เฟอร์ลูซิโอ แลมเบอร์กินี ถือกำเนิดขึ้นในตระกูลชาวนาที่อดทนและมีความหลงใหลในเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด รวมทั้งสนใจในรถยนต์ความเร็วสูงมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขาแอบเข้าไปในโรงนาตั้งแต่อายุยังน้อย และแอบถอด และประกอบเครื่องจักรกลในโรงนาของพ่อ เพื่อดูการทำงานของเครื่องยนต์อยู่เสมอ อีกทั้งยังซ่อมแซมเครื่องจักรกลด้วยตัวเองและยังประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้งานง่ายๆได้อีกด้วย แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของผู้เป็นพ่อที่เห็นแวว เฟอร์ลูซิโอ ที่ทะเยอทะยานอยากจะเป็นวิศวกรให้สมหวังดังที่ตั้งใจไว้

ในปี ค ศ 1933 พ่อจึงส่งตัว เฟอร์ลูซิโอ แลมเบอร์กินี ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนเทคนิคใกล้ๆกับเมือง BOLOGNA และได้รับปริญาทางอุสาหกรรม หลังจากจบจากโรงเรียนเทคนิคแล้วจึงไปเป็นช่างฝึกงาน ที่โรงงานเครื่องยนต์ใน BOLOGNA สงครามโลกครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้นในปี 1939 เฟอร์ลูซิโอ ก็ต้องเข้าไปรับใช้ชาติ และถูกส่งไปยังเกาะ RHODES เกาะเล็กๆที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของตุรกี ที่นั่นเฟอร์ลูซิโอ ได้รับฉายาว่า "พ่อมด" เนื่องจากสามารถทำให้รถของกองทัพอิตาลีที่หมดสภาพกลับมาวิ่งใช้งานได้อีกครั้ง

ช่วงปลายสงคราม เกาะRHODES ได้ถูกยึดโดยทหารอังกฤษ เฟอร์ลูซิโอ ก็ต้องไปทำงานให้กับกองทัพอังกฤษในเรื่องยุทธโธปกรณ์ ตั้งแต่ปี 1944 ถึงปี 1946 จึงได้กลับบ้านเกิดเพื่อมาใช้ชีวิตพลเรือนในอายุ 30 ปี ในช่วงหลังสงครามชาวนาในอิตาลีเป็นจำนวนมากต่างต้องการรถไถนา และแทรคเตอร์ เพื่อใช้งานในไร่ของตนแต่ไม่สามารถที่จะหารถไถได้เนื่องจากสงครามเพิ่งจะผ่านพ้นไป
 เฟอร์ลูซิโอมองเห็นลู่ทางจึง คิดสร้างโรงงานผลิตรถแทรคเตอร์และรถไถนาขึ้นมาจากสมบัติเก่าและที่ดินจำนวนมากของพ่อ พร้อมทั้งมีการโฆษณาว่าจะนำรถแทรคเตอร์ที่ผลิตโดยแลมเบอร์กินี มาประลองกำลังและแข่งขันลากดึงกันดูว่ารถของบริษัทใดจะมีแรงม้าและแรงบิดที่ดีพอจะเป็นอันดับที่หนึ่งได้ ซึ่งวิธีนี้ทำให้ตระกูลของแลมเบอร์กินี เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้กิจการรถไถ และรถแทรคเตอร์ของแลมเบอร์กินีเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด เนื่องจากการเข้าใจและเข้าถึงในระบบเครื่องยนต์ของรถ และความที่มีหัวก้าวหน้าทางด้านงาวิศวกรรมการออกแบบเครื่องจักรกล



จนถึงปลายปี 1949 เฟอร์ลูซิโอก็ได้ก่อสร้างโรงงานใหม่และใหญ่กว่าเดิมที่ CENTO และเริ่มต้นผลิดเครื่องยนต์รถแทรคเตอร์ขนาด สี่สูบตามที่ตัวเองได้ออกแบบไว้ โดยเอาข้อดีของทุกชิ้นส่วนมาปรับปรุงให้ดีและแข็งแรงมากขึ้นไปอีกไม่นานนัก แลมเบอร์กินี ก็กลายเป็นบริษัทผลิตรถแทรคเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดใน อิตาลี

เฟอร์ลูซิโอ แลมเบอร์กินี
กลายเป็นเศรษฐี พรั่งพร้อมไปด้วยเงินทองและเกียรติยศ รวมทั้งการนับถือและสถานะอันมั่นคงของตระกูลปรากฏไปทั่วในอิตาลี แต่ในใจของเฟอร์ลูซิโอ ยังไม่ลืมที่อยากจะถวิลหาคือ โลกแห่งความเร็ว ที่ตัวเองเคยชอบมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเริ่มซื้อรถยนต์สปอดต์ราคาแพงมาไว้ในครอบครองเพื่อทำฝันในวัยเยาว์ของตนให้เป็นความจริง ในโรงรถของเฟอร์ลูซิโอ มีตั้งแต่ ALFA ROMEO MASERATI JAGUAR  ASTON MARTIN CROVETTE รวมทั้งเจ้าม้าลำพองจาก MARANELLO นั่นก็คือ FERRARI นั่นเอง



รถยนต์เหล่านี้ในยุค 1950-1960 มีเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามหาศาลและมีเพียงเศรษฐีเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้ในวันหยุด เฟอร์ลูซิโอ มักควบเจ้า FERRARI วนเล่นรอบโรงงานของตน แต่ก็มีหลายครั้งที่เค้ารู้สึกว่า รถ FERRARI ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ทั้งหมด วิศวกรรมของตัวรถ FERRARI ในยุคนั้นยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงตามประสบการณ์และวิธ๊คิดแบบวิศวกรของเฟอร์ลูซิโอ และมีบ่อยครั้งที่ช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยวของเจ้าม้าลำพองแห่ง

MARANELLOทำให้ แลมเบอร์กินีหงุดหงิด มีอยู่วันหนึ่ง เฟอร์ลูซิโอก็ทนไม่ได้ จึงควบเจ้า FERRARI ไปที่โรงงาน เพื่อจะขอพบกับ ENZO FERRARI เพื่อต้องการอธิบายและต้องการให้ปรับปรุงรถ FERRARI ขอตนให้ดีขึ้นในความคิดของตัวเอง แต่พอถึงบริเวณโรงงานใน MARANELLO ก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงเนื่องจากการเข้าพบผู้บริหารของ FERRARI จะต้องรอในห้องเล็กๆและนานจนเฟอร์ลูซิโอ ทนแทบไม่ได้เค้าจึงขับเจ้าม้าลำพองกลับมาอย่างอารมณ์เสีย พร้อมกับตั้งใจว่า ตัวเองนั้นเป็นทั้งวิศวกร และนักอุสาหกรรมเครื่องยนต์ที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยมหาศาล จะต้องสร้างรถยนต์ให้เทียบเท่า หรือดีกว่า FRERARI ให้ได้



จากวันนั้น บริษัทรถสปอดต์แลมเบอร์กินีก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1962 และจากนั้นมามันก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการรถสปอดต์ในยุโรป ให้ได้ตื่นตะลึงกับรูปแบบของตัวรถ แลมเบอร์กินี และเทคโนโลยี่ที่บริษัทร่วมกันคิดค้นและพัตนาจนกลายมาเป็นรถยนต์ที่ผู้ชายหลายคนฝันถึง

...

มาถึงปี1965 ในงานแสดงรถยนต์แห่งตูริน อิตาลี เฟอร์ลูซิโอ แลมเบอร์กิน ก็ได้บรรจงสร้างรถยนต์ที่เป็นเกียรติประวัติของบริษัทรถยนต์ที่ทุกคนในงานแสดงรถที่ตูรินจ้องมองจนแทบไม่กระพริบตา มันคือ LAMBOGHINI MIURA ที่ออกแบบโดยสถาบันออกแบบรถยนต์ชั้นนำของอิตาลี GANDINI ที่สามารถออกแบบตัวรถได้อย่างเฉียบขาด MIURA มี แซสซีแบบโมโนค็อก ใช้เครื่องยนต์วางตามขวางไว้กลางลำตัวรถ ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงรถแข่ง และรถ FERRARI บางรุ่นเท่านั้นที่วางเครื่องยนต์ในลักษณะนี้ มันมีเครื่องยนต์ที่ตั้งคร่อมอยู่บนชุดเกียร์ และยังมีระบบระบายความร้อนขนาดเล็กเพื่อลดน้ำหนัก และมีท่อไอเสียที่



แม้แต่ในยุคนี้รถยนต์หลายๆรุ่นยังลอกแบบมาจากมัน MIURA สามารถทำความเร็ว 0-62ไมล์ได้ใน 7วินาที และ ไปถึง 100 ไมล์ได้ภายในเวลา 15วินาทีซึ่งในยุค 1960 มีรถยนต์เพียงไม่กี่คันที่สามารถทำได้

มันวิ่งทางตรงด้วยความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยม และยังขับได้อย่างง่ายดาย พวงมาลัยไม่หนักเหมือนรถบรรทุก คลัสซ์ ก็ไม่แข็งจนเกินไป จนผู้หญิงรูปร่างเล็กก็ยังสามารถขับขี่มันได้อย่างง่ายดายแม้ที่ความเร็ว 120ไมล์ ต่อชั่วโมง มันก็ยังคงวิ่งได้อย่างมั่นคงไม่มีวอกแวก จังหวะที่เจ้าของรถก้มตัวลงไปนั่งในเบาะ ก็จะพบกับแผงมาตรวัดสองช่องแบบคลาสสิก ของ JAEGER ช่องขวามือใส่ตัวเลขความเร็วมาให้ถึง 200m/h ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในยุค 1960 เป็นอย่างมาก แด่โดยประสิทธิ์ภาพของเครื่องยนต์แล้ว MIURA  สามารถทำความเร็วได้ถึง 170-180 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งในยุคนั้นมันเร็วเสียจนขนหัวลุก



ห้องโดยสารของ MUIRA เรียบง่ายและใช้งานสะดวก มีเพียงอุปกรณ์สำคัญเพียงไม่กี่ชิ้น ที่จำเป็นจริงๆต่อการขับขี่เท่านั้น เช่น แผงสวิตท์เปิด ปิดบนหลังคา หน้าปัดหกช่องที่ใส่มาตรวัดที่จำเป็นวางอยู่บนคอนโซลสีดำสนิท  มุมมองผ่านกระจกหลังแบบบานเกล็ดทำได้อย่างชัดเจนและสวยงาม แต่สภาพการมองเห้นที่ดีเยี่ยมอยู่เลย เสา A PILLAR ขึ้นไป มุมมองกว้างและเห็นฝากระโปรงหน้าได้อย่างชัดเจนกับมุมนูนที่แนวบังโคลนที่โด่งขึ้น ปรุงแต่งให้ตัวรถมีความคลาสสิกมากขึ้นไปอีก



CHRIS HARVEY นักเขียนชาวผู้ดีอังกฤษ ได้กล่าวเอาไว้ว่า FERRUCCIO LAMBORGHINI เป็นคนที่มีรูปร่างเตี้ยล่ำสัน มีลักษณะโครงสร้างเปรียบเหมือนกระทิงหนุ่ม สง่างามและหนักแน่น  เป็นคนอารมณ์ดีหัวเราะง่าย ชอบพูดเสียงดัง และมีความมุ่งมั่นสูงมาก  และสัญลักษณ์ ของบริษัทที่เป็นรูปวัวกระทิง นั้นเหมาะสมกับ เฟอร์ลูซิโอ แลมเบอร์กินีเป็นที่สุด เป็นการจำลองที่สมบูรณ์แบบของนักธุรกิจชาวอิตาลี ซึ่งแตกต่างจากพวกอเมริกันเป็นอย่างมาก  เค้ามักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอๆ และเต็มไปด้วยชีวิต ชีวา เมื่อคุณเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานของแลมเบอร์กินี ก็จะเห็นเฟอร์ลูซิโอ นอนลงบนพื้นของโรงงานด้วยเสื้อเชิ้ตอิตาลีอย่างดี พร้อมทั้งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่กับลูกจ้าง  และส่งเสียงเอะอะ เมื่อมีบางอย่างผิดพลาดไป



BOB WALLACE ผู้ที่ได้เคยทำงานทั้งกับ ENZO FERRARI และ FERRUCCIO LAMBORGHINI ได้กล่าวเอาไว้ว่า โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองคนนี้มีอะไรที่คล้ายกันมาก ทั้งสองคนมีประสพการณ์และพรสวรรค์ที่จัดหาคนให้เหมาะสมกับงานที่ทำเป็นอย่างมาก สำหรับ ENZO เองเป็นอะไรที่หลายคนไม่กล้าเข้าใกล้เนื่องจากเขาทำตัวห่างจากคนทั่วไปมาก แต่สำหรับ LAMBORGHINI แล้วนั้น เขาจะเป็นกันเองกับทุกๆคนมากกว่า บางครั้งอาจดูเหมือนกับคนที่พูดจาไม่สุภาพเรียบร้อย และออกจะหยาบคาย แต่เขาก็เป็นคนที่เที่ยงตรง และยังมีความซื่อสัตย์ยุติธรรมเป็นอย่างมากสมแล้วกับการได้รับฉายาว่า "เจ้ากระทิงหนุ่ม" จริงๆ



รายละเอียดเครื่องยนต์ของรถ

เครื่องยนต์                  วี12

ปริมาตรความจุเครื่องยนต์  3929 C.C.

ลักษณะการวางเครื่อง      เครื่องยนต์วางตามขวาง กลางลำ (MID MOUNTED)

แรงม้าสูงสุด                350 แรงม้า ที่ 7000 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด                271lb ft @ 5100 r p m

ระบบเกียร์                  manual 5   speed

ระบบการขับเคลื่อน         ขับเคลื่อนล้อหลัง

น้ำหนักตัวรถ                1295   กิโลกรัม

อัตราเร่ง                    0-100  กิโลเมตร ใน 6.3 วินาที

ความเร็วสูงสุด             163 ไมล์ ต่อชั่วโมง

ปีที่ผลิตจำหน่าย           1966-1973

ราคาขณะที่วางตลาด       8050 ปอนด์

ราคาในขณะนี้ (2009)    150,000 ปอนด์

MR. BLACK