ย้อนกลับสู่เส้นทางแห่งอดีตเมื่อ 16 ปีก่อนในปี 1993 กับเจ้าของสถิติแห่งความเร็วประเภทรถยนต์สี่ล้อทั้งในสนามแข่งขันและบนถนน มันคือรถ McLaren F1 ปีศาจแห่งความเร็วที่มาพร้อมกับการทำลายสถิติต่างๆมากมาย อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 3.4 วินาทีและทำสถิติสูงสุดในด้านรถยนต์ที่มีสมรรถนะจากเครื่องยนต์แบบไม่มีระบบ อัดอากาศใดๆทั้งสิ้น โค่นบันลังค์ของ Ferrari F40 ลงอย่างราบคาบและครองตำแหน่งเจ้าแห่ง Roadcar ยาวนานจนถึงปี 2005 กว่าที่รถ Bugatti Veyron จะมาแย่งตำแหน่งนี้ไป แนวคิดในการสร้างรถ McLaren F1 เกิดจากความต้องการที่จะผลิตรถยนต์ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถแข่ง Furmula One แต่สามารถนำมาวิ่งบนท้องถนนทั่วไปได้
Gordon Murray ชายผู้ให้กำเนิดรถคันนี้มีความคิดตั้งแต่ในวัยเด็กแล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้อง สร้างรถสปอตร์ที่มีสมรรถนะสูงกว่าและมี ความเหนือกว่ารถสปอตร์ทุกคันที่มีวิ่งอยู่บนโลกใบนี้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในวงการแข่งรถของอังกฤษมานานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และบ่มเพราะความรู้เรื่องราวต่างๆในการสร้างรถยนต์ที่เป็นที่สุดของโลกแห่ง ยนต์กรรม McLaren F1คือรถยนต์คันสุดท้ายของโลกที่ถูกออกแบบโดยการใช้ดินสอร่างขึ้นบนกระดาษแทน การออกแบบจากคอมพิิวเตอร์ที่มีโปรแกรมอันทันสมัยในยุคนี้ ทุกๆชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นโครงรถ แชสซีส์ กระปุกเกียร์ เฟือง เพลาทุกชิ้น กรวยซิงโครเมซ ถูกเขียนด้วยดินสอลงบนกระดาษจากมันสมองของชายผู้ซึ่งหายใจเข้าออกแทบจะเป็นกลิ่นของน้ำมันเบนซินอ็อกเทนสูง ความที่เป็นคนชอบวาดรูปและมีทักษะในการออกแบบสูงมากคนหนึ่งในวงการรถยนต์ของ อังกฤษและอยู่ในระดับแนวหน้าของยุโรป ทำให้ความเป็นไปได้ของจุดกำเนิดแห่งความเร็วระดับตำนานจึงได้เริ่มต้นขึ้น
ในตอนแรก ความคิดในการสร้างรถ McLaren F1เริ่มขึ้นโดยไม่มีจุดประสงค์ใดๆที่จะทำลายสถิติต่างๆของรถ Ferrari F 40 ซุปเปอร์คาร์เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบวางกลางลำที่ครองความเป็นเจ้าแห่ง ความเร็วทั้งในสนามแข่งขันและบนท้องถนนในยุค 1987-1992 Gordon Murray ตั้งใจว่าจะให้มันมีแรงม้าเพียง 450 ตัวเท่านั้นเพื่อการควบคุมที่ดีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวรถ หลังจาก Honda สร้างความผิดหวังให้กับ Murray ด้วยการปฏิเสธที่จะรับหน้าที่ในการสร้างต้นกำลังของรถ McLaren F1แต่เพื่อนร่วมงานของ Murray ที่ใช้โรงงานเล็กๆของ McLaren ให้กลายเป็นศูนย์รวมของบรรดามันสมองชั้นหัวกระทิที่มีความรู้อย่างลึกซึ้ง ถึงวิศวกรรมเครื่องยนต์อย่าง Paul Rosche ชายผู้ซึ่งทำให้ BMW มีเครื่องยนต์ที่ทรงอนุภาพมากพอในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบของยุโรป เป็นผู้ลงมือออกแบบและทำการสร้างเครื่องยนต์ วี12 ตัวแรงให้กับรถ McLaren F1 จากการถกเถียงกันในเรื่องของแรงม้าและแรงบิดรวมไปถึงท็อปสปีดที่รถคันนี้จะ สามารถวิ่งไปถึง Paul Rosche สามารถให้ความมั่นใจได้ว่ารถ McLaren F1จะมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังถึง 630 แรงม้าจากเครื่อง วี12 ไม่มีเทอร์โบ พ่อมดแห่ง BMW Motorsport ยังบอกอีกด้วยว่า McLaren F1จะไปได้ถึง 235 ไมล์ต่อชั่วโมงถ้ามีทางตรงยาวพอให้มัน และถ้าจะเอาเครื่อง วี12 ตัวนี้มาติดเทอร์โบ มันก็จะเหนียวพอที่จะรองรับแรงม้า 1000 ตัวได้อย่างสบาย แต่ใครกันล่ะที่จะบ้าและมีเงินมากพอที่จะซื้อมันไปขับ
Murray คิดว่าแชสซีส์ที่ดีที่สุดต้องมีความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เบา เขาจึงเริ่มมองไปที่วัสดุผสมแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ในยุคนั้นเป็นวัสดุผสมน้ำหนักเบาและมีราคาแพง เหมือนดั่งทองคำ ทุกชิ้นส่วนในรถ McLaren F1 มีจุดประสงศ์เพื่อเร่งความเร็วและจะต้องมีน้ำหนักเบาซึ่งเป้าหมายในการลดทอนน้ำหนักของตัวรถลงเพื่อให้เครื่องยนต์ แสดงสมรรถนะอันสุดยอดของมันออกมาได้อย่างหมดจดด้วยการใช้วัสดุผสมแทบทกจุดของตัวรถ การให้ตำแหน่งของผู้ขับขี่อยู่ตรงกลางโดยมีที่นั่งขนาดเล็กอยู่ขนาบทั้งสอง ข้างเป็นเรื่องของการกระจายน้ำหนักอย่างแท้จริง แม้จะผ่านกาลเวลามาถึง 16 ปีแล้วก็ตามแต่มันก็ยังคงเป็นรถยนต์มีรูปทรงที่สวยงามและทันสมัย ตำแหน่งของการติดตั้งเครื่องยนต์ รูปแบบของตัวรถ โครงแชสซีส์และชิ้นส่วนต่างๆที่ทีมของ Gordon Murrayลงมือกระทำต่อรถ McLaren F1ยังคงถูกนำไปลอกเลียนแบบซึ่งสามารถเห็นได้ในรถยนต์ซุปเปอร์คาร์หลายๆรุ่น ของยุคนี้ 
รูปทรงของ McLaren F1ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายลิ่มเพื่อแหวกอากาศยามวิ่งเข้าไปปะทะด้วยความเร็วสูงเพื่อลดค่าแรงต้านทานของอากาศลงมาให้เหลือน้อยที่สุด ไฟหน้าแบบคู่ฝั่งละสองดวงอยู่ในกรอบพลาสติกใส ด้านหน้าทำมุมลาดเอียงมากขึ้นเพื่อเพิ่มทัศนวิศัยให้ผู้ขับขี่ ฝากระโปรงไฟเบอร์แบบเซาะร่องและกันชนหน้ามีช่องดักอากาศเข้าอยู่ใต้ตำแหน่ง ของไฟเลี้ยวบวกกับแผ่นรีดอากาศแบบคาร์บอนสีดำติดอยู่ใต้กันชนทำให้มันมีโฉม ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาและคงไว้ซึ่งความดุดัน ซุ้มล้อขนาดใหญ่มีล้ออัลลอยของ OZ ลายห้าก้านต่างขนาดกัน ด้านหน้ามีขนาด 10.85x18 นิ้ว ด้านหลังขนาด 13.0x18นิ้ว เบรคของBrembo แบบหกสไลส์ลูกสูบพร้อมด้วยจานเบรคขนาดยักษ์ 332 มิลลิเมตรในล้อคู่หน้าและ 305 มิลลิเมตรในล้อคู่หลัง บานประตูเปิดออกแบบทรงกันไกรที่ใช้โช้คยาวและผู้ขับต้องดันมือจับประตูขึ้น เหนือศีรษะ บานประตูถูกทำเป็นร่องนำอากาศขนาดใหญ่และมีรูปแบบที่เข้ากันได้ดีมากกับตัวรถด้านข้าง ด้านท้ายมีทรงมนเล็กน้อยติดตั้งไฟท้ายแบบโดนัทกลมฝั่งละสองดวงและที่อยู่ เหนือฝากระโปรงหลังคือหางหลังในสไตล์GTที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์โดยสามารถปรับ แต่งมุมเพื่อเพิ่มแรงกดให้กับท้ายรถ หลังคารถมีท่อรับอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์และมีความยาวลงไปจนจรดกับฝากระโปรง หลังทำให้การมองด้วยกระจกมองหลังแทบเป็นไปไม่ได้ ความสูงของตัวรถที่มีเพียง1200 มิลลิเมตรทำให้ตำแหน่งของการขับขี่ที่อยู่ตรงกลางเหมือนกับนั่งอยู่บนพื้นถนน ซึ่งมีผลต่อการถ่ายทอดความรู้สึกของพวงมาลัย ช่วงล่าง และตัวผู้ขับขี่ให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อความมั่นคงในการควบคุมเจ้า เครื่องจักรแห่งพลังคันนี้ 
ภายใต้เปลือกนอกอันร้อนแรงที่ห่อหุ้ม ห้องโดยสารเอาไว้มีรูปลักษณ์แบบรถแข่งอยู่ทุกจุด ตำแหน่งของเบาะคนขับที่อยู่ตรงกลางระหว่างเบาะคนนั่งทั้งสองที่ด้านซ้ายและ ขวา ทำให้ผู้โดยสารของ McLaren F1มีตำแหน่งของการนั่งร่นไปด้านหลังคนขับเล็กน้อย และนับได้ว่าเป็นซุปเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลางลำคันแรกของโลกที่สามารถ บรรทุกผู้โดยสารไปได้พร้อมกันถึงสองคน คอนโซลถูกหุ้มด้วยวัสดุประเภทหนังกลับเพื่อความนุ่มนวลและให้ผิวสัมผัสที่ดี ไม่ลื่นเหมือนหนังแท้ทั่วๆไป วงพวงมาลัยขนาดเล็กสามก้านของMomo หุ้มด้วยหนังแท้มีก้านแพ็ตเดิ้ลเล็กๆอยู่ด้านหลัง เข็มขัดนิรภัยแบบสี่จุดยึดเวลาใส่แล้วเหมือนกับนั่งอยู่ในเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง มาตรวัดความเร็วขนาดใหญ่อยู่ใจกลางของหน้าปัดท์วงกลมสีขาวและแสดงตัวเลขของ ความเร็วถึง 220 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้านขวามือเป็นมาตรวัดรอบซึ่งมีขนาดลดหลั่นลงมาเล็กน้อย แป้นคันเร่ง คลัชต์ และเบรค ทำออกมาในแนวทางของรถแข่งแบบแท้จริง ตำแหน่งของเกียร์แบบกระปุกถูกย้ายมาอยู่ด้านขวามือของคนขับและย้ายตำแหน่ง ของด้ามเบรคมือไปไว้ด้านซ้ายแยกกันกับเกียร์อย่างสิ้นเชิงเพื่อกันความสับสน หัวเกียร์สีดำโผล่ขึ้นมาเป็นแท่นตรงให้สับเปลี่ยนเกียร์และออกแบบมาให้ดู ดิบๆตามลักษณะของรถได้ดี ภายในเน้นสีโทนเทาและดำเพื่อลดแสงสะท้อนและแสดงออกถึงความเคร่งขรึมให้รู้ ว่ามันไม่ไช่รถยนต์ที่จะเอามาไว้ขับกินลมชมวิวแบบรถสปอตร์ทั่วๆไป
เครื่องยนต์ ของ McLaren F1 นับเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของเครื่องยนต์วี 12 หลังจากให้เวลากับพ่อมดของ BMW Motorsport ในการออกแบบและสร้างเครื่องยนต์ต้นกำลังรถ McLaren F1อีก10 เดือนถัดมาความฝันของ Murray ก็เป็นความจริง เครื่องยนต์วี12 6.1ลิตรที่ผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วงก็เสร็จสูมบูรณ์ โครงสร้างแบบอลูมิเนียมผสมแม็คนีเซี่ยม ระบบวาว์ลแปรผันแบบ Vanos (ซึ่งต่อมากลไกลของวาว์ลแบบยกตัวแปรผันได้ตามความเร็วรอบได้ถูกนำมาพัฒนาและ ติดตั้งในรถ BMW ทุกๆรุ่นในยุคปัจจุบันนี้) รวมถึงท่อไอดีขนาดใหญ่สองท่อคู่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์วางอยู่เหนือฝาสูบ การตอบสนองในรอบต่ำของเครื่องตัวนี้อยู่ในระดับทีี่ดีเยี่ยม ผนังของห้องเครื่องทั้งหมดถูกหุ้มเอาไว้ด้วยวัสดุที่ทนความร้อนได้ดีด้วยฟ รอยส์ที่ทำมาจากทองคำแท้ไม่ไช่เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันใช้ของคุณภาพสูงเพื่อ อวดอ้างตัวเอง แต่เพื่อการป้องกันความร้อนในห้องเครื่องยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและ ต้องการการระบายความร้อนที่ดีกว่าเครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านหน้า เครื่องยนต์วี12วางกลางลำของ McLaren F1สร้างความแตกต่างในด้านวัสดุที่นำมาประกอบ กลไกลทุกชิ้นส่วนสามารถทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียวได้ด้วยการติดตั้ง เซนเซ่อร์ตรวจสอบนับร้อยตัวที่มีอยู่แทบทุกจุดของตัวรถ ปริมาตรความจุที่ 6064 c.c. 626 แรงม้าเป็นตัวเลขแท้จริงที่ได้จากการวิ่งทดสอบในสนามทดสอบ เครื่องยนต์ยังมีความยืดหยุ่นและเหนียวพอที่จะแช่คันเร่งกันแบบสุดๆได้นาน นับชั่วโมงโดยไม่มีอาการน็อกหรือพังปรากฏให้เห็นทำให้ในสนามแข่งขันรถยนต์ 24ชั่วโมงหรือ LeMansในยุค 1994-1999 จะเห็นพวกมันวิ่งนำหน้ารถแข่งอื่นๆในรุ่นเดียวกันอยู่เสมอ
เดือน สิงหาคมปี 1993 McLaren F1 ได้รับการบันทึกให้เป็น Worlds Fastest Production Road Car หรือรถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานบนถนนในการวิ่งเพื่อบันทึกสถิติโลก บริเวณสนามทดสอบทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี McLaren F1 สามารถทำความเร็วสูงสุด(ท็อปสปีด) ได้ถึง 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมงแล้วเบรคเต็มกำลังเพื่อกลับมาสู่จุดหยุดนิ่ง( 0-100-0)โดยทำเวลาไปเพียง 11วินาที ซึ่งยากมากที่จะหารถยนต์ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับมันแม้แต่ในยุคนี้ก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ McLaren F1 ครองความเป็นเจ้าแห่งสถิติต่างๆของความเร็วในประเภทรถยนต์สี่ล้อเครื่องยนต์ วี 12 ทำให้มันขึ้นสู่ทำเนียบรถ Road Car ที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก การมาถึงของมันทำให้ Ferrari ต้องทำการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแบบของเครื่องยนต์รวมถึงตัวรถขึ้นใหม่ ทั้งหมดเพื่อชิงความเหนือกว่าทางกลไกของตลาดแต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงถึง แม้ว่า Ferrari จะสร้างนวัตกรรมแห่งรูปทรงและพลังที่ใช้ชื่อของ Enzo มาตั้งเป็นชื่อรุ่นก็ตาม มันอาจจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า มีรูปทรงที่ล้ำไปในอนาคตมากกว่าและสามารถทำความเร็วได้ใกล้เคียงกับ McLaren F1แต่สุดท้ายแล้วการควบคุมและขับขี่รวมที่ยอดเยี่ยม พละกำลังของเครื่องยนต์รวมไปถึงสมรรถนะอันสุดยอดทั้งในทางโค้งและทางตรงคง ต้องยกให้กับ McLaren F1GTRเนื่องจากสาเหตุบางประการของความนิยมในตัวรถ มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกแห่งยนต์กรรม เสน่ห์แห่งความเป็นอมตะของมันไม่ได้อยู่แค่ความเร็ว แต่อยู่ในตำนานที่พวกมันได้เคยสร้างสันเอาไว้ในยุค 1989-1999 นั่นเอง
McLaren F1 Specifications
ประเภท......................................สปอตร์สองประตู เครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์..................................วี 12 สูบ ดับเบิ้ลโอเว่อร์เฮตแคมชารฟท์ (DOHC)
ปริมาตรความจุ...........................6064 c.c.
กระบอกสูบxช่วงชัก....................86.0x87.0 มิลลิเมตร
วาว์ล...........................................48 วาว์ล 4 วาว์ลต่อสูบ
อัตราส่วนกำลังอัด......................11:0:1
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง.....................ฟลู-อินเจคชั่น
แรงม้าสูงสุด...............................626 แรงม้าที่ 7500 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด..............................651.0 นิวตัน-เมตร ที่ 5600 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง.....................................0-100 กิโลเมตรใน 3.4 วินาที
ความเร็วสูงสุด............................235 ไมล์ต่อชั่วโมง
เร่งจากจุดหยุดนิ่ง.......................0-100-0 (ไมล์/ต่อชั่วโมง) ใช้เวลา 11.0 วินาที
ระบบบังคับเลี้ยว........................เรดแอนพีเนียน
ระบบเกียร์..................................แมนนวล 6 จังหวะ/หรือเซมิออโตเมตริคในรถที่ใช้แข่งขัน
รอบวงพวงมาลัย(Lock-to-lock)..2.0 รอบ
ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า.....................................ดับเบิ้ลวิชโบน คอยสปริง แอนตี้โรบาร์
ด้านหลัง.....................................ดับเบิ้ลวิชโบน คอยสปริง
ล้อและยาง
ขนาดล้อหน้า..............................10.85x18 นิ้ว
ขนาดล้อหลัง..............................13.0x 18 นิ้ว
ขนาดยางล้อหน้า.......................275/45/Zr 18
ขนาดยางล้อหลัง.......................345/35/Zr 18
ระบบเบรค.................................ดิสเบรคทั้งสี่ล้อ พร้อมคาร์ลิปเปอร์แบรมโบ้แบบหกลูกสูบ
จานเบรคหน้า............................332 มิลลิเมตร
จานเบรคหลัง............................305 มิลลิเมตร
มิติของตัวรถ
ความกว้าง................................1940 มิลลิเมตร
ความยาว..................................4928 มิลลิเมตร
ความสูง....................................1200 มิลลิเมตร
น้ำหนัก......................................1220 กิโลกรัม
ราคา(1997)...............................540,000 ปอนด์
ราคาปัจจุบัน(2009)...................1 .0-1.5 ล้านปอนด์
arcom roumsuwan
chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.m5board.com
www.autocrazz.blogspot.com
www.photo.net
www.motorsportcollector.com
...