ตำนานแห่งการถือกำเนิดของเครื่องยนต์ V12 พลังสูงในรถซุปเปอร์คาร์ Lamborghini นับจากอดีตสู่ปัจจุบัน...
Ferruccio Lamborghini ผู้ก่อตั้งบริษัทรถไถนาและรถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ยี่ห้อ Lamborghini ถือกำเนิดขึ้นในตระกูลชาวนาเมื่อปี คศ 1916 ช่วงวัยเด็กกับความหลงใหลในเครื่องยนต์กลไกทุกชนิดรวมทั้งความสนใจในรถ สปอร์ตมาตั้งแต่อายุยังน้อย และมักจะเข้าไปในโรงนาของพ่อเพื่อแอบเข้าไปถอดดูชิ้นส่วนการทำงานของ เครื่องยนต์กลไก เครื่องจักรกลภายในโรงนา เพื่อดูการทำงานของเครื่องยนต์เหล่านั้นอยู่เสมอ อีกทั้งยังสามารถซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้งานภายในครอบครัวด้วยตัวเอง แถมยังประดิษฐ์เครื่องจักรเล็กที่ใช้งานแบบง่ายๆได้อีกด้วย เช่น เครื่องปั้มน้ำและเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่เอาไว้ใช้งานในไร่แต่ก็ไม่รอดพ้น สายตาของผู้เป็นพ่อที่มองเห็นแววของ Ferruccio ในความทะเยอทะยานอยากจะเป็นวิศวกรโดยให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยว กับระบบการทำงานของเครื่องยนต์ต่างๆเพื่อทำให้บุตรชายมีความเข้าใจในการ ทำงานของเครื่องยนต์มากยิ่งขึ้น
...
ปีค.ศ.1933 บิดาของ Ferruccio Lamborghini ส่งเขาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนเทคนิคใกล้ๆกับเมือง Bologna และได้รับปริญญาทางอุสาหกรรมจักรกลหลังจบจากโรงเรียนช่างเทคนิคแล้วจึง เข้าไปเป็นช่างฝึกงานที่โรงงานเครื่องยนต์ในเมือง Bologna มหาสงครามโลกครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้นในปี1938-1939 Ferruccio จึงต้องเข้าไปรับใช้ชาติด้วยการเข้ารับราชการเป็นทหารช่าง และถูกส่งไปยังเกาะ Rhodesเกาะเล็กๆที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งของประเทศตุรกีที่นั่น Ferruccio ได้รับฉายาจากเหล่าทหารช่างของกองทัพอิตาลีว่า"พ่อมดแห่งเครื่องจักร กล"เนื่องจากเขาสามารถทำให้รถทหารของกองทัพอิตาลีที่หมดสภาพการใช้งานกลับมา วิ่งได้อีกครั้ง
ช่วงปลายสงคราม กองทัพอิตาลีที่ให้การสนับสนุนเยอรมันกำลังถอยร่นและพ่ายแพ้ในที่สุด หมู่เกาะ Rhodes ถูกยึดกลับคืนโดยทหารนาวิกโยธินพันธมิตรและพลร่มอังกฤษ Ferruccioในฐานะเชลยสงครามจึงต้องไปทำงานให้กับกองทัพของอังกฤษในเรื่องการ ซ่อมบำรุงยุทธโธปกรณ์ตั้งแต่ปี 1944 ถึงปี 1946 หลังจากนั้นจึงได้รับการปลดปล่อยแล้วเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อมาใช้ ชีวิตพลเรือนเมื่ออายุ 30 ปีช่วงหลังสงครามชาวนาในอิตาลีเป็นจำนวนมากต่างต้องการรถไถนาและแทร็กเตอร์ เพื่อใช้งานในไร่ของตนแต่ไม่สามารถที่จะหารถไถได้เนื่องจากสงครามโลกครั้ง ที่สองเพิ่งจะผ่านพ้นไป
Ferruccio มองเห็นลู่ทางจึงคิดสร้างโรงงานผลิตรถแทร็กเตอร์และรถไถนาขึ้นมาจากสมบัติ เก่าและที่ดินจำนวนมากของพ่อ พร้อมทั้งมีการโฆษณาว่าจะนำรถแทร็กเตอร์ที่ผลิตโดยLamborghiniมาประลองกำลัง และแข่งขันลากดึงกันดูว่ารถของบริษัทใดจะมีแรงม้าและแรงบิดที่ดีพอจะเป็น อันดับที่หนึ่งได้ ซึ่งวิธีนี้ทำให้ตระกูล Lamborghiniและผลิตภัณฑ์รถไถนาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทำให้กิจการรถไถและรถแทร็กเตอร์ของ Lamborghini เจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอดเนื่องจากการเข้าใจและเข้าถึงในระบบเครื่องยนต์ของ รถความที่มีหัวก้าวหน้าทางด้านงานวิศวกรรมการออกแบบเครื่องจักรกลจนถึงปลาย ปี1949 FerruccioLamborghini ได้ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมในเมือง Cento และเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์รถแทร็กเตอร์ขนาดสี่กระบอกสูบตามที่ตัวเองได้ ออกแบบไว้นานแล้ว โดยเอาข้อดีของทุกชิ้นส่วนมาปรับปรุงให้ดีและแข็งแรงมากขึ้นไปอีก ไม่นานนักแบรนด์รถไถ Lamborghini ก็กลายเป็นบริษัทผลิตรถแทร็กเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและยุโรป
FerruccioLamborghini กลายเป็นเศรษฐีที่พรั่งพร้อมไปด้วยเงินทองและเกียรติยศรวมทั้งการนับหน้าถือ ตาในวงสังคมชั้นสูงของอิตาลี สถานะอันมั่นคงของตระกูล Lamborghini ปรากฏไปทั่วในทวีปยุโรป แต่ในใจของ Ferruccio ยังคงไม่ลืมที่จะถวิลหาคือโลกแห่งความเร็วของรถสปอร์ตที่ตัวเองเคยชอบมา ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก และเริ่มซื้อรถยนต์สปอร์ตราคาแพงมาครอบครองเพื่อทำตามความฝันในวัยเยาว์ของ ตนให้เป็นความจริง ในโรงรถของ Ferruccio มีตั้งแต่ Alfa Romeo, Maserati , Jaguar , Aston Martin , Crovett รวมทั้งเจ้าม้าลำพองจาก Maranello นั่นก็คือรถสปอร์ตจากค่าย Ferrari นั่นเอง รถยนต์เหล่านี้กำเนิดขึ้นในยุค 1950-1960 มีเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากกว่ารถทั่วไปและควบคุมได้ยากกว่า ซึ่งมีเพียงเศรษฐีเท่านั้นที่สามารถหาซื้อรถประเภทนี้มาครอบครอง ในวันหยุด Ferruccio มักควบจ้า Ferrari 250GT วนเล่นรอบโรงงานของตนเองแต่ก็มีหลายครั้งที่รู้สึกได้ว่ารถ Ferrari 250GT ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ทั้งหมด วิศวกรรมของตัวรถ Ferrari ในยุคนั้นยังมีอะไรที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงตามประสบการณ์และวิธีคิดแบบวิศวกร ของ Ferruccio และมีบ่อยครั้งที่ช่วงล่างหรือระบบบังคับเลี้ยวของเจ้าม้าลำพองแห่ง Maranello ทำให้ Lamborghin ต้องพบกับความหงุดหงิด
...
วันหนึ่ง Ferruccio ทนไม่ได้จึงควบเจ้า 250 GT ไปที่โรงงานใน Maranello โดยหวังว่าจะขอพบกับ Enzo Ferrari ประธานบริษัท เพื่อต้องการคำอธิบายและต้องการให้ปรับปรุงรถ Ferrari 250GT ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตามความรู้สึกของตนเอง แต่พอถึงบริเวณโรงงานใน Maranello ก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงเนื่องจากการเข้าพบผู้บริหารสูงสุดของ บริษัท Ferrari ทำให้ต้องรออยู่ในห้องเล็กๆ นานหลายชั่วโมงจน Ferruccio ทนแทบไม่ได้ ภายหลังจากการเข้าพบกับ Enzo ก็ได้รับคำสบประมาทว่าเขาขับแต่รถไถนาและรถแทร็กเตอร์เท่านั้น จะมามีความรู้ความเข้าใจในรถสปอร์ตได้อย่างไร Ferruccio จึงขับเจ้าม้าลำพองกลับมาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว พร้อมกับตั้งใจว่า ตัวเขาเองนั้นเป็นถึงวิศวกรและนักอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ที่ประสบความสำเร็จ จะต้องสร้างรถยนต์ให้เทียบเท่าหรือดีกว่าบริษัท Ferrari ให้จงได้ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาบริษัทผลิตรถสปอร์ตสมรรถนะสูง Lamborghini ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี 1962 ต่อจากนั้นค่ายรถยนต์เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวก็ได้สร้างปรากฏการณ์ ใหม่ของวงการรถสปอร์ตในยุโรปให้ได้ตื่นตะลึงกับรูปแบบของตัวรถ Lamborghini และเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ V12 การวางตำแหน่งเครื่องไว้ที่กลางลำตัวและการบังคับควบคุมอันหมดจรดที่วิศวกร และนักขับทดสอบของบริษัทร่วมกันคิดค้นและพัตนาจนกลายมาเป็นรถยนต์ที่ผู้คน มากมายบนโลกใบนี้ใฝ่ฝันอยากหามาครอบครองไว้สักคันหรือมากกว่านั้น
...
เครื่อง โฟร์แคม V12 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นแรกๆที่พัฒนาโดย Lamborghini และถูกวางลงบนตัวรถสปอร์ตรุ่นบุกเบิกใช้เพลาราวลิ้น 4 ชุดกับระยะชักของลูกสูบที่สั้นลง วางตำแหน่งของท่อไอดีคร่อมตัวเครื่องขนานไปกับแคมชาร์ป โดยติดตั้งคาร์บูเรเตอร์ฝั่งละ 3 ตัว รวมทั้งหมด 6 ตัว คาร์บูเรเตอร์ 3 ตัวจะรับหน้าที่จ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ท่อร่วมไอดีของลูกสูบทั้ง 6 ตัวในแต่ละฝั่งและสามารถอัดอากาศเข้าห้องเผาไหม้เกือบจะโดยตรง การรักษาอัตราส่วนกำลังอัดถูกทำโดยใช้เพลาลูกเบี้ยวของท่อไอดีทั้งสองฝั่ง โดยใช้การออกแบบให้ชิดกันมากกว่าปกติ เครื่องยนต์ถูกจูนให้มีแรงม้าประมาณ 370 ตัว (ปีคศ 1964-1965) และมีรอบสูงถึง 9000 รอบต่อนาที เมื่อผลิตออกขาย เครื่องยนต์ตัวนี้ถูกทอนแรงมาลงอีกจนเหลือเพียง 270 เพื่อความเหมาะสมในการวางลงในสปอร์ตคาร์คันแรก นั่นก็คือ Lamborghini 350 GT กระทิงเปลี่ยวต้นตระกูลผู้เข้ามาปราบเจ้าม้าลำพองสีแดงของ Enzo Ferrari และนี่คือเหล่าบรรดากระทิงโบราณวางเครื่อง V12 ที่ประสบความสำเร็จ บนเผ่าพันธุ์ที่ร้อนแรงของจักรกลซุปเปอร์คาร์จากอิตาลี
...
Lamborghini 350 GT (1964-1966)
สปอร์ต คูเป้เครื่องวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลังคันแรกของค่ายกระทิงเปลี่ยว วางเครื่องยนต์ V12 ปริมาตรความจุ 3.5 ลิตร 270 แรงม้า กับระบบรองรับและชุดบังคับเลี้ยวที่เฉียบคมกว่าเจ้าม้าลำพอง เป็นการแก้ลำที่เจ็บแสบมากๆจาก Ferruccio Lamborghini ถึงแม้มันจะได้รับความนิยมไม่มากนักแต่ตำนานของ Lamborghini ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยตัวรถรุ่นนี้
Lamborghini 400 GT (1966-1968)
รถ รุ่น 400 GTคือการพัฒนาและปรับปรุงรุ่น 350 GT ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกระดับ เค้าโครงของตัวรถยังคงรูปแบบที่สวยงามคลาสสิกบนตัวรถรุ่นแรกเอาไว้อย่าง เหนียวแน่น Lamborghini 400 GT วางเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ด้านหน้า ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลังเหมือนกับเจ้า 350 GT ขยายปริมาตรความจุเครื่องเป็น 3.9 ลิตร ได้แรงเพิ่มขึ้นเป็น 320 แรงม้า และสามารถอัดจนมิดคันเร่งที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงจนขนหัวตั้งในยุค 60'
Lamborghini Miura (1966-1972)
นี่คือซุป เปอร์คาร์เครื่องวางตามขวางกลางลำ-ขับเคลื่อนล้อหลังคันแรกของ Lamborghini เจ้ากระทิง Miura ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสุดๆของยุคนั้นในการประกอบเป็นตัวรถขึ้นใหม่ทั้งคัน ไฟหน้าทรงแปลกประหลาด ส่วนกลางลำตัวที่พริ้วไหว บั้นท้ายงามสง่า กระจกหลังแบบบานเกล็ด หัวใจของรถสปอร์ตคันนี้คือเครื่องยนต์ตัวแรงขนาด 12 สูบรูปตัวV ปริมาตรความจุ 3.9 ลิตรจากรุ่น 400 GT กลไกภายในถูกปรับแต่งให้รับแรงในรอบสูงๆได้ดีขึ้น มีม้ามากถึง 350 ตัวกับท็อปสปีดที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วจน Ferrari ในยุคนั้นต้องแอบค้อนกันเลยทีเดียว
Lamborghini Espada (1968-1978)
ความ งดงามบนเรือนร่างแบนเตี้ยและยาว กระจกรอบคันขนาดใหญ่ ท้ายทรงตัด 2 ประตู 4 ที่นั่งของ Lamborghini รุ่น Espada ออกมาเพื่อเอาใจคนมีเงินในยุโรปและอเมริกา มันมีเครื่องยนต์ V12 วางตามยาวด้านหน้า-ขับเคลื่อนล้อหลัง ความจุ 3.9 ลิตร 350 แรงม้าซึ่งเป็นเครื่องตัวเดียวกันกับรุ่น Miura แต่ถูกนำมาปรับแก้เรื่องท่อทางเดินของชุดไอดีและคาร์บูเรเตอร์ รูปลักษณ์ที่เหมือนรถอเมริกันของมันทำให้ขายดีมากในสหรัฐและยุโรปตะวันตก ตัวรถ Espada สื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในรูปแบบของ Sport-GT ในยุค 1970
Lamborghini Islero (1968-1970)
ไฟ หน้าแบบปั้มอัพตามสมัยนิยม ส่วนบั้นท้ายที่ลาดเอียงแบบแฮซตแบคกับแนวตัวถังด้านข้างที่ปราดเปรียว รถ Lamborghini Islero วางเครื่องยนต์ V12 3.9 ลิตร 350 แรงม้าไว้ที่ด้านหน้าเหมือนรุ่น Espada ตัวเครื่องถูกวางให้ร่นเข้าไปใกล้กับตาแหน่งกึ่งกลางเพื่อการกระจายน้ำหนัก ที่ดี เครืิ่องยนต์ตัวนี้จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เวปเบอร์ 6 ตัว วิศวกรของเจ้ากระทิงออกแบบให้คาร์บูเรเตอร์ฝั่งละ 3 ตัวรับผิดชอบต่อกระบอกสูบแบบแยกสองฝั่งจากกัน ผลิตออกขายในปี 1968 แต่ทำตลาดได้ไม่ค่อยดีนัก ปัจจุบันมันกลายเป็นกระทิงเปลี่ยวอีกรุ่นที่คงความคลาสสิกและหาได้ยากยิ่งใน ตลาดรถโบราณ แรงบิด 393 นิวตันเมตรกับความเร็วสูงสุดที่ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือตัวเลขที่เจ๋งมากในยุค 70'
Lamborghini Jarama (1970-1976)
นี่ คือรถลัมโบยุคสุดท้ายที่วางเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหน้า เจ้า Jarama ได้รับอิทธิพลการออกแบบรูปทรงจาก Alfa Romeo Montreal ไปแบบเต็มๆ กระจังและไฟหน้าที่คล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝด มันเตี้ยมากและมีความสูงจากพื้นถึงหลังคาเพียง 1189 มิลลิเมตรจากการออกแบบให้ลู่ลมมากที่สุด เครื่องยนต์ V12 3.9 ลิตร 3929 ซีซี วางตามยาวด้านหน้าแบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป 24 วาว์ล ให้แรงม้าสูงสุดถึง 370 ตัว อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 6.80 วินาที ความเร็วปลายที่ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ค่อยเร็วมากนักเนื่องจากขนาดและน้ำหนักตัวที่ทั้งแบน ทั้งกว้างของมัน
Lamborghini Countach (1974-1990)
การ ปฎิวัติรูปทรงแบบอากาศยานเริ่มต้นขึ้นด้วยตัวรถรุ่นนี้ เจ้า Lamborghini Countach คือความใฝ่ฝันของชายหนุ่มทุกคนในยุค 80 และได้กลายมาเป็นหอกข้างแคร่ของ Ferrari อย่างแท้จริง รูปทรงที่พิสดารและเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมของมันเกิดจากความคิดที่ต้องการฉีก หนีกฎเกณฑ์การออกแบบเก่าๆด้วยการใช้เส้นสายที่ตัดกันด้วยความเฉียบคมจากไฟ เบอร์กลาสน้ำหนักเบา มันกว้าง 2450 มิลลิเมตร ยาว 4140 มิลลิเมตรและสูงเพียงแค่ 1070 มิลลิเมตร ความเตี้ยของตัวรถทำให้การเข้าออกห้องโดยสารมีความยากลำบาก แต่ก็แลกเปลี่ยนด้วยความเท่ที่ไม่ซ้ำแบบใครกับประตูทรงกรรไกร เครื่องยนต์ V12 สูบในรุ่นแรกๆ (LP400) ถูกย้ายมาวางไว้กลางลำตัวแบบรถแข่งยุคใหม่ มีความจุ 3.9 ลิตรที่ให้พลังถึง 380 แรงม้า บนอัตราเร่งทะลุทะลวงที่ 6.4 วินาทีในการตะกายไปถึง 100 กิโลเมตรจากจุดหยุดนิ่ง ส่วนความเร็วสูงสุดบนตัวรถรุ่นแรกทำได้ 267.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม รถ Lamborghini Countach จึงถูกผลิตต่อตามแผนงานที่วางไว้ด้วยรุ่นที่แรงมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมันกลายเป็นจักรกลที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และพบเห็นได้ตาม พิพิธภัณฑ์รถยนต์ชั้นนำทั่วโลก
Lamborghini LM002 (1986-1992)
มัน คือรถทหารในคราบรถ SUV 4WD คันใหญ่ยักษ์ที่ผลิตโดยบริษัท Lamborghini หลังจากประสบความสำเร็จกับซุปเปอร์คาร์พลังสูง รถ LM002 คันแรกผลิตขึ้นในปี 1977 และถูกสั่งซื้อเพื่อเข้าประจำการในกองทัพของลิเบียหลังจากนั้นมันจึงกลาย เป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งของบรรดานายพลและเจ้าผู้ครองนครในแถบตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดิอาระเบีย คูเวตรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยพละกำลังมหาศาลกว่า 380 แรงม้า จากเครื่องยนต์V12ที่ใช้ร่วมกันกับรถสปอร์ตรุ่น Countachและยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้นจากการที่ Lamborghini LM 002ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ อูเดย์ ฮุสเซน บุตรชายของซัดดัม ฮุสเซนอดีตประธานาธิปดีอิรัก ในช่วงสงครามปลดปล่อยเมื่อปี 2004เจ้ากระทิงตัวลุยคันดังกล่าวถูกยึดและนำมาใช้งานในการทดสอบการวางระเบิด แบบคาร์บอมส์โดยกองกำลังนาวิกโยธินของอเมริกันในเมือง Baqubah สุดท้ายLM 002คันนั้นก็ถูกกองกำลังพิเศษของนาวิกโยธินอเมริกันระเบิดทิ้งจนแทบจะไม่ เหลือซาก
Lamborghini Diablo (1990-2001)
สาย พันธุ์กระทิงยังถูกถ่ายทอดความแรงของเครื่องยนต์รูปตัว V ที่มีกระบอกสูบทั้ง 12 ชิ้นเรียงรายฝั่งละ 6 ด้วยรูปลักษณ์ที่เริ่มทันสมัยขึ้น รถ Lamborghini Diablo เมื่อแรกเริ่มเปิดผ้าคลุมในปี 1989 ก็ได้รับเสียงตอบรับจากสาวกรถแรงเป็นจำนวนมาก กระแสคลั่งกระทิงระบาดไปทั่ววงการซุปเปอร์คาร์ ทรงลิ่มของตัวถังดูลงตัวมากกว่าวัวเถื่อนทุกรุ่นที่เคยวิ่งออกจากโรงงาน เครื่องยนต์ V12 วางกลางลำตามยาว มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังและแบบขับ 4 (AWD) ปริมาตรความจุถูกขยายเพิ่มเป็น 5.0-7.0 ลิตรแล้วแต่รุ่น โดยมีแรงม้าตั้งแต่ 493 ตัวไปจนถึง 550 ตัว นับได้ว่า Diablo คือกระทิงที่ดิบเถื่อนที่สุดนับตั้งแต่ Lamborghini เริ่มก่อตั้งโรงงาน
Lamborghini Murcielago (2002-2010)
กระทิง เปลี่ยวเจ้าแห่งการสร้างตำนานยุคใหม่ของ Lamborghini หลังจากตกไปอยู่ในมือของพวกเยอรมันอย่าง Audi การปฎิวัติรูปโฉมและเทคโนโลยีส่งผลให้เจ้าวัวยักษ์บ้าพลังตัวนี้ กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของรถยนต์ประเภทซุปเปอร์คาร์ได้อีกครั้ง เครื่องยนต์ V12 สูบ 6.2-6.5 ลิตร วางกลางลำขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD ระบบต่างๆภายในเครื่องยนต์ซึ่งมีชิ้นส่วนอันสลับซับซ้อนมากกว่า 20,000 ชิ้นถูกพัฒนาขึ้นจากเครื่องรุ่นเก่าที่ถูกนำมาปรับปรุงวัสดุและส่วนประกอบ โดยวิศวกรเยอรมันจาก Audi ซึ่งทำงานร่วมกันกับพวกอิตาเลี่ยนได้เป็นอย่างดี พลัง 570-660 แรงม้า (แล้วแต่รุ่น) ส่งผลให้มันกลับมาบีบให้เจ้าม้าลำพองอย่าง Ferrari ต้องดิ้นรนทำสิ่งที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าออกมาสู้
Lamborghini Reventon (2008-2010)
มัน คือรถสปอร์ตเครื่องวางกลางขนาด 12 สูบ ที่ใช้โครงสร้างร่วมกันกับเจ้า Murcielago แต่ปรับโฉมของตัวถังให้แปลกตามากยิ่งขึ้นด้วยเหลี่ยมมุมรอบคันที่คมราวใบมีด รถ Lamborghini Reventon ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 ด้วยการผลิตในรูปแบบลิมิเต็ท อิดิชั่นในจำนวนเพียงน้อยนิดแค่ 30 คัน (ทุกคันมีเจ้าของหมดแล้ว) ตัวถังและส่วนประกอบที่สำคัญใช้คาร์บอนคอมโพสิตทั้งหมด รวมถึงจานเบรคแบบเซรมิค หลังจากนั้นในช่วงปลายปี 2009 ต่อต้นปี 2010 บริษัท Lamborghini จึงปล่อยตัวรถ Reventon รุ่นเปิดหลังคาหรือ Spyder ตามออกมาอีก 30 คัน (หมดทันทีตั้งแต่เปิดรับจอง) เครื่องยนต์ 6.5 ลิตร แบบ V12 มีเรี่ยวแรงถึง 640 แรงม้า นับต่อจากนี้เป็นต้นไป Lamborghini Reventon คือจักรกลแห่งประวัติศาสตร์อันระหกระเหินของบริษัทแห่งนี้อย่างแท้จริง.
Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom