พลังแห่งการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีมาจากสนามแข่งขันทำให้ ค่ายรถจากเยอรมันนาม Audi ก้าวเดินออกมาอยู่แถวหน้าของผู้ผลิตรถยนต์ที่มีระบบกลไกของเครื่ิองยนต์ พรั่งพร้อมไปด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดซึ่งมีความเป็นมายาวนานจากการส่งทีมรถ แข่งเข้าต่อสู้ในแทร็คของสนามแข่งรถมากว่า 80 ปี
ก่อกำเนิดขึ้นเป็นเครื่องยนต์ที่สามารถแปรเปลี่ยนยนตรกรรมธรรมดาคัน หนึ่งให้กลายเป็นรถที่มีสมรรถนะสูงสุด เครื่องยนต์ที่มีต้นกำลังมหาศาลตัวนีี่ก็คือเครื่อง V10 Bi-Turbo ซึ่งนำเทคโนโลยีอันก้าวกระโดดของเครื่องยนต์รถแข่งในทีม Audi ที่ใช้สังเวียนสนามแข่งรถระดับโลกเฉกเช่นสนามเลอมังส์เป็นที่ปลดปล่อยพละ กำลังมหาศาลและสามารถกำชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง
การ ถือกำเนิดของรถยนต์ Audi ในยุคนี้เช่นรหัสโมเดล S6 ตัวถังแบบซีดานสี่ประตูและเอสเตท 5 ประตูวางเครื่องยนต์แบบวี 10 ขนาดความจุ 5.2 ลิตรด้วยการใช้เสื้อสูบวางทำมุม 90 องศาและมีระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ FSI โดยใช้อัตราส่วนกำลังอัด (Compression Ratio)อยู่ที่ 12:5:1ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้มีแรงม้าถึง 435 แรงม้าที่ 6800 รอบต่อนาทีและให้แรงบิดสูงสุดที่ 540 นิวตันเมตรที่ 3000-4000 รอบต่อนาที

สามารถนำพาตัวรถแบบห้าประตูของรุ่นเอสเตทที่มีน้ำหนักกว่า 1985 กิโลกรัมโดยใช้เวลาเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรเพียง 5.2 วินาทีซึ่งความเร็วสูงสุดของ S6มีการจำกัดความเร็วสูงสุดตามกฏหมายของเยอรมันเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับเครื่องวี 10 ในรุ่น RS6 Audi ทำการลดขนาดความจุลงมาให้เหลือ 5.0 ลิตรด้วยการปรับเปลี่ยนขนาดของปลอกสูบแต่ก็ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกันกับ เครื่องของรถรุ่น S6 เช่นมุมเสื้อสูบ 90 องศาใช้ลูกสูบที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 84.5 มิลลิเมตร กับช่วงชักที่ 89.0 มิลลิเมตร แต่เนื่องจากรถ Audi ในรหัส RS จะมีระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบพ่วงเข้ามาด้วย การจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดจึงต้องปรับเปลี่ยนจาก FSI มาเป็นระบบ TFSI (มีอักษร T นำหน้าเนื่ิองจากใช้เทอร์โบช่วยดึงอากาศ) และลดอัตราส่วนกำลังอัดลงมาเพื่อให้เข้ากับการทำงานของเทอร์โบที่ 10:5:1
...

ระบบ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ FSI ของค่าย Audi มีการใช้หลักการเดียวกันกับระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรลในเครื่องยนต์ดีเซลทั่วๆ ไป กลไกของมันประกอบไปด้วยปั้มน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูงซึ่งสามารถสร้างแรงดัน ได้ถึง 120 บาร์และนำเข้าไปเก็บเอาไว้ในรางร่วมก่อนที่จะใช้ท่อส่งน้ำมันไปยังหัวฉีด Piezo จำนวนสิบหัวเท่ากับลูกสูบทั้งสิบของเครื่องแบบวี 10 การทำงานทั้งหมดของความเร็ว ความถี่และปริมาณในการฉีดเชื้อเพลิงขึ้นอยู่กับการประมวลผลของสมองกล ECU จากบริษัท Bosch รุ่น Motronic MED- 9.1.2 ซึ่งเป็นระบบประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดจากการคิดค้นของวิศวกรของบริษัท Bosch
ส่วนเทคโนโลยีของการประจุอากาศใช้วาว์ลระบบแปรผันทำหน้าที่ปรับเปลี่ยน-ปิด เปิดองศาของวาว์ลไอดีให้มีความสัมพันธ์ไปกับรอบของเครื่องยนต์โดยสามารถ ทำการปรับยกวาว์ลในช่วงกว้างได้มากถึง 42 องศา ส่วนท่อร่วมไอดีแบบแปรผัน CVTS วิศวกรของ Audi ทำการปรับท่อทางเดินของไอดีให้มีระยะที่ส้ั้นลงจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ อากาศไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้รวดเร็วขึ้นเมื่อผู้ขับใช้รอบสูงกว่า 3500 รอบต่อนาที ระบบทั้งสอง (วาว์ลและท่อร่วมไอดีแบบแปรผัน) จะทำงานผสมผสานกันเพื่อให้ปริมาตรของอากาศที่ถูกส่งเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของ ลูกสูบทั้งสิบตัวมีค่าที่ใกล้เคียงกันกับการคำนวนของกล่องสมองกล ECU

ความ แรงที่เกิดจากระบบอัดอากาศแบบ Bi-Turbo ซึ่งมีเทอร์โบสองตัวแยกการทำงานออกจากกันแบบ Bi-Turbo ซึ่งจะใช้เทอร์โบ 1 ตัวต่อลูกสูบทั้ง 5 สูบแบบแยกฝั่ง เทอร์โบแต่ละตัวสามารถสร้างแรงบูสท์สูงสุด 1.7 บาร์และเมื่อทำงานในสภาวะโหลดเต็มกำลังจะนำอากาศเข้าสู่ท่อร่วมไอดีได้ถึง 2200 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ความร้อนมหาศาลที่เกิดจากการหมุนของเทอร์โบถูกถ่ายเทด้วยน้ำหล่อเย็นและ น้ำมันเครื่อง ภายในห้องเครื่องยนต์ยังติดตั้งฉนวนกันความร้อนเกรดสูงสุด แรงดันของอากาศที่ผ่านการอัดจากเทอร์โบจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการลดอุณหภูมิของอากาศโดยใช้อินเตอร์คูลเล่อร์มา ช่วยทำให้อากาศที่ถูกอัดจากเทอร์โบมีความหนาแน่นและอุณหภูมิที่พอเหมาะกับ การเผาไหม้ เนื่องจากเป็นเครื่องแบบวี10 ลูกสูบจึงถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งละ 5 สูบทำให้ต้องใช้อินเตอร์คูลเล่อร์ฝั่งละตัวทำหน้าที่ให้อากาศเย็นตัวลงเพื่อ เพิ่มความหนาแน่นและเกิดประโยชน์สูงสุดในการจุดระเบิดเพื่อสร้างพลังแรงบิด อันมหาศาลและเรียกใช้งานได้ทันทีในรอบเครื่องต่ำๆ
รถ Audi รุ่น RS6 สามารถสร้างแรงจี (แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง)ในขณะที่ออกตัวเต็มกำลังได้ถึง 1.2 จีและมีแรงจีในระหว่างที่ทำการเบรคอย่างรุนแรงหรือขับเข้าสู่ทางโค้งด้วย ความเร็วสูงเท่าๆกัน (1.2 จี) เนื่องจากแรงจีในระดับนี้ก่อปัญหาโดยตรงกับการทำงานของระบบหล่อลื่นอย่าง น้ำมันเครื่องที่ทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆภายในเครื่องยนต์ ทีมวิศวกรจาก Audi จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ระบบหล่อลื่นแบบ Dry-Sump ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับเครื่องยนต์ในรถแข่ง การทำงานโดยมีการแยกจากกันของอ่างน้ำมันเครื่องและปั้มน้ำมันเครื่องออกจาก ส่วนด้านล่างสุดของเครื่องยนต์ แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางที่กระทำต่อตัวรถในขณะที่ใช้ความเร็วสูงทั้งในการขับ เข้าโค้งอย่างรุนแรงหรือเบรคเต็มกำลังจึงไม่มีผลต่อการทำงานของระบบหล่อลื่น อย่างรถยนต์ทั่วไปที่มีอ่างน้ำมันเครื่องแบบปกติ
เทคโนโลยีแห่งพลัง ของเครื่องยนต์จากบริษัท Audi ในรหัส RS6 เป็นที่มาของม้าทั้ง 580 ตัวในรอบเครื่องยนต์ที่ 6250 รอบต่อนาทีและมีแรงบิดสูงสุดถึง 650 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำถึงปานกลางเพียง 1500-6250 รอบต่อนาที สามารถสร้างอัตราเร่งจาก0-100 ใน 4.6 วินาทีและถ้าทำการปลดล็อคอัตราความเร็วสูงสุดจะได้ความเร็วถึงกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งทำให้รถ Audi RS6 Avant (รุ่นเอสเตท 5 ประตู)กลายเป็นรถสเตชั่นแวนกอนที่เร็วที่สุดในโลกโดยการคิดค้นเครื่องยนต์ ต้นกำลังแบบวี 10 Bi-Turbo จากค่ายรถเจ้าของสัญลักษณ์สี่ห่วงที่มีสายเลือดของรถแข่งแอบแฝงอยู่ในทุกอนู และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบริษัทที่มักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการ ชิงชัยในการแข่งขันรถยนต์มานานกว่า 80 ปี
Audi V10 Bi-turbo Engine Specifications
เครื่องยนต์.............................วี 10 วางทำมุม 90 องศา Bi-Turbo DOHC
ระบบอัดอากาศ.....................เทอร์โบ (2)
ปริมาตรความจุ......................4991 c.c.
กระบอกสูบxช่วงชัก...............84.50x89.0 มิลลิเมตร
ระบบวาว์ล............................แบบแปรผัน 4 วาว์ลต่อสูบ (40 วาว์ล)
ระบบหล่อลื่น........................Dry Sumped
อัตราส่วนกำลังอัด.................10:5:1
ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง........TFSI ไดเร็คอินเจ็คชั่น
แรงม้าสูงสุด..........................580 แรงม้าที่ 6250-6700 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด..........................650.0 นิวตันเมตรที่ 1500-6250 รอบต่อนาที
อัตราส่วนแรงม้าต่อลิตร..........114.6 แรงม้า/ลิตร
อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก.....288.16 แรงม้า/ตัน
ระบบระบายความร้อน...........ระบายความร้อนด้วยน้ำและอินเตอร์คูลเล่อร์สองตำแหน่งเพื่อลดอุณหภูมิของอากาศที่เข้าสู่ท่อร่วมไอดี
arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.avus-performance.com
www.topspeed.com