เมษายน 2010 การระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ได้ทำให้การเดินทางทางอากาศใน ยุโรปต้องหยุดชะงักลง การบินพาณิชย์ในยุโรปเหนือทั้งหมด รวมถึงตารางการบินของสายการบินต่างๆต้องถูกระงับไปโดยปริยายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางธุรกิจการบินพลเรือนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง
กลุ่มเมฆหมอกของเถ้าภูเขาไฟที่เกิดจากการปะทุแล้วลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในระดับสูง สามารถทำให้การเดินทางทางอากาศด้วยเครื่องบินโดยสาร เครื่องยนต์เจ็ทเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นได้ เถ้าของภูเขาไฟมีฝุ่นละอองซิลิกาที่โดนดูดเข้าไปในเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน ด้วยความเร็วกว่า 700 กิโลเมตรต่อชั่วโม งอาจก่อให้เกิดการเสียดสีอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนทำให้ชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์เกิดความเสียหาย เครื่องยนต์หยุดทำงาน อุดตันระบบกรองและอุปกรณ์เครื่องตรวจจับซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงในระหว่างทำการบิน เถ้าฝุ่นละอองซิลิกายังมีความคมมากเช่นเดียวกับกระดาษทราย เมื่อเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วกว่า 400ไมล์ต่อชั่วโมงในระดับความสูงเดียวกันกับเถ้าภูเขาไฟที่มีละอองและอนูของ เซริกาผสมอยู่ ละอองและฝุ่นผงที่มีลีกษณะคล้ายกับเม็ดทรายขนาดเล็กและมีความคมสามารถทำให้ กระจกของห้องนักบินเสียหายจากการเสียดสีด้วยความเร็วสูงในขณะที่ตัวเครื่อง บินเข้าไปปะทะจนทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นทัศนวิสัยภายนอกได้ และทำให้การมองเห็นของนักบินลดลงจนแทบจะทำการบินด้วยตาเปล่าไม่ได้ เถ้าหรือฝุ่นผงเหล่านี้อาจมีส่วนผสมของซัลเฟตและเมื่อผสมกับน้ำในชั้น บรรยากาศที่ระดับความสูงจะทำให้มันกลายสภาพมาเป็นกรดที่มีฤทธิในการกัดกร่อน ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องบินทั้งภายในและภายนอก ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรืออาจทำให้เครื่องตกได้
...
นักบินพาณิชย์ของทุกสายการบินมีการฝึกอบรมในขั้นตอนที่จะ ปฎิบัติเมื่อพบเมฆเถ้าภูเขาไฟที่ระดับความสูงในการบินเดินทาง เมื่อพบกลุ่มเมฆที่เกิดจากเถ้าภูเขาไฟ นักบินจะนำเครื่องบินเปลี่ยนทิศทางหรือระดับความสูงในทันทีเพื่อหลีกเลี่ยง หรือไม่บินฝ่าเข้าไปเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนดูดเอาอากาศผสมละอองอนูของขี้เถ้าที่เป็นอันตรายเข้าสู่เครื่องยนต์ และทำการเปลี่ยนระดับความสูงเพื่อหาสนามบินในบริเวณใกล้เคียงเพื่อร่อนลงจอด ทันที นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานที่คอยตรวจสอบเถ้าภูเขาไฟหรือศูนย์เรดาร์ตรวจจับ VAACS ที่มีสถานีกระจายอยู่ทั่วโลกเพื่อช่วยนักบินและควบคุมการจราจรทางอากาศในการ หลีกเลี่ยงเมฆเถ้าละอองภูเขาไฟ ศูนย์ VAACS จะใช้ดาวเทียมตรวจสอบการกระจายตัวของเมฆขี้เถ้าและทำการแจ้งเตือนไปยังสาย การบินต่างๆที่มีเส้นทางบินพาดผ่าน ประเมินสถานการไปตามรูปแบบของสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นไปจนถึงการสั่งระงับการบิน
เมษายน 2010 การระเบิดของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ ได้ทำให้การเดินทางทางอากาศในยุโรปต้องหยุดชะงักลง การบินพานิชย์ในยุโรปเหนือทั้งหมดรวมถึงตารางการบินต้องถูกระงับไปโดยปริยาย เหตุการณที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางธุรกิจการบินพลเรือนอย่างที่ไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อนนับจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง การระเบิดของภูเขาไฟในปัจจุบันนี้กลุ่มของเมฆเถ้าส่งผลกระทบต่อเครื่องบิน ทั้งในขณะที่จอดและในระหว่างการบินบนท้องฟ้า เมฆขี้เถ้าภูเขาไฟเป็นหนึ่งในผลิตผลที่อันตรายที่สุดของภูเขาไฟ เนื่องจากมันสามารถลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศโลกและกระจายตัวด้วยแรงลมได้ไกล หลายพันไมล์ TheInternational Civil Aviation Organization (ICAO) 1970 หรือองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ Organization (ICAO)ได้พัฒนาดัชนีความรุนแรงเมื่อพบเมฆหรือเถ้าจากภูเขาไฟที่มีการจด บันทึกไว้ตั้งแต่ต้นปี 1970 เป็นต้นมา
ดัชนีความรุนแรงของเถ้าถ่าน จากภูเขาไฟเม่ือตรวจพบกลิ่นฉุนเช่นก๊าซซัลเฟอร์ในห้องโดยสารทั้งห้าระดับคือ
-Class 1 ตรวจพบฝุ่นในห้องโดยสารเล็กน้อยและยังไม่ใช้ออกซิเจนฉุกเฉิน อุณหภูมิก๊าซไอเสีย (EGT) อ่านค่าได้ตามปกติ
-Class2 ตรวจพบฝุ่นจำนวนมากที่เข้ามาภายในตัวเครื่องจนทำให้ห้องโดยสารมืดในระหว่าง ทำการบิน การเริ่มขั้นตอนในการจัดการการปนเปื้อนของอากาศและระบบปรับอากาศที่ต้องใช้ ออกซิเจนฉุกเฉินในทันที ความเสียหายที่เกิดจากการขัดสีของอนูเถ้าเซริกาที่กระทำต่อพื้นผิวภายนอกของ ตัวเครื่องบิน เครื่องยนต์และใบพัดพัดลมคอมเพรสเซอร์ กระจกทั้งบริเวณCockpitและหน้าต่างของห้องโดยสาร เนื่องจากการเสียดสีกับละอองเถ้าภูเขาไฟ ระบบPitot-Static ที่ใช้วัดค่าต่างๆภายนอกตัวเครื่องอุดตัน และเกิดการสะสมของขี้เถ้าในเครื่องยนต์แก๊ซเทอร์ไบน์
-Class3 ตรวจพบการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์เนื่องจากการทำงานที่ผิดพลาดในระหว่าง บินผ่านละอองหรือเถ้า และทำให้การทำงานของระบบpitot-staticผิดพลาด เกิดการปนเปื้อนของของเหลวเครื่องยนต์ในระบบน้ำมันไฮดรอลิค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและความเสียหายของเครื่องยนต์แก๊ซเท อร์ไบน์
-Class 4 ตรวจพบความล้มเหลวของเครื่องยนต์ จนถึงกับทำให้เครื่องดับ
-Class 5 เครื่องยนต์ทั้งหมดของเครื่องบินล้มเหลวหรือเกิดความเสียหายอื่น ๆ จนทำให้เครื่องตก
...
วันที่ 24มิถุนายน 1982 สายการบิน British Airways บินขึ้นจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียไปยังสถานีปลายทางที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลียด้วยเครื่อง Boeing 747ในระหว่างการเดินทางซึ่งเป็นการบินในเวลากลางคืนเครื่องบินได้สูญเสีย กำลังของเครื่องยนต์ทั้งสี่ตัวขณะบินที่ระดับความสูง 11300 m (37000 ft) ผ่านบริเวณกลุ่มเถ้าภูเขาไฟที่ระเบิดขึ้นแถวหมู่เกาะสุมาตรา หลังจากนั้นเครื่องบินได้เสียระยะสูงเนื่องจากเครื่องยนต์หยุดทำงานทั้งสี่ ตัว โดยร่อนจากความสูง 11,300 เมตรไปที่ความสูงเพียง 3650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล(37,000 ft ไป 12000ft) นักบินพยายามติดเครื่องยนต์ทั้งหมดขึ้นใหม่และทำได้สำเร็จที่ระดับความสูง 3650 เมตร เนื่องจากกลุ่มเมฆอันตรายดังกล่าวลอยตัวอยู่ที่ระดับความสูงมากกว่า 5000 เมตรขึ้นไป แล้วนำเครื่องร่อนลงที่สนามบินในกรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซียได้อย่างปลอดภัย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่นิรภัยการบินบนบริเวณรันเวย์ภายหลังเกิด เหตุการณ์ดังกล่าวพบว่ามีเถ้าภูเขาไฟและอนุภาคเถ้าเซริกาที่มีลักษณะคล้าย กับทรายละเอียดเม็ดเล็กๆเข้าไปอุดตันในเครื่องยนต์ บริเวณกลีบใบของเครื่องเทอร์โบแฟน ทำให้การทำงานของเครื่องยนต์เกิดการติดขัดและล้มเหลวในที่สุด กระจกของห้องนักบินเป็นรอยฝ้าจนต้องเปลี่ยนใหม่หมดทุกบาน สีที่พ่นบริเวณลำตัวเป็นรอยขูดขีดแทบจะทั้งลำรวมถึงส่วนหางที่โดนผลกระทบจาก การบินผ่านเถ้าภูเขาไฟด้วยความเร็วสูงจนสีในบริเวณนั้นหลุดร่อนออกหมด แต่โชดดีที่นักบินทั้งสองนายสามารถประคองเครื่องแล้วทำการร่อนลงจอดฉุกเฉิน ได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นองค์กรการบินนานาชาติจึงเริ่มมีการปรับปรุงเรดาร์เดินอากาศให้ สามารถตรวจจับกลุ่มเมฆหมอกที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น
...
สรุปได้ว่าการปะทุของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์สามารถส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงในการ เดินทางทางอากาศไปทั่วยุโรปตอนเหนือและจะยังคงอยู่ในสถานการร้ายแรงเช่นนี้ อีกประมาณ 1อาทิตย์ ภูเขาไฟระเบิดในทุกๆพื้นที่บนโลกสามารถก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกับการบิน ภายในระยะเวลาไม่นานนัก เครื่องบินจะได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งจากสภาพของกระแสลมและความกดอากาศ ถ้ากลุ่มเมฆเถ้ากระจายตัวอย่างรวดเร็วและเข้าปกคลุมบริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่ ของน่านฟ้าที่ใช้เป็นเส้นทางการบินของเครื่องบินพานิชย์จะก่อให้เกิดความไม่ ปลอดภัยและส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อกิจการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ จนต้องปิดน่านฟ้าไปโดยปริยายนั่นเอง
arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th