Ferrari FF คือการปฏิวัติระบบการขับเคลื่อนของซุปเปอร์คาร์จากค่ายม้าลำพอง นี่คือ Fer ตัวแรกที่ขับเคลื่อนได้ทุกล้อ!! แถมยังวิ่งได้เร็วถึง 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย นับเป็น Ferrari แบบ 4 นั่งคันแรกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงงาน Maranello...

แน่ใจนะว่ามันคือรถ Ferrari ขับเคลื่อน 4 ล้อ!! นี่คือม้าลำพองตัวล่าสุดที่ออกมาสนองตอบรูปแบบของการขับขี่ในยุคใหม่ ซุปเปอร์คาร์ Ferrari FF 4x4 ถูกสร้างขึ้นเพื่อเข้ามาทดแทนตัวรถรุ่น 612 Scaglietti ที่ออกขายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 กับการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในการทำระบบขับเคลื่อนที่จากเดิมใช้ แค่เพียงล้อคู่หลัง มาเป็นแบบขับเคลื่อนทุกล้อ โดยใช้แนวคิด FF- Four Seat Four Wheel Drive และนับได้ว่ามันคือรถ Ferrari คันแรกของโลกที่ใช้ล้อหน้าช่วยในการส่งถ่ายกำลังแรงบิดจากเครื่องยนต์

...


รูปโฉมที่แปลกประหลาด ผสมความงดงามลงตัวของเส้นสายรอบคันบนรถ FF เกิดจากการนำเอารูปทรงของรถรุ่นเก่าอย่างเจ้า Scaglietti V12 เข้ากับบั้นท้ายแบบแฮตช์แบ็คทรงโค้งบนการออกแบบใหม่หมดจดทั้งคัน งานตัวถังที่ออกแบบให้โดนใจแฟนเก่า Ferrari ได้ยากมากเริ่มจากไฟหน้า LED ที่ดุดัน ออกแบบคล้ายกับดวงตาของสัตว์ร้ายขนานไปกับแนวแก้มข้างของซุ้มบังโคลน กระจังหน้ามีช่องรับอากาศขนาดยักษ์ตามลักษณะของซุปเปอร์คาร์ เครื่องยนต์วางตามยาวด้านหน้า เหนี่ยวนำเอามวลอากาศปริมาณมหาศาลเข้าไปช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ 12 กระบอกสูบ รวมถึงช่วยเพิ่มเติมมุมมองของความดิบโหดเมื่อไล่จี้ท้ายรถคันหน้า ซี่ตระแกรงของกระจังหน้าใช้งานโครเมี่ยมช่วยเน้นให้มุมมองมีความเฉี่ยวคมมากขึ้น ฝากระโปรงหน้าผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์โดยเพิ่มขอบมุมคมๆ และยกสันนูนขึ้นเล็กน้อยเพื่อต้องการให้แสงเงาตกกระทบอย่างมีมิติ


ทรงด้านข้างของเจ้า Ferrari FF 4x4 ดูลื่นไหลมากกว่า  612 Scaglietti รถเรือธงของม้าลำพองรุ่นที่แล้ว ด้านข้างจากซุ้มล้อถูกเซาะร่อง พร้อมกับตราสัญลักษณ์สีเหลืองตามธรรมเนียมปฏิบัติของค่ายรถแห่งนี้ ล้ออัลลอยลายดาวห้าก้าน ผลิตด้วยกรรมวิธีที่ใช้แรงดันสูงในการขึ้นรูป (Force) ใส่ยางซิ่งแก้มเตี้ยสมรรถนะสูงของ Michelin รุ่น Pilot Super Sport ยางคู่หน้าขนาด 245/35 ZR 20 ส่วนยางหลังใช้ขนาด 295/45 ZR 20 เป็นยางคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถ Ferrari FF โดยเฉพาะ หัวหน้าฝ่ายออกแบบคนใหม่ของ Ferrari -Mr. Flavio Manzoni ร่วมกับสำนักออกแบบรถยนต์ระดับโลกอย่าง Pininfarina ใช้แนวเส้นอย่างกล้าหาญในการดีไซน์รูปทรงด้านข้างซึ่งเป็นมุมมองที่เปิดกว้างไปถึงแนวทางในการขับเคลื่อนแบบใหม่ล่าสุดอีกด้วย เหนือแนวซุ้มล้อหลังถูกดึงออกเป็นโป่งขนาดกำลังพอดี โค้งไล่แนวไปจนจรดไฟท้าย

...

...


สันหลังคาไล่แนวองศาจากกระจกบานหน้า แล้วค่อยๆ ลาดลงทีละน้อยไปจนถึงเสา C แต่เสาหลังของเจ้า FF ยังคงดูแปลกตาและไม่ค่อยลงตัวเท่าไร บั้นท้ายดูเรียบและให้มุมมองที่ธรรมดาเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับตัวรถรุ่นอื่นๆ ของค่ายม้าลำพอง ไฟท้ายทรงกลมแบบ 612 Scaglietti แต่เปลี่ยนเลนส์พลาสติกภายในใหม่ใช้หลอด LED พร้อมท่อระบายไอเสียฝั่งละสองท่อ กับครีบรีดอากาศใต้แผงสปอยเลอร์หลัง นี่คือผลงานขั้นปฏิมากรรมบนงานศิลปะของพวกอิตาเลี่ยน สง่างาม ทรงพลังและดิบเถื่อนในทุกมุมมอง มันมีความแปลกแยกทางรูปทรงกว่า Ferrari ทุกๆ คันที่เคยผลิตออกขาย เนื่องจากเจ้า FF มีประตูถึง 3 บานหากนับฝาหลังที่เปิดออกได้คล้ายกับรถแฮทช์แบ็ค 3 ประตู!! มีเสน่ห์ เพียบพร้อมไปด้วยพลังที่รถรุ่นเก่าดูเหมือนจะขาดหายไป แม้กระทั่งรุ่น 599 ก็ยังดูธรรมดาเกินไปหากเปรียบเทียบกันซึ่งๆ หน้า

...


ภายใน Cockpit ของเจ้า FF ผสมผสานกันระหว่างภายในของรุ่น 458 Italia และ 599 GTO  Fiorano โดยยังคงรูปแบบของแดชบอร์ดและคอนโซลเอาไว้อย่างเหนียวแน่น หนังแท้เนื้อนิ่มมีให้เลือกทั้งแบบโทนสีน้ำตาลหรือดำเดินตะเข็บด้ายด้วยสีแดง ถูกห่อหุ้มไปทั่วบริเวณทั้งตัวเบาะและใต้แผงแดชบอร์ดแบบทูโทน จอมาตรวัดรอบสีเหลืองขนาดใหญ่ มีตัวเลขให้มาถึง 10,000 รอบต่อนาที ส่วนมาตรวัดความเร็วด้านขวามือกับมาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมถึงระดับเชื้อเพลิงมุมซ้ายของหน้าปัดใช้จอ TFT Thin-Film Transistor ที่ให้ความคมชัดสูงในการส่งถ่ายข้อมูลขึ้นไปแสดงผลบนจอภาพ ช่องแอร์ทรงกลมทั้ง 5 ดูขัดแย้งกับทรงของแดชบอร์ด และไม่งดงามลงตัวเท่างานช่องแอร์แบบทรงเหลี่ยมของ  458 Italia จอแสดงผลในระบบให้ความบันเทิงตรงกึ่งกลางมีขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบนำทางและกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม ชุดเครื่องเสียง CD-DVD MP3 โทรศัพท์ Buletooth กับอุปกรณ์ต่อเชื่อมเครื่องเล่นเพลงภายนอก AUX-USB ระบบปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแบบดิจิตอลแยกส่วนพร้อมปุ่มปรับโหมดหน้าตาธรรมดา วงพวงมาลัยสามก้านทรงฐานตัด มีก้านเปลี่ยนเกียร์ทำจากอัลลอย สวิตช์มาเนตติโน ตรงฐานของพวงมาลัยกับปุ่มสวิตช์ปรับใบปัดน้ำฝนและสวิตช์ติดเครื่องยนต์รวมอยู่บนฐานพวงมาลัยจากการออกแบบ  สวิตช์มาเนตติโนสีแดงยังคงเหมือนกับรถ Ferrari รุ่นอื่นๆ มีโปรแกรมการสั่งงานเพื่อปรับโหมดการขับขี่ได้ถึง 5 ระดับ แป้นคันเร่ง เบรคและแป้นพักเท้าใช้แผ่นอัลลอยเจาะรูทั้ง 3 ชิ้นงาน รวมถึงแผ่นวางเท้าของผู้โดยสารตอนหน้าก็ยังทำมาจากอะลูมินัมอัลลอย


พื้นที่เบาะหลังมีมากพอสำหรับการนั่งโดยตัวเบาะถูกแยกส่วนออกจากกันตามรูปแบบของรถ GT ให้ความสดวกสบายเมื่อต้องนั่งเดินทางไกล ส่วนหลังที่คับแคบแบบรถแฮทช์แบ็คทั่วไป ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นใน Ferrari FF เพื่อให้สมกับตัวรถรุ่นเรือธงของ Ferrari พื้นที่ด้านหลังถูกขยายเพิ่มอีก 40 มิลลิเมตร พร้อมระบบให้ความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลังเมื่อต้องเดินทางไกล การจัดวางอุปกรณ์ การเลือกใช้วัสดุตกแต่งภายใน กลิ่นและสี รวมถึงมุมมองทั้งหมดภายในห้องโดยสารยังคงสื่อให้เห็นถึงผลิตภัณฑ์ระดับสูงของค่ายม้าลำพองได้เป็นอย่างดี แต่อาจดูซ้ำและเหมือนกันกับรูปแบบในการจัดวางบน Ferrari ยุคใหม่แทบทุกรุ่น งานประกอบที่ปราณีต โดยมุ่งเน้นไปที่ความหรูหรา ประโยชน์ใช้สอยและความงดงามลงตัว


เครื่องยนต์ของ Ferrari FF เป็นเครื่องบล็อคโตรูปตัว V มีกระบอกสูบถึง 12 ตำแหน่ง วางทำมุม 65 องศา พัฒนามาเพื่อให้เข้ากับรูปแบบของการขับเคลื่อนบนล้อทั้ง 4 ปริมาตรความจุ 6,262 ซีซี วางตามยาวด้านหน้าโดยร่นเครื่องยนต์เข้ามาใกล้กับห้องโดยสารเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี ให้กำลังสูงสุด 660 แรงม้า แรงบิดมีให้ถึง 500 นิวตันเมตรตั้งแต่ 1,000 รอบ และสูงสุด 683 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที เป็นเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดที่พัฒนามาจากเครื่องรุ่นเก่าที่มีความจุ 5,748 ซีซี โดยวิศวกรของ Ferrari นำมาขยายความจุ พร้อมระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection ของรุ่น California ซึ่งมีรูปแบบการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหน้าเหมือนกันกับเจ้า Ferrari FF แรงม้ามากขึ้นกว่าเดิมจาก 533 แรงม้าเป็น 651 แรงม้า โดยไม่มีระบบอัดอากาศมาคอยช่วยในการนำอากาศปริมาณมากเข้าสู่ท่อร่วมไอดี สมรรถนะของอัตราเร่งบนการตะกุย 4 ล้อ จาก 0-100 กิโลเมตรใน 3.7 วินาที พอๆ กันกับ 599 GTO  Fiorano รวมถึงการเป็นรถยนต์จาก Ferrari แบบ 4 ที่นั่งคันแรกที่สามารถวิ่งได้ถึง 200 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้ตัวจะหนักถึง 1,860 กิโลกรัม แต่การตะกายจากจุดหยุดนิ่งไปที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้า FF 4x4 ใช้เวลาไปเพียงแค่ 9.80 วินาทีเท่านั้น


ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อตลอดเวลา กระจายแรงบิดไปที่ล้อคู่หน้า 47% และล้อคู่หลัง 53% ชุดกลไกขับ 4 แบบ AWD ใช้เพลาขับตัวที่ 2 ต่อแยกจากเกียร์มายังเพลาขับหน้า ส่วนเพลาขับหลังยังมีหน้าที่ในการช่วยกระจายน้ำหนักให้มีความสมดุลตลอดเวลาและต่อเนื่อง เมื่อต้องวิ่งลัดเลาะขึ้น-ลงเส้นทางภูเขา ฐานล้อของ Ferrari FF ถูกยืดออกไปอีก 40 มิลลิเมตรจากรุ่น 612 Scaglietti ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ 40 มิลลิเมตรถูกใช้เป็นส่วนในการวางเท้าของผู้โดยสารตอนหลังกับการติดตั้งตัวกระจายแรงบิดขับเคลื่อน 4 ล้อที่อยู่ด้านหลัง ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ทวินคลัทช์ 7 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ Ferrari พัฒนาขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อเฉพาะว่า 4RM เบากว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั่วไปประมาณ 50% จากการคัดเลือกวัสดุน้ำหนักเบามาประกอบ


อัตราส่วนการกระจายกำลังหน้า-หลัง 47:53% ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ PTU (Power Transfer Unit) โดยกลไก PTU  จะทำงานร่วมกับระบบ E-Diff หรือดิฟเฟอเรนเชียล แบบอิเล็กทรอนิกส์  ที่ใช้มาตั้งแต่ Ferrari 430 และระบบแทรคชั่นคอนโทรล F1-Trac พัฒนามาจากเทคโนโลยีในสนามแข่ง และเริ่มใช้ในตัวรถรุ่น 599 GTO  Fiorano โดยทั้ง 3 ระบบนี้จะทำงานภายใต้การประมวลผลของ CPU เพียงตัวเดียว ซึ่งหมายถึงการทำงานจะสัมพันธ์กันตลอดเวลา และหากมองย้อนกลับไปมันคือพื้นฐานแนวคิดของระบบนี้ จากการใช้ CPU ตัวเดียวประมวลผลการทำงานของระบบ  E-Diff และ F1-Trac ร่วมกันบนตัวรถรุ่น 458 Italia ส่วนระบบรองรับใช้ปีกนกคู่ทำจากอะลูมิเนียมพร้อมจุดยึดที่แข็งแกร่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โช๊คอัพของมันยังสามารถปรับความสูงได้อีกด้วย โดยสามารถปรับได้ถึง 3 ระดับ จานเบรคคาร์บอน-เซรามิค พร้อมคาร์ลิปเปอร์เบรค 6 พ็อตที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังใช้คาร์ลิปเปอร์ 4 พ็อต กับชุดเบรคมือที่มีกลไกไฟฟ้าคอยควบคุม


นี่คือสุดยอดงาน Road-Car ของ Ferrari ในยุคใหม่ที่ปฏิวัติระบบขับเคลื่อนจาก 2 เป็น 4 ล้อ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของค่ายนี้ที่กล้าทำรถสปอร์ตขับ 4 ออกมาทำตลาด ทั้งหมดทั้งปวงบนประสิทธิภาพอันสูงส่งมาจากสมรรถนะของเครื่องยนต์ V12 ตัวใหม่และระบบส่งกำลังโดยตรง ประสานไปกับรูปลักษณ์ที่แปลกตาแบบแฮทช์แบ็ค 3 ประตู ทรง GT Class ลูกค้าของเจ้าม้าลำพองตะกุย 4 ล้อคันนี้คงจะหนีไม่พ้นพวกคนจีนรวยๆ กับเศรษฐีรัสเซีย ที่เปี่ยมไปด้วยพลังการจับจ่ายใช้สอย บนความหรูหราสะดวกสบาย ขับได้ง่ายกว่ารถ Ferrari ทุกๆ รุ่น จากระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ แผนการเพิ่มยอดขายในสิงคโปร์, ปักกิ่ง, เซียงไฮ้ และนิวเดลลี ให้กับพวกคนรวยรุ่นใหม่อาจประสบความสำเร็จเมื่อมันเริ่มออกวางจำหน่าย ยังไงก็ตามมันได้ทำให้รถอย่าง Porsche Panamera Turbo S กับ Aston Martin Rapide ต้องพบกับคู่แข่งที่ร้อนแรง รวมถึงพวก Lamborghini ที่เพิ่งปล่อย Avantador วัวป่าสายพันธุ์ใหม่ลงสู่ตลาดซุปเปอร์คาร์ สงครามรถแรงคงต้องต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงและรุนแรงมากขึ้น โดยมีผู้ที่ได้รับประโยชน์ซึ่งก็คือกลุ่มลูกค้าระดับบน ที่มักนิยมบ่งบอกฐานะของตนด้วยยานพาหนะราคาแพง.


Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Faecbook http://www.facebook.com/chang.arcom