที่ทำให้ไทยกลายเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนต่อจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ และเป็น1ใน22ประเทศทั่วโลกที่มีเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยใช้งาน...

เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือน มีชื่อเรียกว่า AWACและAEW&C มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพอากาศเยอรมันที่เปิดฉากการบุกยุโรปใช้เครื่องบินแบบFocke-Wulf Fw189 UHUติดตั้งระบบเสาอากาศตรวจจับซึ่งเรดาร์ที่ทำการติดตั้งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในยุคนั้นและออกทำการบินในเวลากลางคืนเพื่อสกัดกั้นและแจ้งเตือนไปยังหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพเยอรมันเมื่อตรวจพบเครื่องบินของข้าศึกที่บินเข้ามาในน่านฟ้า รวมถึงเครื่องบินแบบFieseler Fi 156 Storchที่ทำหน้าที่ตรวจการและแจ้งเตือนกองกำลังทางภาคพื้นดินของฝ่ายพันธ์มิตรให้กับผู้บัญชาการรบของกองทัพเยอรมันได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ในปี1942 โซเวียตได้ทำการทดลองติดตั้งสถานีเรดาร์ที่มีชื่อเรียกว่าGneis2ในเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยบินปานกลางแบบPE2 ส่วนสหรัฐอเมริกาทำการทดสอบเรดาร์AN/AS P20เข้ากับเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบAvengerการทดลองของทั้งสามชาติในมหาสงครามโลกครั้งที่สองประสบความสำเร็จโดยสามารถตรวจจับกลุ่มเครื่องบินที่ทำการบินอยู่บนท้องฟ้าได้ไกลถึง100ไมล์

...


เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและเข้าสู่ยุคสงครามเย็นของชาติมหาอำนาจ ทั้งพวกอเมริกันและรัสเซียต่างแข่งกันพัฒนาอาวุธภายในกองทัพของตนเป็นการใหญ่ ทำให้เทคโนโลยีของเครื่องบินควบคุมและตรวจการทางอากาศพัฒนาไปอย่างรวดเร็วซึ่งตามมาด้วยการออกแบบและดัดแปลงอากาศยานของพลเรือนมาใช้ในกองทัพโดยทำการติดตั้งเรดาร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นเครื่องบินE-3 Sentryของกองทัพอากาศอเมริกัน หรือเครื่องบินBoeing 707ติดตั้งระบบเรดาร์แจ้งเตือนรุ่นAN/APY-1/2 ส่วนกองทัพอากาศออสเตรเลียใช้เครื่องBoeing737-MESA โดยทำการติดตั้งเรดาร์รุ่นก้าวหน้าของบริษัทNorthrop Grumman ส่วนฝั่งคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียและจีนในขณะนั้นก็มีเครื่องบินลำเลียงทางทหารแบบA50 Mainstayที่ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกลมาประจำการในเส้นแนวเขตแดนของตนเพื่อตรวจจับเครื่องบินสอดแนมของพวกอเมริกัน


Airborne Warning And Control Systemหรือเรียกสั้นๆว่าAWACเป็นคำใช้เรียกอากาศยานที่ปฏิบัติการควบคุมและตรวจตราทางอากาศ ซึ่งมีหน้าที่ทั้งการแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายข้าศึกที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงและกำลังบินเข้ามายังน่านฟ้า ควบคุมและแจ้งตำแหน่งของข้าศึกทางภาคพื้นดินในสนามรบให้กับผู้บัญชาการที่มีอำนาจวางแผนและสั่งการ เครื่องบินแบบAWACจะมีลำตัวกว้างซึ่งภายในมีอุปกรณ์ตรวจจับแบบเรดาร์หรือระบบค้นหาด้วยอินฟาเรดและทำการบินตรวจการเพื่อเฝ้ามองความเคลื่อนไหวต่างๆของฝ่ายศัตรู ระบบเรดาร์ดังกล่าวมีรัศมีทำการไกลนับร้อยๆไมล์เพื่อทำการวิเคราะห์ หรือส่งข้อมูลเป้าหมายที่ตรวจพบไปยังเครื่องบินขับไล่เพื่อเข้าต่อตี ในการรบภาคพื้นดิน เครื่องบินแบบAWACยังสามารถใช้เรดาร์ที่มีระยะทำการไกลกว่าเครื่องบินขับไล่ทั่วไปเพื่อการมองเห็นได้ในทุกพิกัดและส่งข้อมูลที่สำคัญไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อการตัดสินใจในการปฏิบัติการรบได้อย่างถูกต้องและง่ายดายขึ้น สงครามทางอากาศที่เด่นชัดที่สุดคือปฎิบัติการพายุทะเลทรายของกองกำลังอเมริกันและพันธมิตรที่บุกโจมตีประเทศอิรัก(Operation Desert Storm)โดยฝ่ายอเมริกันใช้เครื่องบินตรวจการบนอากาศแบบBoeing E-3 Sentryซึ่งรับหน้าที่ควบคุมกองกำลังทางอากาศทั้งหมดในระหว่างการเข้าโจมตีทิ้งระเบิด และตรวจตราน่านฟ้าทั่วทั้งกรุงแบกแดด จนทำให้กองกำลังฝ่ายพันธมิตรสามารถครองความเป็นเจ้าเวหาและทำลายเครื่องบินรบของอิรักไปถึง38ลำเลยทีเดียว ข้อเสียของเครื่องบินAWACเนื่องจากเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ และมีค่าใช้จ่ายในระหว่างปฏิบัติการสูง จึงทำให้เกิดการออกแบบเครื่องAirborne Warning And Control Systemที่มีขนาดกระทัดรัดซึ่งมีประสิทธิภาพด้อยกว่าเครื่อง AWAC ในบางจุดเนื่องจากขนาดที่เล็กกว่าของระบบเรดาร์ตรวจจับ แต่ยังสามารถควบคุมและปฎิบัติการในระหว่างทำการรบได้อย่างสะดวกจึงทำให้กองทัพอากาศของบราซิล สิงคโปร์และกรีซมีเครื่องบินชนิดนี้อยู่ในประจำการ

...

...


ประเทศในกลุ่มสนธิสัญญานาโต้มีการพัฒนาอากาศยานตรวจจับฝ่ายตรงข้ามเหมือนกันหลังจากยุคสงครามเย็นใกล้จะสิ้นสุดลง การพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นในยุค1980โดยบริษัทโทรคมนาคมอย่างEricsson Microwave Systemได้ทำการคิดค้นระบบเรดาร์แบบใหม่AESA (Active Electronically Scanned Array)เพื่อนำมาติดตั้งในเครื่องบินตรวจการขนาดกลางหรือAirborne Warning And Control Systemรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีลำตัวกระทัดรัดกว่าเครื่องAWACลำโตอย่างBoeing 707-737 เรดาร์แบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากระบบเรดาร์ทั่วไปที่ตัวมันเองไม่จำเป็นต้องหมุนเพื่อส่งสัญญาณเรดาร์ออกไปรอบทิศทางแต่อย่างใด แต่ด้วยการใช้เสาอากาศขนาดเล็กนับพันต้นที่ยึดตัวอยู่ภายในกระเปาะเรดาร์แล้ววางเสาดังกล่าวไว้ครบ360องศา ทำให้ทิศทางในการรับ-ส่งคลื่นเรดาร์ครอบคลุมการตรวจจับได้รอบทิศทาง มันใช้ความถี่สูงกว่าระบบเรดาร์แบบจานหมุนทำให้มีพิสัยการปฏิบัติการไกลกว่าเรดาร์แบบปกติ ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยกว่าและสามารถตรวจจับเป้าหมายได้มากกว่า ระบบเรดาร์แบบActive Electronically Scanned Arrayนี้ยังมีใช้งานในเรือพิฆาตยุคใหม่ เรือเร็วโจมตีติดขีปนาวุทธรวมถึงเครื่องบินขับไล่-โจมตีความเร็วเหนือเสียง ซึ่งบริษัทEricssonเป็นผู้ผลิตเจ้าแรกที่นำเอาระบบเรดาร์ขนาดกระทัดรัดมาติดตั้งบนเครื่องบินแจ้งเตือนแบบAEW&C

...


ในช่วงทศวรรษที่80บริษัทผลิตอากาศยานของสวีเดนSaabได้ร่วมมือกับบริษัทFairchild Aircraftของสหรัฐอเมริกาทำการพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดกลางแบบใหม่เพื่อเข้ามาแทนที่เครื่องบินโดยสารแบบเก่าที่มีเพียง30-36ที่นั่ง สามารถบินเดินทางภายในภูมิภาคด้วยความเร็วประมาณ4-500กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริษัทอเมริกันรับหน้าที่ออกแบบและสร้างแพนหางระดับ ปีกและชิ้นส่วนที่ใช้ภายในเครื่องยนต์แบบเทอร์โบพร็อพ ส่วนบริษัทSaabสร้างลำตัวที่ทำจากอลูมินัมอัลลอย แพนหางดิ่งและการประกอบในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากบริษัทFairchild Aircraftเลิกล้มกิจการไปแล้วการผลิตทั้งหมดจึงย้ายไลน์มาที่โรงงานของSaabในเมืองLinkopingประเทศสวีเดน เครื่องบินSaab 340รุ่นแรกใช้รหัสAขึ้นทำการบินทดสอบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่25มกราคม 1983และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นSaab 340BและSaab 340B+โดยเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้มีแรงขับที่สูงมากขึ้น ติดตั้งระบบลดเสียงของเครื่องยนต์และลดการสั่นสะเทือนทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบและมีเสียงรบกวนในขณะทำการบินเพียง10เดซิเบล เครื่องบินโดยสารแบบSaab 340ถูกนำเข้าประจำฝูงบินในสายการบินต่างๆถึง61สายการบินในกว่า30ประเทศทั่วโลก มีชั่วโมงบินรวมแล้วมากกว่า13ล้านชั่วโมงบิน Saab 340ผลิตขึ้นทั้งหมด459ลำ ปัจจุบันยังคงทำการบินใช้งานอยู่ถึง416ลำ ประสบอุบัติเหตุตก9ลำและปิดสายการผลิตไปในปีคศ1999แต่บริษัทSaabยังคงผลิตอะไหล่ใหม่ทุกชิ้นส่วนของตัวเครื่องเพื่อป้อนให้กับเครื่อง340A-340B-340B+ทั้ง416ลำที่ยังคงขึ้นบินตามปกติ

ต่อมาในปี1994Saabได้ทำการปรับปรุงเครื่องบินรุ่น340ครั้งใหณ่และพัฒนาไปสู่การสร้างเครื่องSaab 2000แต่จากการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงของบริษัทฝรั่งเศสที่ผลิตเครื่องบินโดยสารขนาดกลางเครื่องยนต์เทอร์โบพร๊อพรุ่นATRและบริษัทจากแคนาดาอย่างBombardierรวมถึงไม่อาจต่อกรกับเครื่องบินโดยสารขนาดกลางที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนอย่างEmbraerของบราซิลและบริษัทสร้างเครื่องบินชั้นเยี่ยมราคาแพงอย่างDassaultทำให้บริษัทSaabผลิตเครื่องบินรุ่นSaab 2000เพียง64ลำในระหว่างปี1999-2005กองทัพอากาศสวีเดนมองเห็นคุณประโยชน์ของเครื่องบินรุ่นนี้จึงนำเข้าประจำการพร้อมกันนั้นได้ทำการติดตั้งระบบเรดาร์ Erieyeให้กับเครื่องบินSaab 340B+จำนวนสี่ลำหนึ่งฝูงบิน เครื่องบินลำแรกที่ได้รับการติดตั้งระบบเรดาร์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่าS-100B Argusหรือใช้ชื่อทางการค้าว่า Saab 340AEW&C การพัฒนาระบบเรดาร์และระบบควบคุมอย่างต่อเนื่องของพวกสวีเดนทำให้เครื่องรุ่นAEW 300ถือกำเนิดขึ้นในปี2000 มีการเพิ่มสถานีควบคุมบนตัวเครื่องบินอีกถึงสามสถานีและใช้เจ้าหน้าที่สามนายโดยไม่จำเป็นต้องมีสถานีรับข้อมูลหรือเจ้าหน้าที่ทางภาคพื้นดินแต่อย่างใด การพัฒนาได้ก่อให้เกิดระบบสื่อสารดิจิตอลอันทันสมัยชื่อLink16และTIDLSหรือTactcal Information Data Link Systemเพื่อทำการสื่อสารโดยตรงกับเครื่องบินรบของนาโต้ทั้งหมด โดยกองทัพอากาศสวีเดนได้ทำการปรับปรุงSaab 340 AEW&Cทั้งสี่ลำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับรุ่นAEW 300และกำหนดรหัสนามเรียกขานทางทหารว่า S100D เครื่องบินตรวจการและแจ้งเตือนSaab 340 AEW&Cมีรัศมีของการตรวจการไกลถึง300ไมล์ทะเลในสภาวะปกติและ200ไมล์ทะเลในสภาวะสงครามที่มีการรบกวนสัญญาณทางอิเล็กทรอนิคทุกรูปแบบ มันสามารถติดตามเป้าหมายทั้งเครื่องบินรบ เรือรบ และกองกำลังบนภาคพื้นดินได้กว่า3000เป้าหมาย พร้อมกันนั้นยังทำการแจ้งเตือนเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามสูงสุดกับแยกแยะเป้าหมายที่เป็นฝ่ายเดียวกันเพื่อป้องกันการโจมตีพวกเดียวกันเองอีกด้วย สามารถล็อกเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งในขณะที่เป้าหมายอื่นๆถูกตรวจจับอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีระบบป้องกันตัวเองจากการโจมตีทางอีเล็คโทรนิคและข้อดีอีกข้อหนึ่งคือ มันมีค่าใช้จ่ายในระหว่างการบินปฏิบัติการที่ต่ำกว่าเครื่องบินแจ้งเตือนแบบอื่นๆอีกด้วย


เครื่องบินแจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศของสวีเดนได้รับการสั่งซื้อจากนานาประเทศเนื่องจากมีราคาไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่ใช้และมีประสิทธิภาพสูง ในปัจจุบันนี้มีกองทัพอากาศสี่ประเทศที่มีเครื่องบินรุ่นนี้ไว้ใช้ทำการบินตรวจการคือ ทอ.กรีซ4ลำ ทอ.เม็กซิโก1ลำ(ใช้เครื่องรุ่นR99)และ ทอ.ปากีสถานสั่งซื้อเครื่องรุ่นS1000Horizonหรือเครื่องSaabรุ่น2000ติดตั้งระบบเรดาร์Erieye กองทัพอากาศโคลัมเบียเองยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับSaabในการจัดหาเครื่องSaab 340 AEW&Cจำนวน2เครื่องเพื่อส่งเข้าประจำการในภารกิจบินลาดตะเวนค้นหาที่ตั้งของพวกค้ายาเสพติดในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยป่าและภูเขาสูง


ในปี2004 กองทัพอากาศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดหาเครื่องบินรบสมรรถนะสูงมาแทนที่เครื่องบินขับไล่แบบF5A,F5B,และF5Eที่มีอายุประจำการยาวนานมากกว่า30ปีแล้ว โดยมีอากาศยานรบแบบต่างๆเช่น F16C/DของบริษัทLockheed Martinจากสหรัฐอเมริกา SU-30MK-ITของบริษัทSukhoiจากรัสเซีย(ทั้งใหญ่ทั้งแพงแบบไร้สาระ)และเครื่องบินรบขนาดกระทัดรัดที่มีความคล่องตัวสูงที่ผลิตโดยบริษัทSaabจากสวีเดนนั่นก็คือJAS-39 Gripen C/D โดยโครงการทั้งหมดได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการทดสอบ เปรียบเทียบความคุ้มค่าและสมรรถนะรวมถึงความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทยที่มีทั้งป่าเขาและชายทะเลทั้งสองฟากฝั่ง(อ่าวไทยและอันดามัน)ที่ยาวกว่า1500กิโลเมตร หลังจากเจรจากันอยู่หลายครั้งกับบริษัทผู้ผลิตในแต่ละประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินรบแบบGripen C/D จากประเทศสวีเดนจำนวน12ลำเนื่องจากมันมีสมรรถนะที่เหมาะสมตรงกับความต้องการและข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในบรรดาข้อเสนอของทั้งสามบริษัท นั่นก็คือการให้เปล่าเครื่องบินควบคุมและตรวจการแบบSaab 340 AEW&CจำนวนสองลำและSaab 340อีกหนึ่งลำสำหรับทำการฝึกบินให้กับนักบินใหม่ของกองทัพอากาศไทย นอกจากนี้ยังเสนออาวุธจรวดนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำรุ่นล่าสุดRBS-15F สถานีควบคุมภาคพื้นดิน ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนนายเรืออากาศอีก92ทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ด้านการบินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ของกองทัพไทย

Saab 340 AEW&Cของกองทัพอากาศไทยเป็นเครื่องบินมือสองที่เคยเข้าประจำการในกองทัพอากาศสวีเดน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเครื่องบินที่ถูกใช้งานมาแล้วแต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตามมาตรฐานของระบบนิรภัยการบิน หลังจากทำการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอะไหล่ใหม่บางชิ้นส่วนจะทำให้มันมีอายุประจำการไปอีกอย่างน้อย30ปี นอกเหนือจากนั้นกองทัพอากาศไทยจะทำการปรับปรุงระบบการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องSaab 340 AEW&Cไปยังเครื่องบินรบแบบF16และเครื่องJAS-39 Gripen CDแล้วยังทำการผนวกเอาระบบทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพไทยหรือRTADS (Royal Thai Air Defense System) บริษัทSaabแห่งราชอาณาจักรสวีเดนผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen C/D ให้กับกองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินขับไล่แบบJAS-39 Gripen D (2ที่นั่ง) ของกองทัพอากาศขึ้นทำการบินทดสอบเที่ยวแรก (First Flight) เหนือน่านฟ้าสวีเดนเมื่อวันพุธที่16กันยายน2552 เวลา 14.50น ตามเวลาท้องถิ่นโดยใช้เวลาทำการบินทดสอบนาน80นาที สำหรับเครื่องบินขับไล่JAS-39Gripen C/Dจะเริ่มเข้าประจำการในฝูงบิน701กองบิน7จังหวัดสุราษฎร์ธานีในราวต้นปี2554นี้ ส่วนเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนSaab 340 AEW&C ลำแรกจะเดินทางมาถึงประเทศไทยก่อนในวันที่ 17 ธันวาคม 2553 ราวหนึ่งเดือนต่อจากนั้นเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียงSaab JAS-39 Gripen C/Dทั้ง12ลำที่กองทัพอากาศไทยสั่งซื้อจะทยอยส่งมอบตามมาในภายหลัง และนับจากนี้ไปประเทศไทยของเราจะมีเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุดภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เทียบเท่ากองทัพอากาศของสิงคโปร์ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บที่แหลมคมเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด ซึ่งทำให้ฝ่ายศัตรูต้องประเมินกันอย่างหนักทีเดียวหากคิดจะเปิดฉากการโจมตีหรือบุกรุกเข้ามายังน่านฟ้าของเรา.


ประเทศผู้ผลิต.................................สวีเดน
ผลิตโดย........................................บริษัทSaab-Scania Aktiebolag, Aerospace Division
ประเภท..........................................เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ
ความยาวปีก...................................21.44 เมตร
ความยาวลำตัว................................19.73 เมตร
ความสูง.........................................6.97 เมตร
น้ำหนัก..........................................13155กิโลกรัม
เครื่องยนต์......................................2X GE General Electric CT7 - 9B 1870แรงม้า
ระบบใบพัด.....................................Dowty Rotol/Hamilton Sundstrand
ความเร็วสูงสุด.................................550กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความเร็วเดินทาง..............................160น็อต/ชั่วโมง
น้ำหนักบรรทุกสูงสุด.........................2580 กิโลกรัม
ระยะเวลาในการบินปฏิบัติการ..........5-7ชั่วโมง
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด...........................12,927 กิโลกรัม (28,500 ปอนด์)
ปริมาตรความจุเชื้อเพลิง...................2580 กิโลกรัม
รัศมีบินไกล.......................................1310 ไมล์ทะเล
เพดานบินปฎิบัติการ.........................7620 เมตร
ระยะทางวิ่งขึ้น(Take-Off).................1290 เมตร
ระยะทางร่อนลง(Landing)................1035 เมตร
ลูกเรือ...............................................นักบิน2นาย พลประจำสถานีเรดาร์บนเครื่อง3นาย
ระบบเรดาร์ปฎิบัติการ......................Erieye/ Ericsson Active Electronically Scanned Array
รัศมีทำการของเรดาร์.......................450กิโลเมตรในทุกทิศทาง

เอกสารอ้างอิงประกอบการเขียน
-The Aerospace Magazine Jan-Feb 2009
-โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

Arcom Roumsuwan
E-Mail:chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.thaiflight.com
www.airliners.net