ระบบไฟส่องสว่างของรถยนต์ในยุคใหม่มีความก้าวหน้าและเปี่ยมไปด้วย ประสิทธิภาพในการเพิ่มมุมมองยามค่ำคืน ทำให้การขับขี่ในสภาพแสงที่ไม่ปกติ มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจากเทคโนโลยีก้าวหน้าของระบบไฟที่เรียกกันว่า Night Vision และ Intelligent Light System...
สิ่งจำเป็นที่สำคัญที่สุดในการขับขี่รถยนต์ยามค่ำคืน การขับรถผ่านสภาพอากาศที่ไม่ดีซึ่งมีทั้งหมอกควัน หรือขับฝ่าพายุฝนที่ตกอย่างหนักนั้น อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยและสามารถไปถึงยังจุดหมายได้นั่นก็คือระบบไฟส่องสว่างของรถยนต์ เป็นเวลานานกว่า 100 ปีมาแล้วที่ไฟหน้าของรถยนต์ค่อยๆถูกพัฒนาขึ้น ในยุคแรกๆจากการใช้ตะเกียงโคมไฟมาแขวนไว้ด้านหน้า จนมาถึงการคิดค้นหลอดไฟแบบฮาโลเจนที่ให้แสงสว่างได้มากกว่า สามารถเพิ่มมุมมองและทัศนวิสัยที่ดีให้กับการขับขี่ เวลาได้เดินทางมาถึงยุคของไฟหน้าแบบ Projector Xenon และหลอดไฟหรี่ Day-Light หรือไฟท้ายแบบ LED ที่เพิ่มอายุการใช้งานของหลอดให้ยาวนานยิ่งขึ้น สามารถครอบคลุมพื้นที่ในการมองมากกว่าหลอดไฟแบบฮาโลเจนถึง 3เท่าและมีอายุการใช้งานมากกว่าหลอดไฟหน้าแบบเก่าถึง 5เท่าเลยทีเดียว ระบบอีเลคโทนนิคที่ก้าวกระโดดในรถยนต์ยุคใหม่ยังรวมไปถึงกล้องอินฟาเรดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นวัตถุกีดขวางข้างหน้าเมื่อต้องขับรถในสภาพแสงที่มืดมิดของยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
BMW Dynamic Bi-Xenon In S7
อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของการใช้ถนนมักจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เนื่องจากสายตาของมนุษย์มีขีดจำกัดด้านระยะทางในการมองเห็นในสภาพแสงที่น้อยหรือมืดมิด เทคโนโลยีระบบไฟส่องสว่างจากไฟหน้าของรถยนต์จึงมีส่วนร่วมสำคัญในการช่วยลด อุบัติเหตุดังกล่าวที่เกิดจากการมองเห็นไม่ชัดเจน โคมไฟหน้าแบบ Xenon และ Bi-Xenon เริ่มเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาของการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ในระดับหนึ่ง จากลำแสงที่สว่างกว้างไกลซึ่งเพิ่มเติมมุมมองให้ดียิ่งขึ้น แสงจากไฟหน้าแบบ Xenon นั้นมีความใกล้เคียงกับแสงของดวงอาทิตย์ แนวของลำแสงจะพุ่งเป็นลำออกไปจากด้านหน้าของตัวรถ ทำให้การขับขี่ในเวลากลางคืนมีสภาพการมองเห็นที่ดีขึ้นมากกว่าหลอดไฟแบบเก่า นอกจากนั้นเทคนิคใหม่ๆของวงการรถยนต์ยังเพิ่มเติมระบบ Adaptive Headlights ช่วยหักเหทิศทางของแสงไฟหน้าในขณะที่กำลังเลี้ยวหรือหักพวงมาลัยไปมาให้ ประสานไปกับสภาพเส้นทางข้างหน้า แต่มันก็ยังไม่พอเพียงเนื่องจากสภาพของแสงไฟ Xenon สามารถใช้งานได้ในระยะแค่ไม่เกิน 100 เมตรเท่านั้น
Adaptive Headlights System
ต้น ปี 2007 ค่ายBMW ออกแบบไฟหน้าด้วยการเพิ่มหลอดฮาโลเจนชนิดพิเศษ ติดมอเตอร์ขนาดเล็กปรับเปลี่ยนหรือแปรผันไปตามทิศทางของพวงมาลัย และเริ่มเข้ามาเพิ่มเติมสมรรถนะในการขับขี่ยามค่ำคืนด้วยการส่องแสงไฟไป ที่ทางโค้งที่มองไม่เห็น ฟังก์ชั่นอัตโนมัติของระบบจะทำงานในขณะที่ความเร็วของตัวรถไม่เกิน 40 km/h ทันทีที่ผู้ขับเปิดสัญญานไฟเลี้ยวหรือทำการหมุนพวงมาลัยและเริ่มลดความเร็ว ของตัวรถลง ระบบนี้จะทำงานด้วยการส่องไฟเป็นแนวโค้งจนกระทั่งความเร็วของตัวรถกลับมาสูง กว่า 70 km/h กล่องควบคุมจะตัดการทำงานออก ช่วยลดความเครียดในการขับขี่ยามค่ำคืนบนถนนที่เต็มไปด้วยทางโค้ง เทคโนโลยีการมองเห็นด้วยแสงสว่างแบบใหม่นี้จะช่วยยกระดับการมองเห็นโดยอัตโนมัติด้วยการยืดรัศมีของแสงไฟหน้าให้ออกไปได้ไกลและกว้างมากขึ้นกว่าเดิม ในสภาพอากาศที่มีหมอกลงจัดและผู้ขับเปิดสวิชท์ไฟตัดหมอก รัศมีการส่องสว่างของระบบไฟแบบ Adaptive Headlights System จะเพิ่มความกว้างของมุมด้านข้าง พร้อมกับความสว่างเป็นพิเศษในด้านหน้าที่เกิดขึ้นอย่างทันทีที่ระบบทำงาน ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและมุมมองของผู้ขับให้ชัดเจนมากที่สุด โปรแกรมของระบบไฟส่องสว่างดังกล่าวมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อช่วยใน การลดอุบัติเหตุที่มักจะเกิดขึ่นกับการขับขี่รถยนต์ในยามค่ำคืนได้อย่างดี เยี่ยม
Bosch Night Visions System In MB S-Class W221
Night Visions System In BMW Series 7
บริษัท Mercedes Benz และ BMW ออกแบบระบบกล้องพร้อมจอภาพที่เรียกว่าNight Visions System ในการเพิ่มมุมมองทั้งด้านหน้าและด้านข้างให้กับรถยนต์ในค่ายของตน ระบบ Night Visions Assist จะประกอบไปด้วยกล้องอินฟาเรดที่ทำงานด้วยลำแสงอินฟาเรดโดยยิงลำแสงดังกล่าว ไปที่วัตถุข้างหน้า คอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบจะส่งภาพแบบ Real-Time ไปยังจอประมวลผลหรือยิงภาพสะท้อนเข้าสู่กระจกหน้า สามารถเพิ่มระยะทางในการมองกว้างไกลกว่า 200 เมตร อุปกรณ์ดังกล่าวมีติดตั้งอยู่ในรถMercedes Benz S-Class W221 / CL Class / BMW Series 7 / Audi S8 รวมถึงเป็นออฟชั้นเสริมที่สามารถติดตั้งได้ในรถ BMW รุ่น Series 5 / X5 / X 6
Infrared Modem In Series 7
Night Visions Assist In Audi S8
การทำงานของระบบ Night Visions Assist เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้ขับเปิดสวิชท์ใช้งาน ตัวรถที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 20 km/h ลำแสงอินฟาเรดจะถูกยิงออกไปโดยอัตโนมัติซึ่งมีรัศมีทำการกว่า 200 เมตรเพื่อไปกระทบกับวัตถุที่กีดขวางบนถนนหรือข้างทาง การสะท้อนกลับขึ้นอยู่กับวัตถุที่มีระดับของการสะท้อนรังสีแตกต่างกันเช่นสี ของรถที่วิ่งหรือจอดเสียอยู่ในบริเวณด้านหน้าและข้างทาง เสื้อผ้าของคนเดินเท้า การทำงานของมันมีความใกล้เคียงกับการโฟกัสของเลนส์ในกล้องถ่ายรูปที่ยิงลำแส งอินฟาเรดไปยังวัตถุที่ต้องการจะถ่ายภาพแล้วปรับโฟกัสแบบอัตโนมัติ โดยลำแสงดังกล่าวนี้มีคลื่นความยาวที่ไม่ไปรบกวนสายตาของผู้ขับที่ขับรถสวน ทางมา ลำแสงอินฟาเรดที่ถูกยิงออกไปจะทำงานไปพร้อมกับ Infrared-Sensitive Camera ที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของตัวกระจกบังลมด้านหน้าของรถ MB S-Class W221 (ในรถBMW ตัวกล้องจะติดอยู่บริเวณด้านในของกันชนหน้า)ระบบจะโฟกัสภาพที่สะท้อนลำแสง แล้วทำการประมวลผลให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นจึงส่งภาพไปที่จอมัลติดิสเพลย์ที่อยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางของกรอบ หน้าปัดที่ติดตั้งอยู่ในรถ ส่วนการแสดงภาพในรถ BMW Series 7 นั้นภาพจากกล้องจะถูกส่งไปที่จอตรงบริเวณเหนือคอนโซลกลาง กล้องอินฟาเรดชนิดนี้ใช้เซนเซอร์แบบ CMOS ซึ่งมีการทำงานเหมือนกับเซนเซอร์ของกล้องดิจิตอลในยุคปัจจุบัน ที่ให้ความคมชัดสูง
BMW 530 Adaptive Headlights System
การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ขับขี่และระบบไฟหน้าอัจฉริยะรวมถึงระบบกล้องมองกลาง คืนแบบอินฟาเรดได้กลายมาเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการขับขี่ที่เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญและคอยช่วยเหลือทำให้อุบัติเหตุทางถนนในตอน กลางคืนลดปริมาณลง ในอนาคตอันใกล้นี้ระบบต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดจะเพิ่มความฉลาดขึ้นและสามารถ ตัดสินใจด้วยเองในการเปิด-ปิดระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงการฉายไฟหน้าไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้โดยผู้ขับแทบไม่ต้องปรับตั้ง หรือเปิดสวิตซ์เพื่อใช้งาน เมื่อขับรถในทางตรงเทคโนโลยีแบบใหม่นี้จะช่วยหมุนแกนไฟหน้าเพื่อปรับเปลี่ยน มุมและทิศทางการส่องสว่างโดยอัตโนมัติ ส่วนกล้องอินฟาเรดยังเป็นการพัฒนาอยู่ในยุคเริ่มต้นที่นำเทคโนโลยีทางทหารมาปรับใช้กับรถยนต์เพื่อวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียวคือการขับขี่ที่ปลอดภัยอย่างสูงสุดนั่นเอง
arcom roumsuwan
E-Mail : chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.blogs.internetautoguide.com
...