ตลาดรถยนต์หรูหราในยุโรปกำลังอยู่ในช่วงขาลงและซบเซาจากสถานการณ์ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ไม่ช้าเกินไปที่ค่ายรถอย่าง Lamborghini เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวจากอิตาลี ทำการเปิดเผยโฉมหน้ารถรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัทในงานแสดงรถยนต์ที่ปารีสด้วย การออกแบบและสร้างรถสปอร์ตซีดานสี่ประตูเครื่องยนต์วางด้านหน้าและใช้ชื่อ เรียกรถรุ่นใหม่คันนี้ว่า ESTOQUE
ต้นปี 2009 นับได้ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างที่สุด แต่การตกต่ำอย่างสุดๆนั้นพอถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งมันก็จะกลับพื้นตัวขึ้น อย่างช้าๆซึ่งเป็นไปตามสภาวะการณ์ของกลไกในตลาดโลก ทุกค่ายรถต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้กันไปทั่วไม่มากก็น้อย Lamborghini เองถึงแม้จะไม่ยอมปลดคนงานแม้แต่คนเดียวเพื่อลดต้นทุน แต่ยอดขายของรถยนต์ในค่ายก็ไม่ดีเท่ากับปี 2007-2008 ที่เคยขายได้ถึง 2400 คัน Stephen winkelmann CEO ของ Lamborghini มีความคิดที่จะใช้ช่วงเวลาในการพื้นตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการเปิดตัวรถส ปอร์ตสี่ประตูเพื่อตอบโต้ Porsche panamera และ Aston martin rapide ซึ่งทั้งสองคันเป็นรถสปอร์ตสี่ประตูที่ออกมาก่อนหน้าการถือกำเนิดของ ESTOQUE แต่รถทั้งสองคันก็มีรูปทรงที่ดูเรียบๆธรรมดาไม่สวยงามและแปลกประหลาดเท่ากับ รถสี่ประตูที่ดีไซน์โดย Lamborghini
Stephen winkelmann ต้องการให้ ESTOQUE เป็นรถยนต์ที่สามารถขับใช้งานได้ทุกวันไม่เหมือนกับรุ่น Murcielago หรือ Gallardo ที่ทำตัวได้แค่เป็นวีคเอนคาร์ หรือรถเพื่อขับเล่นในวันหยุดพักผ่อนเท่านั้น สายการผลิต ESTOQUE จะเริ่มต้นขึ้นในปี 2012 โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด และเครื่องยนต์วี8 ดีเซลเทอร์โบเทคโนโลยีของออดี้เป็นทางเลือกเพื่อนำมาใส่ลงใน ESTOQUE การทำให้ภาพลักษณ์เดิมๆของเจ้ากระทิงเปลี่ยว เปลี่ยนแปลงไปโดยกลายร่างมาเป็นรถสปอร์ตซีดานสี่ประตูต้องใช้ความกล้าหาญ อย่างมากในการออกแบบตัวรถให้ได้รับการยอมรับทั้งจากแฟนเก่าของ Lamborghini เองและบรรดาผู้สื่อข่าวสายรถยนต์ในยุโรป ทั้งนี้เนื่องจากมันมีข้อเปรียบเทียบกับ panamera และ rapide ซึ่งทั้งสองคันที่เอ่ยถึงนี้ถูก porsche และ aston martin ผลิตและวางขายแล้วในปี 2009 
ชื่อ ESTOQUE หมายถึงดาบชนิดหนึ่งของพวกมาธาดอร์ นักสู้วัวผู้กล้าหาญที่ใช้ดาบชนิดนี้สำหรับทิ่มแทงวัวกระทิงในการต่อสู้บน สนาม โดยมีรูปทรงของตัวรถทั้งคันแบนราบแบบรถในสไตล์ GT สี่ประตู สี่ที่นั่งคล้ายกับ Mercedes cls แต่ ESTOQUE มีความสูงของหลังคาน้อยกว่ามาก รถ lamborghini แบบ GT สี่ประตูรุ่นสุดท้ายที่เคยผลิตออกมาวางตลาดคือรุ่น espada ปี 1968 ซึ่ง ESTOQUE ก็ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบตัวรถทั้งคันของ espada และนำมาดัดแปลงให้ทันสมัยมากขึ้น ด้านหน้าของตัวรถมีลักษณะทิ่มลง พร้อมทั้งติดตั้งสปอยเล่อร์ที่มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ถึงสามช่อง ไฟหน้าทรงเหลี่ยม แนวหลังคามีความสูงไม่มากนัก เส้นสายด้านข้างของตัวรถเป็นเส้นตรงโดยเริ่มจากแนวหลังบังโคลนล้อหน้าไปจน จรดซุ้มล้อหลังทำได้ดี ท้ายรถดูมีเหลี่ยมมุมตัดกันอย่างประหลาดและไฟท้าย led ดีไซน์แบบก้างปลาฝั่งละสามดวงทำให้ ESTOQUE ดูเหมือนมีมุมมองด้านท้ายที่คล้ายกับรถรุ่นใหม่ๆของพวกอเมริกัน
ปัญหา ข้อจำกัดด้านการปลดปล่อยมลภาวะบีบคั้นให้ Lamborghini ต้องทิ้งเครื่องยนต์วี 12 ตัวแรงของค่ายไปและหาเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีความแรงน้อยกว่า โดยมองไปที่เครื่องยนต์วี 8 แบบไฮบริดที่มีพัฒนาการมาจากเครื่องยนต์วี10 ของ gallardo lp 540 หรือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแรงสูงของรถออดี้ โดยกำหนดไว้ว่าเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะนำมาวางลงใน ESTOQUE นี้ต้องมีอัตราเร่งไม่ต่ำไปกว่า 4วินาทีใน 0-100 กิโลเมตร และท็อปสปีดที่ 175 ไมล์ต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ยังไม่กำหนดนี้จะนำมาวางลงในลักษณะ front-mid engine คือการร่นเครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านหน้าให้ถอยไปใกล้กับแนวกระจกหน้ามาก ที่สุดเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุลย์และเพื่อการควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นจาก การเฉลี่ยน้ำหนัก หน้า หลังที่เท่ากัน (50/50) ESTOQUE ติดตั้งเกียร์หกสปีด semi auto แบบคลัตช์คู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อชั้นเยี่ยมจากออดี้ ฐานล้อถูกขยายให้กว้างขึ้นเพื่อใส่ล้อขนาด 22 นิ้วที่ด้านหน้า และ 23 นิ้วทางด้านหลัง ประตูทรงกว้าง ตระแกรงและครีบกันชนท้ายเป็นแนวยาว ท่อไอเสียรูปทรงหกเหลี่ยมอาจถูกออกแบบใหม่เมื่อยามผลิตเป็นรถยนต์คันจริง เพื่อวางจำหน่าย ความจุของฝากระโปรงท้ายรถมีไม่มากนั้นเนื่องจากเป็นรถท้ายตัด แต่วิศวกรผู้ออกแบบก็ยังอ้างว่ามันมีพื้นที่พอที่จะใส่กระเป๋าเดินทางขนาด ใหญ่หรือถุงกอลฟ์สองใบได้อย่างสบาย
...

ภายในตัวรถยังคงกลิ่นไอของรถยนต์ ชั้นสูงจากอิตาลีไว้อย่างครบเครื่อง ความพิเศษของ ESTOQUE อยู่ที่หน้าปัดดิจิตอลเรืองแสงแบบล้ำอนาคตที่มองยังไงก็ยังคล้ายกับหน้าปัด ของเครื่องบินรบสมัยใหม่คอนโซลตรงกลางติดตั้งจอดิสเพลย์ที่รวบรวมเอาระบบ ควบคุมทุกอย่างไว้ด้วยกัน บริเวณตำแหน่งเกียร์ออกแบบมาให้ดูเหมือนกับปุ่มควบคุมของยานอวกาศ เป็นปุ่มรูปทรงห้าเหลี่ยมแบบแปลกๆไว้คอยปรับตำแหน่งการขับเคลื่อนที่ดูแล้ว ผู้ขับคงต้องใช้เวลาพอสมควรในการใช้งานเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย เบาะนั่งด้านหน้าแบบสปอตร์ เบาะด้านหลังก็แยกจากกันโดยมีที่วางแขนกั้นกลางจนไปจรดกับคอนโซลเพื่อแบ่ง ตำแหน่งนั่งทั้งหมดออกเป็นสี่ส่วนดูสวยงามลงตัวดีมาก manfred fitzgerald วิศวกรผู้ออกแบบ ESTOQUE สามารถทำให้แนวเส้นของตัวรถทั้งคันดูกลมกลืนอย่างที่สุด ท้ายรถที่ดูทรงพลังกับล้อหลังขนาด 23 นิ้วไม่ไช่เพียงแค่ความสวยงามอย่างเดียวแต่ยังเพิ่มพื้นที่ในการยึดเกาะของ ยางกับผิวถนนได้เป็นอย่างดี ด้วยขนาดของล้อที่ใหญ่โตมโหฬารทำให้ไม่สามารถปิดบังความยาวของฐานล้อได้เลย แต่ความยาวกลับเกิดประโยชน์ขึ้นเนื่องจากมันเป็นรถสี่ประตูนั่นเอง
หลังจากที่ Porsche, Aston Martin และ Lamborghini ต่างก็ลงมือผลิตรถสปอร์ตสี่ประตูออกมาเพื่อแข่งขันกันในตลาดระดับบน ก็มีคนไปถามความเห็นของผู้บริหารจากค่าย ferrari ว่าจะทำรถสี่ประตูออกมาขายบ้างหรือไม่ luca di montezemolo หนึ่งในผู้กุมอำนาจการตัดสินใจของ ferrari ก็ทำได้เพียงแค่อวรพรให้ค่ายรถยนต์คู่แข่งทั้งสามประสบความสำเร็จในการทำ ตลาดกับซุปเปอร์ซาลูนสี่ประตู และตัวของ luca เองก็ยังคงมั่นใจและยึดถือแนวทางการสร้างรถยนต์ของ ferrari ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีแบบไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงตอกย้ำอีกด้วยว่า ตราบใดก็ตามที่เขายังคงเป็นประธานของบริษัท ferrari ไม่มีทางเป็ํนไปได้อย่างแน่นอนที่บริษัทจะผลิตรถสี่ประตูเพื่อออกมาต่อกร ด้วย มันจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ ferrari ที่มีเพียงสองประตูต้องเปลี่ยนแปลงไป สายพันธ์ุรถสปอตร์สองประตูแท้ๆอย่างferrari อาจต้องมัวหมอง แต่มันก็ไม่มีอะไรที่แน่นอนในโลกแห่งยนต์กรรมเมื่อ luca เริ่มมองเห็นตัวเลขในการจำหน่ายซุปเปอร์ซาลูนที่มียอดการสั่งจองเพิ่มขึ้นใน อนาคต บางทีเราก็อาจมีโอกาศได้เห็นรถ ferrariรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีประตูถึงสี่บานก็เป็นได้
chang palace
chang.arcom@thairath.co.th
ภาพโดย
-www.en.wikipedia.org
-www.zcars.com.au
-www.egmcartech.com
-www.desktopcars.in
-www.mattdrive.com