ทดสอบรถยนต์แฮตชแบ็ค 5 ประตูมาดสปอร์ต Ford Focus 2.0 TDCi Sport รูปลักษณ์ ภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบส่งกำลัง...

บริษัท Ford คือค่ายรถยนต์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันน่าจดจำด้วยตัวรถรุ่น Focus รถยนต์รุ่นนี้ตั้งแต่โมเดลแรกสุดจนถึงปัจจุบันมีความโดดเด่นด้านการใช้งาน และเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกจากประสิทธิภาพและสมรรถนะที่ดีเกินตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรป Focus สามารถเทียบเคียงรถยนต์จากค่ายอื่นๆ ที่มีขนาดความจุของเครื่องยนต์เท่ากัน รูปลักษณ์ที่แปลกตาไม่ซ้ำแบบใครทั้งรุ่น 4 ประตูซีดาน และแบบ 5 ประตูแฮทช์แบ็ค เครื่องยนต์แถวเรียง 4 กระบอกสูบ ที่ทรงประสิทธิภาพ มีให้เลือกทั้งแบบเบนซินและดีเซลอัดเทอร์โบ ช่วงล่างและระบบส่งกำลังทำงานได้อย่างดีจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงราคาค่าตัวที่ไม่สูงจนเกินไป อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ให้มาสามารถใช้งานได้จริงและแข็งแกร่งทนทาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ช่วยในการนำพาความสำเร็จให้กับโมเดล Focus ตั้งแต่รุ่นแรกสุดจวบจนรุ่นปัจจุบัน

...

Ford Focus 2.0 TDCi Sport Facelifted The Design

การปรับโฉมเล็กน้อยเพื่อความสดใหม่มักเกิดขึ้นหลังจากออกขายไปสัก 2-3 ปี ซึ่งบริษัท Ford ใช้วิถีทางเดียวกันกับค่ายรถทั่วไปที่มักนิยมปรับเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้น เพื่อเพิ่มเติมในสิ่งที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น หลังจากออกวางขายมาตั้งแต่ปี 2007 การออกแบบในโมเดล Focus ด้วยการใช้หลักแนวคิด Kinetic Design โดยต้องการสื่อให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับพลังของเครื่องยนต์บวกเส้นสายที่เฉียบคมบนตัวรถ Focus กระจังหน้าขนาดใหญ่ใช้พลาสติกสีดำ ทำเป็นร่องเพื่อเหนี่ยวนำมวลอากาศไประบายความร้อน ทรง 5 เหลี่ยมของกระจังหน้ายังคงเป็นรูปแบบมาตรฐานที่วิศวกรและนักออกแบบของ Ford นำไปใช้กับรถรุ่นใหม่ในค่ายเกือบทุกรุ่น มุมของสปอยเลอร์หน้าทั้งสองข้างติดตั้งไฟตัดหมอกทรงกลมล้อมกรอบด้วยงานโครเมียมเพื่อเพิ่มเติมมุมมอง วางตัวอยู่ในกรอบพลาสติกสีดำที่ออกแบบให้คล้ายกับรังผึ้ง ส่วนไฟหน้าเป็นพลาสติกโพลิเมอร์ใสแจ๋ว เคลือบด้วยสารป้องกันรอยขีดข่วน มีหลอดไฟเลี้ยวสีเหลืองอยู่ภายในกรอบเดียวกัน และใช้ระบบปิดเปิดไฟหน้าแบบ อัตโนมัติ รวมถึงใบปัดน้ำฝนที่กระจกบานหน้าก็ยังมีเซนเซอร์จับความหนาแน่นของเม็ดฝน ซึ่งชุดเซนเซอร์จะไปปรับการทำงานของใบปัดน้ำฝนให้ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในขณะนั้น ฝากระโปรงหน้าถูกยกแนวบริเวณบังโคลนหน้าทั้งสองข้างให้สูงขึ้น ตามการออกแบบรถยนต์ยุคใหม่ที่หลายๆค่ายนิยมเอาไปใช้ รถ Focus รุ่นนี้มีจุดที่เปิดฝากระโปรงไม่เหมือนใคร เจ้าของต้องใช้กุญแจรถไขที่ซ่อนอยู่ใต้บริเวณโลโก้ Ford ด้านหน้ากระจังจึงจะสามารถเปิดฝากระโปรงหน้าได้

...

Ford Focus 2.0 TDCi Sport Exterior

ตัวถังรุ่น 5 ประตูแฮทช์แบ็ค จะได้รับความนิยมในเมืองไทยมากกว่าแบบ 4 ประตูซีดาน สำหรับผู้ที่เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ แนวด้านข้างที่เรียบๆไม่มีวัสดุกันกระแทกใดๆทั้งสิ้น ทำให้มุมมองของด้านข้าง บนตัวรถรุ่น 5 ประตูดูลื่นไหล โป่งซุ้มล้อถูกขยายให้อวบอ้วนมากกว่ารุ่นที่แล้ว ซึ่งเหมาะสมมากกับ ชาติพันธุ์รถแรงจากสนามแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลก ที่มันเคยสร้างชื่อเสียงไว้ในปี 2009-2010 ก่อนที่ Ford จะเปลี่ยนโมเดลที่ส่งลงทำการแข่งขันแรลลี่โลก WRC จาก Focus 2.0 มาเป็นรุ่น Fiesta 1.6 เทอร์โบ ล้ออัลลอยลายก้างปลา 5 ก้านขนาด 16 นิ้ว ใส่ยาง 205/55/r16 ของ Goodyear รุ่น Eagle NTC5 เป็นยางมาตรฐานที่เหมาะสมกับขนาดและสมรรถนะของช่วงล่าง (แต่จะดีกว่านี้หากเป็นล้อ 17 นิ้วกับยางแก้มเตี้ยดุๆ สักชุดสำหรับพวกขาโหด) กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวอยู่ในกรอบพลาสติกสีขาวปรับมุมและพับเก็บ-กางออกได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ เสาด้านท้ายลาดเอียงตามการออกแบบและทำให้มันมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากรถ 5 ประตูจากค่ายคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง ฝาปิดถังเชื้อเพลิงทรงกลม เป็นสไตล์ที่ Ford นำมาใช้ในรถยนต์ของตนเองมานานแล้ว นับจาก Focus รุ่นแรกสุด

...

Ford Focus 2.0 TDCi Sport Exterior

ด้านหลังมีจุดเด่นอยู่ตรงไฟท้ายทรงยาวตั้งตรง ใช้แผงไฟท้ายยาวไล่จากแนวขอบกระจกด้านบนของฝาท้ายมาจนถึงกึ่งกลาง กระจกบานฝาท้ายแบนราบ มีใบปัดน้ำฝนด้านหลังกับขดลวดไล่ฝ้าให้มาด้วย มุมด้านบนของกระจกฝาท้ายมีชุดสปอยเลอร์ที่มีไฟเบรคดวงที่ 3 ติดมาให้โดยใช้หลอดไฟเบรคแบบ LED อยู่ในกรอบพลาสติดสีขาว ชายล่างของสปอยเลอร์หลังซึ่งเป็นกันชนด้านหลังมีแผ่นรีดอากาศ  เป็นอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่ต้องเสียเงินเพิ่มและไม่มีติดตั้งอยู่ในรุ่นปกติ (2.0 TDCi Sport 5 Door) ส่วนไฟถอยถูกออกแบบให้มีความแปลกแยกแตกต่างออกไปจากรถรุ่นอื่นๆ ด้วยการใช้เลนส์ไฟถอยสีขาวขอบแดงอยู่ตรงชายล่างบริเวณมุมด้านขวาของบั้นท้าย มุมมองทั้งหมดบริเวณด้านท้ายของ Focus 2.0 TDCi Sport มีความอวบอ้วนมากขึ้นจากการออกแบบเมื่อแสงตกกระทบ สปอยเลอร์หลังยังมีเซนเซอร์ถอยหลังเพื่อความสะดวกในการกะระยะถอยโดยจะทำงานทันทีที่ผู้ขับใส่เกียร์ R

...

Ford Focus 2.0 TDCi Sport Interior

ภายในห้องโดยสารยังคงความเรียบง่ายในสไตล์ของ Ford เอาไว้แทบจะทุกตำแหน่ง วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ถูกออกแบบให้อยู่ในจุดที่ใช้งานได้ดี เบาะคู่หน้าขนาดใหญ่ปรับได้ถึง 6 ทิศทางด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ถึงแม้จะไม่โอบกระชับเท่าเบาะของ Fiesta ที่มีขนาดเล็กกว่าแต่นั่งได้สบายและเหมาะกับการขับขี่ทางไกล เบาะทุกตำแหน่งห่อหุ้มด้วยหนังแท้สีดำ แผงแดชบอร์ดแบบทูโทนสีดำ-เทาใช้โฟมขึ้นรูปเพื่อลดน้ำหนัก ช่องแอร์ทรงกลมทำออกมาได้ดี โดยล้อมกรอบด้วยงานโครเมียมพลาสติก แป้นคันเร่งและเบรคเป็นวัสดุประเภทอัลลอยเจาะรูเพื่อเน้นความสปอร์ต คอนโซลกลางดูแข็งๆ ตันๆ จากงานชุดเครื่องเสียงภายในห้องโดยสารแบบ 2 DIN สีเงินทรง 4 เหลี่ยม หุ้มด้วยพลาสติกลายคล้ายเคฟล่าห์ เป็นชุดเครื่องเสียงที่มีระบบวิทยุ AM/FM ตัวเล่นแผ่น CD-MP3 ที่สามารถโหลดได้พร้อมกันถึง 6 แผ่น ต่ำลงมาเป็นที่อยู่ของชุดควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแบบดิจิตอลแยกส่วน ซ้ายขวา (เฉพาะรุ่น 2.0 ทั้งแบบ 4-5 ประตู) บริเวณคอนโซลกลางยังมีช่องแอร์ที่สามารถให้ความเย็นกับผู้โดยสารตอนหลังอีกด้วย กระจกมองหลังแบบตัดแสง ออกแบบให้ลดแสงสะท้อนเมื่อต้องขับขี่ในตอนกลางคืน กระจกหน้าต่างไฟฟ้ามีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยเซนเซอร์ป้องกันการหนีบแบบ Jam Protection กาบบันไดโลหะสีเงินประทับตรา Focus ยังช่วยเสริมให้มันดูมีมุมมองที่สวยงามมากขึ้น

Ford Focus 2.0 TDCi Sport Interior

พวงมาลัยเพาเวอร์สามก้านขอบวงหุ้มหนังแท้สีดำจับได้กระชับมือ ขอบก้านทั้งสามของวงพวงมาลัยยังมีชิ้นงานอะลูมิเนียมประดับไว้เพื่อความสวยงาม สวิตช์มัลติฟังก์ชันปรับเครื่องเสียงถูกย้ายไปอยู่ที่ใต้ก้านชุดไฟเลี้ยวด้าย ซ้ายมือ เพื่อป้องกันการโดนโดยไม่ได้ตั้งใจหากนำมันมาติดไว้บนพวงมาลัย แผงหน้าปัดทรงกะทัดรัด ล้อมกรอบด้วยงานพลาสติกสีเงินที่อ่านค่าได้ง่ายในทุกมุมมอง พื้นหน้าปัดสีดำ ตัวเลขสีขาวส่วนเข็มวัดทั้งวัดความเร็วรอบและความเร็วของตัวรถใช้สีแดง ด้านบนของแผงหน้าปัดมีหน้าปัดทรงกลมเล็กๆ 2 วง ขวามือบอกปริมาณเชื้อเพลิงภายในถัง ส่วนซ้ายมือเป็นหน้าปัดบอกอุณหภูมิของเครื่องยนต์ ออกแบบได้ดีตามสมัยนิยมโดยใช้รูปทรงกระบอกสีดำและเงิน บริเวณกึ่งกลางของหน้าปัดทั้งสองวงมีจอแจ้งข้อมูลการใช้งานต่างๆ เช่น ตำแหน่งของเกียร์ออโต้ อุณหภูมิภายนอก ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ในถังคำนวณเป็นระยะทางที่สามารถวิ่งได้ และทริปมิเตอร์ ส่วนซุ้มคันเกียร์ออโต้มีโหมดทริปทรอนิกส์ให้เจ้าของได้เลือกใช้งานเพื่อปรับเปลี่ยนอัตราทดด้วยตนเอง พร้อมพนักเท้าแขนและหลุมที่วางแก้วน้ำ ถึงแม้ Ford จะใช้วัสดุทำภายในที่ดูธรรมดาไปสักนิดแต่ก็แลกเปลี่ยนด้วยความคงทนแข็งแรง ใช้งานได้ง่ายและให้มุมมองที่แปลกตากว่ารถยนต์ทั่วไปบนรูปแบบและเอกลักษณ์ของบริษัท Ford ฝากระโปรงท้ายซึ่งเป็นประตูบานที่ 5 สามารถเปิดออกได้ในมุมกว้างเพื่อความสะดวกในการขนสัมภาระ ในรุ่นแฮทช์แบ็คคันทดสอบมีปริมาตรความจุ 396 ลิตร ตามมาตรฐาน VDA เยอรมัน โดยยังไม่นับการพับเบาะหลังลง เบาะหลังยังพับได้เพื่อเพิ่มปริมาตรความจุ มีทั้งความลึกและกว้างให้ขนกันอย่างจุใจ

Ford Focus TDCi Sport Protection System

อุปกรณ์ในเรื่องของความปลอดภัย The Intelligent Protection System ถูกบรรจุมาให้ครบครัน เช่น ถุงลมนิรภัยคู่หน้าทั้งฝั่งคนนั่งและคนขับ เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติในทุกตำแหน่งที่นั่ง กระจกหน้านิรภัยแบบสองชั้น ระบบเปิดไฟหน้าฉุกเฉินเมื่อผู้ขับเบรครถอย่างกระทันหัน ระบบควบคุมเสถียรภาพของการทรงตัว ESP ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS โครงสร้างนิรภัยของตัวถังที่ผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนปะทะทั้งด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง

Duratec 2.0 Turbo Engine

เครื่องยนต์ของเจ้า Ford Focus มีให้เลือกหลายแบบทั้งเบนซินและดีเซลอัดเทอร์โบเช่น รุ่นเบนซิน 1.8 ลิตร Focus Minor-Change ใช้เครื่องยนต์ Duratec HE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,798 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 83.0 x 83.1 อัตราส่วนกำลังอัด 10.8:1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ Multi Point Electroinc Fuel Injection มีเรี่ยวแรง 125 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 165 นิวตันเมตร หรือ16.81 กิโลกรัม/เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที สามารถเติมน้ำมันเบนซินแก็สโซฮอลล์ E20 ได้อย่างสบาย ส่วนคันที่นำมาทดสอบในอาทิตย์นี้เป็น Focus รุ่น 2.0 ลิตร ดีเซลเทอร์โบตัวแรง รหัส TDCi Sport เครื่องยนต์ 2.0 L Duratec บล็อก 4 กระบอกสูบ DOHC (ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป) 4 วาว์ลต่อ 1 กระบอกสูบ=16 วาล์ว ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,997 ซีซี วางตามขวางด้านหน้า ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า ใช้ความกว้างของกระบอกสูบ 87.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก ยาว 83.1 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.8:1 เรียกกำลังสูงสุดได้ถึง 136 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร หรือ 36.5 กิโลกรัม/เมตร ที่ 1,700-2,200 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร (รุ่น 2.0 TDCi) ใน 9.25 วินาที ความเร็วสูงสุด 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Ford Dual-Mass Flywheel

เทคโนโลยีเครื่องยนต์พัฒนาโดยวิศวกรของ Ford โดยมุ่งเน้นไปที่การลดน้ำหนัก การกระจายแรงบิดที่ต่อเนื่องและลดเสียงดังจากการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงตำแหน่งการวางลงไปในห้องเครื่องเพื่อกระจายน้ำหนัก เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Dual-Mass Flywheel เสื้อสูบอะลูมินัมอัลลอยหล่อขึ้นรูป แยกเพลราวลิ้นเหนือฝาสูบ หรือ Camshaft ทั้ง 2 ตามแนวกลางเพลา แคมชาฟท์ถูกผลิตขึ้นโดยใช้เทคนิคและกรรมวิธีในการลดน้ำหนักรวมถึงการปรับค่าความสมมาตรใหม่หมด ขับเคลื่อนด้วยสายพานราวลิ้น ที่ผลิตจากไนไตรท์ บิวทิล รับเบอร์ เสริมใยแก้ว มีอายุการใช้งานยาวนานมากขึ้น รับแรงดึงและแรงเฉีอนได้ดีขึ้น ส่วนเพลาราวลิ้นตัวที่ 2 ขับเคลื่อนต่อเนื่องจากตัวแรกโดยใช้โซ่ราวลิ้นเป็นตัวส่งผ่านกำลัง เพลาราวลิ้น หรือแคมชาฟท์แต่ละเพลาใช้ลูกปืน 5 ตลับ รับหน้าที่ควบคุมการทำงานของวาล์วไอดีและไอเสียรวม 16 ตัว ผ่านลูกกลิ้งที่มีแรงเสียดทานต่ำ ซึ่งติดอยู่บนกระเดื่อง ที่หมุนอยู่บน Adjuster ระบบไฮโดรลิกความคงทนสูง ท่อน้ำมัน และระบบระบายอากาศ ถูกติดตั้งในบล็อกเครื่องยนต์ วาล์วฝาสูบออกแบบพิเศษเพื่อป้องกันน้ำมันเครื่องไหลจากตัว Adjuster ช่วยลดเสียงดังในระหว่างการสตาร์ทเครื่องยนต์ในวันที่มีอุณหภูมิต่ำ

Turbo With Overboost

ระบบอัดอากาศเทอรโบที่ติดตั้งในเครื่องยนต์ตัวนี้เป็นแบบแปรผันครีบรับอากาศ VNT (Variable Nozzle Turbo) ปรับการทำงานภายในท่อร่วมไอดีให้สอดคล้องกับความเร็วรอบเครื่องยนต์ และแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนั้น เช่น ในช่วงความเร็วต่ำ ปริมาณน้ำมันมีน้อยระบบ VNT จะลดระดับไอดีในท่อซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์หมุนเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มแรงดัน แต่เมื่อเร่งความเร็วเต็มที่ ระบบ VNT จะแปรผันครีบเพิ่มการไหลของไอดี ให้สูงขึ้นถึงระดับที่เครื่องยนต์ต้องการแบบอัตโนมัติ ป้องกันไม่ให้เทอร์โบชาร์จหมุนเร็วเกินไปจนเกิดความร้อนสะสม ลดอาการ OverBoost เรียกแรงบิดได้อย่างต่อเนื่องเพื่อการเร่งแซงและสามารถเพิ่มแรงบิดจาก 320 เป็น 340 นิวตันเมตร โดยใช้เวลากดคันเร่งมิดๆได้ถึง 8 วินาที ระบบคันเร่งไฟฟ้าใช้ชุดสมองกลไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมชุดหัวฉีดคอมมอนเรล ทำงานร่วมกับระบบ Digital CAN bus 2 สปีด ติดตั้งระบบกรองฝุ่นไอเสียดีเซลหรือ DPF (Diesel Particular Filter) ผลิตจากเซรามิก ช่วยให้ค่าการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดต่ำลงที่ 148 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษในระดับ EURO III

Dual-Clutch Gearbox 6 Speed

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทวินคลัตช​์ อัตราทดเกียร์ต่ำถูกปรับเซตมาให้สามารถถ่ายเทแรงบิดได้อย่างหมดจด ทำให้การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไม่ต้องรอรอบแต่อย่างใด ระบบส่งกำลังแบบ Dual- Clutch Gearboxของ Focus 2.0 TDCi Sport หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าเกียร์ทวินคลัตช์ถูกพัฒนาจากวิศวกรของบริษัท ผลิตระบบส่งกำลังชั้นนำในทวีปยุโรป เพื่อแก้ข้อบกพร่องของเกียร์แบบ SMT (เซมิออโตเมติก) ในเรื่องของช่วงรอยต่อในการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ ซึ่งช้ากว่าแบบ Dual-Clutch โครงสร้างหลักของเกียร์ชนิดนี้ถูกออกแบบให้มีห้องเกียร์แบบเกียร์ธรรมดา โดยใช้เฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดตายตัวในแต่ละตำแหน่ง ส่วนใหญ่แล้วจะมีเกียร์เดินหน้า 6 จังหวะและเกียร์ถอยหลัง 1 จังหวะ ในชุดคลัตช์ก็จะมีคลัตช์อีกหนึ่งชุดเตรียมพร้อมอยู่ ระบบเกียร์ Dual-Clutch คล้ายกับมีเกียร์สองชุด ชุดหนึ่งมีเกียร์ 1 เกียร์ 3 เกียร์ 5 และเกียร์ถอยหลังโดยมีชุดคลัตช์ชุด ที่หนึ่งคอบควบคุมไว้ส่วนอีกชุดหนึ่งก็จะเป็นชุดสำหรับทำงานของเกียร์ 2 เกียร์ 4 และเกียร์ 6 โดยมีชุดคลัตช์อีกชุดหนึ่งควบคุมไว้ และทั้งหมดจะถูกควบคุมด้วยสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ การมีระบบการทำงานด้วยคลัตช์ทั้งสองชุดทำให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของแต่ละเกียร์ใช้เวลาน้อยมาก เมื่อออกรถด้วยเกียร์หนึ่งชุดเกียร์สองก็เตรียมรอที่จะเปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่ชุดคลัตช์ได้รับสัญญาณไฟฟ้าจากสมองกลที่ควบคุมเครื่องยนต์สั่งการไปยังกล่องควบคุมของเกียร์ด้วยความรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา ชุดเกียร์สองก็จะทำงานทันทีไม่ต้องเสียเวลาไปกับการที่จะทำให้คลัตช์จับตัว หรือปล่อยเกียร์แบบ Dual-ClutchGearbox ใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์น้อยกว่าเกียร์แบบออโตเมติก และเกียร์แบบเซมิออโต เมติกและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน

ช่วงล่างของ Ford Focus 2.0 TDCi Sport ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง โช๊คอัพแก๊ส เหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังแบบอิสระ คอนโทรลเบรดมัลติลิ้งค์ คอยล์สปริง ถูกปรับเซตให้เพิ่มความนุ่มนวลมากกว่ารถรุ่นเก่าที่กระด้าง แต่ยังคงความยึดเกาะกับพื้นถนนตามสไตล์รถยนต์ 5 ประตูตัวแรงของทวีปยุโรป ระบบพวงมาลัยแบบผสมไฟฟ้า-สายพานไฮดรอลิกแบบ EH-PAS ให้อัตราทดแปรผันไปตามความเร็วของตัวรถและมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมการทรงตัวที่ระดับความเร็วสูง รถ Focus มีให้เลือกคือ รุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เบนซิน 125 แรงม้า ราคา 809,000 บาท รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เบนซิน ราคา 849,000 บาท ส่วนรุ่นตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบ็ค เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร TDCi Sport ติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบ 136 แรงม้า (คันที่นำมาทดสอบ) ราคา 1,169,000 บาท.

ติดตามอ่าน ทดลองขับ Ford Focus 2.0 TDCi Sport ได้ในตอนต่อไปครับ

*อุปกรณ์บางชิ้นที่เห็นในภาพอาจไม่มีในรุ่นจำหน่ายจริง

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom