บนกระดาษบันทึกสถิติในโลกแห่งความเร็วของปี 1955 มีชื่อของชายคนหนึ่งที่สามารถทำเวลาในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ตราบจนถึง ทุกวันนี้ ยังไม่มีผู้ใดทำลายสถิติที่ว่านี้ลงได้ ชายคนนั้นมีชื่อว่า Sir Stirling Moss กับรถแข่ง Mercedes Benz 300 SLR เจ้าแห่งตำนานพายุที่ปัจจุบันกลายร่างมาเป็น McLaren Mercedes SLR Stirling Moss




Stirling Moss In Mille Miglia

ย้อนเวลา กลับไปในเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม 1955 Stirling Moss และ Denis Jenkinson ออกสตาร์ทจากจุดปล่อยตัวในรายการกรังด์ปรีช์ Mille Miglia ด้วยรถแข่งคันใหม่ล่าสุดของ Mercedes Benz รุ่น 300 SLR หลังจากขับแบบท้านรกด้วยความเร็วสูงถึงกว่า 10 ชั่วโมง บนเส้นทางสาธารณะ ระยะทางกว่า 1000 ไมล์ Stirling Moss ควบเจ้า 300SLR สีเงินเข้าสู่เส้นชัยและคว้าตำแหน่งชนะเลิศด้วยความเร็วเฉลี่ยตลอดระยะทาง ของการแข่งขัน 156.64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นสถิติที่ยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้


Mercedes Benz 300SLR 1955


McLaren Mercedes SLR Stirling Moss

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในชัยชนะที่ยากจะทำลายทั้งใน อดีตและปัจจุบันของนักขับรถแข่งชั้นเยี่ยมอย่าง Stirling Moss และรถ Mercedes Benz 300 SLR 1955 บริษัท Mercedes จึงตั้งใจที่จะถ่ายทอดเครื่องจักรกลแห่งความเร็วโดยผสมผสานกับเทคโนโลยีของ รถสปอร์ตยุคใหม่กับรูปลักษณ์ที่งดงามของรถแข่งรุ่นเก่าให้กลายมาเป็นผลงาน สร้างรถยนต์ที่เป็นที่สุดของค่าย นั่นก็คือรถ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss เจ้าธนูเงินผู้มาพร้อมกับตำนานอันยิ่งใหญ่ในอดีต






Design & Body

การควักกระเป๋าถึง 660,000 ปอนด์ (หรือ 35 ล้านบาทไม่รวมภาษีนำเข้า) เพื่อแลกกับรถที่ไม่มีหลังคา ไม่มีกระจกหน้า ไม่มีระบบให้ความบังเทิงเริงรมย์ต่างๆ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่บ้าโดยสิ้นเชิง แต่กลับกลายเป็นเรื่องปกติที่ค่ายรถชั้นนำมักจะผลิตรถ Coupe หรือ Roadster ในรูปแบบของลิมิเต็ท อิดิชัั่น จำนวนเพียงน้อยนิดเพียง 75 คันเพื่อให้มันกลายเป็นเครื่องจักรที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ต้องการสำหรับการ สะสมโดยใช้ประวัติศาสตร์ของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเป็นตัวนำเสนอ รถ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss ก็คือหนึ่งในจำนวนรถยนต์เหล่านั้น ถึงแม้มันจะแพงมหาโหดแต่ถ้าเทียบราคากันแล้ว รถ 300SLR 1955 หมายเลข 722 คันที่ Moss ควบผ่านเส้นชัยกลับมีราคาทางคุณค่าของประวัติศาสตร์สูงถึง 25 ล้านปอนด์และจะพบเห็นตัวตนของมันได้แค่ใน German Auto Museum ที่อยู่ในเมืองมิวนิคเท่านั้น


McLaren Mercedes SLR 2004


McLaren Mercedes SLR 722 2006


McLaren Mercedes SLR Roadster 2008


McLaren Mercedes SLR Stirling Moss 2010

Sport Carในตระกูล SLR สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับค่าย Mercedes Benz มาตั้งแต่ปี 2004 โดยเริ่มตั้งแต่รุ่นแรกคือ McLaren Mercedes SLR ตามด้วยรุ่นพิเศษ SLR722 2006 ต่อด้วยรุ่น SLR Roadster 2008 และรุ่นสุดท้ายที่ถือได้ว่าเป็นที่สุดของเครื่องจักรแห่งพลังนั่นก็คือ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss จุดสุดท้ายของการร่วมมือกันระหว่าง McLaren และ Mercedes Benz ในการผลิตรถยนต์ร่วมกัน ก่อนที่ McLaren จะแยกตัวออกไปสร้างโรงงานขนาดเล็กเพื่อผลิตรถยนต์ที่เป็นของตัวเองอย่าง แท้จริงต่อไป




Body Work

McLaren Mercedes SLR Stirling Moss มีส่วนบนที่เปิดโล่งโดยไร้สิ้นซึ่งกระจกหน้าหรือหลังคา สามารถมองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน ลำตัวของมันมีความยาวเท่าๆกับ E-Class กว้างกว่า Maybach และต่ำเตี้ยแบบติดพื้นถนนเกือบจะเท่ากับรถแข่งF1ของLewis Hamilton เลยทีเดียว มิติของตัวรถที่พิสดารเกิดจากการออกแบบในสไตล์รถแข่งย้อนยุค กระโปรงหน้าทรงยาวทำจากคารบอนไฟเบอร์พร้อมช่องระบายอากาศห่อหุ้มเครื่องยนต์ V8เอาไว้ ด้านหน้าของกระจังที่คล้ายกับรถF1 เป็นความต้องการในการสื่อให้เห็นถึงมาตรฐานในการออกแบบขั้นสูง กระจกบังลมคู่อันเล็กๆที่มีความสูงเพียง 3.5 เซนติเมตรออกแบบเพื่อให้ดูเหมือนกันตัวเก่าของยุค 1955 ด้านข้างเลยจากซุ้มล้อหน้าทั้งสองข้างทำเป็นช่องทางออกของท่อไอเสียที่ดู แล้วแปลกตามากที่สุด ซึ่งไม่ค่อยจะเข้ากับรูปแบบของมันสักเท่าใดนัก ไฟท้ายทรงยาวหลอด LED ฝากระโปรงท้ายทำเป็นสันนูนพร้อมRoll Overhoog คู่ป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารหากเกิดการพลิกคว่ำ ฝาท้ายขนาดใหญ่ใส่ถุงกอล์ฟได้อย่างสบาย ต่ำลงไปจากแนวสปอยเลอร์หลังเป็นแผ่นคาร์บอนรีดอากาศที่ติดตั้งไว้เพื่อจัด เรียงกระแสอากาศที่ไหลผ่าน รูปทรงโดยรวมของรถ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss มีทั้งความสวยงามที่ผสมกันอย่างลงตัวระหว่างอดีตกับปัจจุบันและรูปแบบอันสุดขั้วของ Super Car สมัยใหม่ วัสดุที่ใช้ทำตัวถังและโครงรถ มีทั้งอลูมิเนียม คารบอนไฟเบอร์ และพลาสติกเกรดพิเศษ ประกอบขึ้นเป็นรถทั้งคันด้วยความปราณีตในระดับสูงสุดจาก Mercedes Benz






Inside Cockpit

ภายใน Cockpit จะมีอุปกรณ์ให้แค่เท่าที่จำเป็นต่อการขับขี่ เช่นหน้าปัดวัดรอบและความเร็ว สวิชท์ปุ่มแอร์เบรค หัวเกียร์ทรงประหลาด และพวงมาลัยหุ้มหนังAlcantana ที่ดูไม่ค่อยจะเข้ากับรูปแบบของรถเท่าที่ควร คอนโซลกลางทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ระบบปรับอากาศแบบช่องแอร์ทรงกลมขึ้นรูปด้วยพลาสติกเกรดสูง วิทยุหรือระบบเสียงรอบทิศชั้นเยี่ยมไม่มีติดมาให้ เพื่อต้องการให้ผู้ขับรับฟังเสียงคำรามจากท่อท้ายของเครื่องยนต์V8 5.4 ลิตร เบาะคู่หน้ารูปร่างประหลาดใช้โทนสีแดงดำในสไตล์ย้อนยุคผสมกับรูปแบบใหม่ๆของ ปัจจุบันและสามารถปรับตั้งได้เพียงแค่เดินหน้าหรือถอยหลังสำหรับผู้ขับที่มี รูปร่างสูงใหญ่ ส่วนลูกเล่นที่ใส่มาให้มีเพียงสวิชท์สตาร์ทที่ฝังตัวอยู่ด้านบนของคันเกียร์ ทรงประหลาด แผงประตูหุ้มด้วยหนังแท้สีดำสลับแดง มือจับประตูออกแบบได้อย่างสวยงามด้วยงานอลูมิเนียมที่เข้ากันกับหนังได้ อย่างกลมกลืน กระจกมองข้างทั้งสองดูธรรมดาไปสักนิด จุดเด่นของห้องโดยสารของ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss อยู่ตรง Roll Overhoog คู่ขนาดยักษ์เหนือศีรษะของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร แผ่นตัวถังทุกชิ้นของมันทำจากคาร์บอนทั้งหมด มีความโค้งมนและมีรูปแบบคล้ายคลึงกับรถ Super Car จากอิตาลี ช่องระบายความร้อนบนฝากระโปรงหน้าทำเลียนแบบรถ 300SLR 1955 ช่วยในการระบายความร้อนให้กับเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าสลับที่อยู่ภายใต้ฝาก ระโปรงหน้า รูปทรงแบบหน้ายาวท้ายสั้นยังคงกลิ่นไอของตัวแข่งอยู่อย่างเต็มเปี่ยมและมี การนำระบบแอร์เบรคมาใช้งานเพื่อช่วยในการเบรคและการทรงตัวของรถ




5.5 Liter Supercharged V-8

พลังที่ได้จากเครื่องยนต์V8 5.4 ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบซุปเปอร์ชาร์จ ให้แรงม้าสูงสุดถึง 650 ตัวที่ 6500 รอบต่อนาที และแรงบิดล้นๆที่ 605 ปอนด์ฟุตที่ 4000 รอบต่อนาที โดยมีเรดไลน์อยู่ที่ 7200 รอบต่อนาที สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับ McLaren Mercedes SLR 722 รุ่นพิเศษ พร้อมด้วยระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัต 5 สปีด เพื่อความคงทนที่มากกว่าเกียร์แบบทวินครัตช์ 7 สปีด เนื่องจากแรงบิดที่ส่งต่อจากเครื่องยนต์ เกียร์ และเพลาขับมีความรุนแรงแบบสุดๆจนอาจสร้างความเสียหายให้กับชุดเกียร์ 7 สปีดได้ อัตราทดของเกียร์ 5 สปีดมีความกระชับและต่อเนื่องของการส่งถ่ายพลังทั้งหมดให้ลงไปที่ล้อคู่หลัง ระบบกันสะเทือนทั้งหมดยกมาจาก McLaren Mercedes SLR 722 อีกเช่นเคยเพื่อความเหมาะสมกับตัวรถ ระบบที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนทั้งหมดถูกออกแบบขึ้นเพื่อการทำให้มันอยู่บน จุดสูงสุดเท่าที่อำนาจของเงินจะดลบันดาล การผลิตรถ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss ในจำนวนเพียง 75 คัน และแต่ละคันจะใช้เวลาในการประกอบนานถึงสี่เดือน


300SLR & McLaren Mercedes SLR Stirling Moss

เป้าหมายของมันกับการลดน้ำ หนักกว่า 200 กิโลกรัมเพื่อไปให้ถึงย่านของความเร็วที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากพลังของเครื่องยนต์ติดซุปเปอร์ชาร์จ และรูปแบบของตัวรถที่ประสานขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ อลูมิเนียม พลาสติก หนัง จนกลายมาเป็นเครื่องจักรกลที่ถ่ายทอดตัวตนของ Stirling Moss ได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด แม้ว่าการขับรถไม่มีหลังคาที่ความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมงดูเหมือนว่าจะมีแต่คนที่สติไม่ดีเท่านั้นที่กล้าทำ ถึงแม้มันจะดูบ้า แต่ลูกค้าชาวอาหรับคนหนึ่งสั่งเจ้าปีศาจสีเงินรุ่นนี้ทีเดียวถึงสามคัน สองคันสำหรับภรรยาและลูกส่วนอีกคันสำหรับตัวเองโดยที่ทุกคันต้องมีสีเงิน เท่านั้น!!

ในยุคสมัยหนึ่งของโลกแห่งความเร็ว มักจะมีตัวแรงที่เป็น Super Sportcar ของยุคนั้นอยู่เสมอ แม้กาลเวลาจะเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจากปี 1955 ถึง 2010 รถทั้งสองคันที่ต่างยุคต่างสมัยกันอย่าง 300SLR และ McLaren Mercedes SLR Stirling Moss ก็ได้เข้ามาสานต่อร่องรอยทางประวัติศาสตร์ในโลกแห่งความเร็วของ Mercedes Benz ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

McLaren Mercedes SLR Stirling Moss Specifications
ประเภท ..............................................สปอร์ตสองประตูสองที่นั่ง
เครื่องยนต์ .........................................5.4 ลิตร V8 SOHC 90.0 vee
ลักษณะ การวางเครื่องยนต์.................เครื่องยนต์วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ..................................5439 c.c.
กระบอกสูบxช่วงชัก...........................97.0mmx92.0mm
อัตราส่วน กำลังอัด.............................9:0:1
ระบบอัดอากาศเข้าสู่ไอดี ...................Supercharged
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง .............................หัวฉีดEFI
แรงม้าสูงสุด .......................................649.9 แรงม้าที่ 6500 รอบ/นาที
แรง บิดสูงสุด......................................820 นิวตันเมตรที่ 4000 รอบ/นาที
ปริมาตรแรงบิดต่อลิตร......................150.76 นิวตันเมตร/ลิตร
แรงม้าต่อน้ำหนัก ................................394.22 แรงม้า/ตัน
อัตราเร่ง ..............................................0-100 กิโลเมตรใน 3.5 วินาที
ความเร็วสูงสุด....................................350 กิโลเมตร/ชั่วโมง (217ไมล์)
ระบบระบายความร้อน....................... น้ำ/พัดลมไฟฟ้า
ระบบส่งกำลัง..................................... เกียร์อัตโนมัต 5 สปีด
ระบบกันสะเทือนหน้า/หลัง................. ดับเบิ้ลวิชโบน
ล้อและยาง
ด้านหน้า ............................................9.0jx19 et45 255/35/Zr19
ด้าน หลัง...........................................11.5jx19 et44 295/30/Zr19
ระบบ เบรค........................................ดิสเบรคทั้งสี่ล้อพร้อมABS
ความ จุถังเชื้อเพลิง............................97.6 ลิตร
มิติตัวถัง
ความ กว้าง.........................................2194 mm
ความยาว ...........................................4820 mm
ความสูง .............................................1220 mm
ราคา(อังกฤษ )...................................660,000 ปอนด์
จำนวนการผลิต .................................75 คัน

arcom roumsuwan
E-mail chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.globalmotors.net
www.neogaf.com
www.commons.wikimedia.org
www.carmagazine.co.uk
www.benzinsider.com

...