ชัยชนะสองรุ่นของ Porsche ในการแข่งขัน Michelin Challenge Bibendum ครั้งที่ 11 ณ กรุงเบอร์ลิน...

สตุ๊ดการ์ด Porsche Panamera S Hybrid ประกาศศักดาความเหนือชั้นก่อนเปิดตัวเข้าสู่ตลาดโลกเสียอีก ด้วยเครื่องยนต์คู่ขนานไฮบริดเต็มรูปแบบนี้เอง ที่ทำให้ Panamera คว้าชัยชนะการแข่งขันแรลลี่ที่โด่งดังของมิชลินในรายการ Intercity Rally : Michelin Challenge Bibendum ครั้งที่ 11 ณ กรุงเบอร์ลิน ได้อย่างงดงาม ไม่เพียงเท่านี้ Porsche 911 Carrera ยังสามารถคว้าตำแหน่งที่ 2 มาครอบครองได้เช่นกัน ชัยชนะครั้งนี้คือการพิสูจน์ให้บรรดาแฟนๆ Porsche ได้รับรู้ถึงความมีประสิทธิภาพสมรรถนะของรถยนต์จากเมืองสตุ๊ดการ์ด


รถยนต์ Porsche ทั้ง 2 รุ่น ทำการแข่งขันและขับเคี่ยวกับรถยนต์คันอื่นๆ กว่า 14 คัน ในระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ซึ่งในการแข่งขันครั้งนี้ ประกอบไปด้วย รถยนต์ที่มีประเภทเครื่องยนต์ที่หลากหลาย อาทิ เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์เบนซินธรรมดา เครื่องยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์ไฮบริดแบบ plug-in (Plug-in Hybrid) โดยทำการวัดอัตราเร่ง เวลาที่ใช้ในการควบคุมการทรงตัวและรักษาเสถียรภาพรถ (Handling Course) รวมไปถึงการวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย อีกทั้งยังมีการทำการทดสอบอื่นๆ ทั่วไป ตลอดระยะเวลาการวิ่งในระยะทาง 300 กิโลเมตร (186 ไมล์) ทางตอนใต้ของกรุงเบอร์ลินด้วยเช่นกัน

...


อัตราการปล่อย CO2 ของ Porsche Panamera S Hybrid นั้น อยู่เพียงแค่ 159 กรัมต่อกิโลเมตร และมีแรงม้าสูงสุดถึง 380 แรงม้า (279 กิโลวัตต์) ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มีอัตราการปล่อยมลพิษที่น้อยที่สุดของ Porsche เลยทีเดียว และหากเลือกติดตั้งยางชนิด Rolling Resistance จากมิชลิน (อุปกรณ์เสริม) ด้วยแล้ว อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 6.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามวงจรการขับขี่แบบ NEDC) แต่ถึงจะเลือกติดตั้งยางมาตรฐานที่มาพร้อมกับรถ รถยนต์ไฮบริดจาก Porsche ใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ยังมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหนือชั้นอยู่ดี นั่นคือ 7.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรเพียงเท่านั้น (ตามรูปแบบการขับขี่แบบ NEDC) และมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่น้อยนิดเพียงแค่ 167 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น ชัยชนะจากทั้งสองรุ่นนี้คือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่ายนตกรรมจากบริษัท Porsche แห่งเยอรมนี ประสบความสำเร็จกับการผสมผสานของประสิทธิภาพเครื่องยนต์เข้ากับการขับขี่ที่ คล่องตัวจนทำให้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขัน


บริษัท Porsche แห่งเยอรมนี เปิดตัว 911 Carrera รถยนต์สปอร์ตใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ ไอเอเอ แฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ IAA Frankfurt Motor Show รถยนต์สปอร์ตเต็มรูปแบบคันนี้มีรูปลักษณ์ที่ดึงดูดทุกสายตา ด้วยรูปลักษณ์ที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง รายละเอียดต่างๆ ของรถได้รับการออกแบบให้มีความเพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ 911 ใหม่คันนี้ มีเอกลักษณ์ตามรูปแบบของโมเดล 911 รุ่นแรกสุดจนถึงรุ่นปัจจุบันทุกประการ หลักการการออกแบบของรถคันนี้ได้ทำตามต้นแบบ 911 เหมือนที่ผ่านมา นั่นคือกล้ามเนื้อของรถที่ทำให้เห็นถึงความทรงพลังและสง่างาม ฐานล้อได้รับการขยายให้กว้างขวางมากขึ้นถึง 100 มิลลิเมตร (3.94 นิ้ว) และลดความสูงของรถพร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยการติดตั้งล้อขนาด 19 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน

...


Porsche 911 รุ่นใหม่กำลังสร้างมาตรฐานและสถิติเกี่ยวกับสมรรถนะและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และรถยนต์มาประดับตลาดรถสปอร์ต คูเป้ทุกรุ่นมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงอย่างมาก จากตัวเลข 10 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร อัตราการปล่อย CO2 นั้นลดลงกว่ารุ่นเดิมถึง 16 เปอร์เซ็นต์ ขุมพลังสูงสุดในรุ่น Carrera นั่นอยู่ที่ 350 แรงม้า (275 กิโลวัตต์) และพลังเหล่านี้ได้ถูกส่งออกมาจากเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตร แบบลูกสูบเรียงนอน และหากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ Porsch Doppelkupplungsgetriebe (PDK) จะทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำลงอยู่แค่เพียง 8.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามรูปแบบการขับขี่แบบ NEDC) หรือเรียกได้ว่าน้อยกว่ารุ่นเดิม 1.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สำหรับอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถือได้ว่า Porsche 911 รุ่นนี้คือรถสปอร์ตจาก Porsche คันแรกที่มีอัตราที่ต่ำกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร


สำหรับรุ่น Carrera S ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร ลูกสูบนอน Boxer ผลิตพลังสูงสุดถึง 400 แรงม้า (294 กิโลวัตต์) หากติดตั้งระบบเกียร์ PDK จะส่งผลให้อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง หากเทียบกับรุ่นเดิมถึง 14 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำลงถึง 1.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (8.7 ลิตร/100 กิโลเมตร) ในขณะที่มีขุมพลังเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นถึง 15 แรงม้า (11 กิโลวัตต์) อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นอยู่ที่ 205 กรัมต่อกิโลเมตร ตัวรถได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ด้วยการใช้โครงสร้างรถที่ทำมาจากเหล็ก อะลูมิเนียมที่ทำให้รถมีน้ำหนักที่ลดลงถึง 45 กิโลกรัม ระบบควบคุมการทรงตัวที่ได้รับการพัฒนาขึ้นและส่งผลให้การขับขี่มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ระบบพวงมาลัยแบบ electro-mechanical ใหม่ล่าสุด ส่งผลให้ Porsche คันนี้มีความแม่นยำและตอบสนองได้ดีเยี่ยม และช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะได้รับการติดตั้งให้กับรถยนต์รุ่นนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และระบบเกียร์นี้ถือได้ว่าระบบเกียร์นี้เป็นระบบเกียร์ธรรมดาที่มีระดับเกียร์ถึง 7 จังหวะเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย ระบบเร่ง/หยุดอัตโนมัติ (Auto start/stop) ระบบการจัดการความร้อน (thermal management) และระบบ electrical system recuperation ได้รับการติดตั้งเสริมเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพ รวมไปถึงเพิ่มสมรรถนะให้กับ 911 Carrera ด้วยเช่นกัน

...


อีกรุ่นที่ได้รับการเปิดตัวคือ 911 GT3 RS 4.0 ที่ถือได้ว่าเป็น Porsche ที่โด่งดังมากที่สุด ในเรื่องของสายเลือดของความเป็นรถแข่งที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ซึ่งมีจำนวนการผลิตในรูปแบบ Linmited Edition เพียง 600 คันเท่านั้น (ถูกจองหมดแล้ว) เครื่องยนต์รูปแบบสปอร์ตคันนี้มีขนาด 4 ลิตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ 911 เคยมีมา และมีพลังเครื่องยนต์ถึง 500 แรงม้า (368 กิโลวัตต์) สร้างประวัติศาสตร์และสถิติที่สำคัญด้วยการวิ่งรอบสนามแข่ง Nürburgring-Nordschleife circuit ได้ในเวลาเพียงแค่ 7:27 นาทีเพียงเท่านั้น

...


Panamera Diesel คือ Porsche อีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ ไอเอเอ แฟรงเฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2011 (IAA Frankfurt Motor Show 2011) ด้วยเช่นกัน ลีมูซีนจาก Porsche รุ่นนี้ถือได้ว่าเป็น Porsche บนรูปแบบ Gran turismo Super GT ที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงดีเยี่ยม ถังน้ำมันมีความจุ 80 ลิตร สามารถทำให้ Gran turismo Super GT คันนี้ทะยานไปข้างหน้าได้ไกลถึง 1,200 กิโลเมตร (น้ำมันเต็มถัง) ถือได้ว่าเป็น Sport GT ที่ประหยัดน้ำมันได้อย่างเหลือเชื่อ อัตราการบริโภคน้ำมันดีเซล 6.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร บนการขับขี่ที่คล่องตัวและราบรื่นมาจากเครื่องยนต์ขนาด 3 ลิตร V6 และมีขุมพลังเครื่องยนต์สูงสุด 250 แรงม้า (184 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 550 นิวตันเมตร พลังของเครื่องยนต์นี้จะถูกส่งผ่านด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะรุ่่นใหม่ล่าสุด


Cayman S Black Edition คืออีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการเปิดตัว Porsche รุ่นนี้มีจำนวนการผลิตจำกัดที่ 500 คัน คูเป้คันนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยทุกชิ้นส่วนนั้นจะเป็นสีดำ เครื่องยนต์วางกลางและมีสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นจากรุ่น Cayman S อีกด้วย เครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตร 6 สูบเรียงนอน ขุมพลังเพิ่มขึ้นถึง 10 แรงม้า นั่นคือขุมพลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 330 แรงม้า (243 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 5.1 วินาทีเท่านั้น หากติดตั้งเกียร์ธรรมดา และหากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ Porsche Doppelkupplungsgetriebe (PDK) แล้วนั้น อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะใช้เวลาเพียงแค่ 5.0 วินาที


Porsche ยังได้เผยโฉมรถที่เกิดจากแนวคิด Porsche Intelligent Performance เป็นรุ่นที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมเข้ากับโลกแห่งอนาคต ด้วยการเผยโฉม Boxster E รถยนต์ไฮบริดเต็มรูปแบบออกมาให้ยลโฉม และอีกรุ่นที่ได้รับการเปิดเผยคือ รถยนต์รุ่นที่เป็นตำนานกล่าวขานมาอย่างยาวนาน นั่นคือ Semper Vivus ที่เป็นรถยนต์ไฮบริดเต็มรูปแบบ มอเตอร์ไฟฟ้าจะติดตั้งอยู่ที่เพลาหน้าและเพลาหลัง รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้ความคล่องตัวรวดเร็วในการขับขี่เหมือนกับรุ่น Boxster S รถยนต์ต้นแบบที่เป็นรถพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบที่ได้รับการค้นหาและ พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันนั้น ยังได้รับการนำเสนอในงานแสดงรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ของทวีปยุโรป ระบบการขับเคลื่อนจะทำการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง และทำการนำเสนอว่ารถคันนี้จะใช้พลังงานจากไฟฟ้าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่


ความภูมิใจที่ได้สร้าง Semper Vivus ขึ้นมาอีกครั้ง ได้กำเนิดขึ้นเนื่องจากรถยนต์รุ่นนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์มาแล้วในอดีต รถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Ferdinand Porsche ในปี 1900 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถยนต์ไฮบริดคันแรกของโลก การออกแบบแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ซึ่งเกิดจากความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างวิศวกร Porsche และบริษัท Karosseriebau Drescher ในเมือง Hinterzarten (เยอรมนี) เข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Porsche ได้ที่เว็บไซต์ www.Porsche.co.th

Photo By
Porsche
http://www.autoeuropecar.com
http://www.elitechoice.org
http://www.autos.aollatino.com

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom