นับจากการเปิดตัวเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของโลก โดยวิศวกรชาวเยอรมัน Gottlied Daimler และเพื่อนร่วมงาน Wilhelm Maybach เมื่อปี ค.ศ.1885 ตามมาด้วยการก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน BMW โดย Franz-Josepn Popp ที่ร่วมงานวิศวกรรมการผลิตเครื่องยนต์กับวิศวกรมากความสามารถ Max Friz ซึ่งในยุคนั้นใช้ชื่อบริษัทว่า Bayerische Flugzeugwerke (Bavarian Aircraft Works) ในปี 1916 ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของอุสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลต้องสะดุดลง เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้เกิดการรบพุ่งขึ้นทั่วยุโรป ภายหลังสงครามแนวความคิดในการสร้างรถจักรยานยนต์ เพื่อใช้ในการเดินทางได้รับความนิยมไปทั่ว เนื่องจากการผลิตรถจักรยานยนต์ มีต้นทุนและราคาขายต่ำกว่ารถยนต์มาก อีกทั้งสาเหตุของการสูญเสียในช่วงสงคราม ทำให้ผู้คนที่ต้องการพาหนะในการเดินทางมีกำลังซื้อไม่มากเท่าใดนัก รถมอเตอร์ไซค์จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนของมนุษย์มากขึ้น
The Origin Of BMW Logo
BMW Aircraft Fly By Test Pilot Franz Zeno Diemer Chronicle Of Altitude Records In 1919
ปี ค.ศ.1919 หลังจากทำการคิดค้น ออกแบบ และสร้างเครื่องยนต์ ที่ใช้สำหรับอากาศยานสำเร็จลงได้เป็นครั้งแรกของบริษัท กับการผลิตเครื่องยนต์แถวเรียงขนาดหกกระบอกสูบ แล้วนำไปติดตั้งบนเครื่องบินปีกสองชั้น ที่ขับโดยนักบินทดสอบ Franz Zeno Diemer ทำการขึ้นบินเพื่อทำลายสถิติโลก ในเรื่องระยะความสูง โดยสามารถขึ้นไปได้สูงถึง 9,760 เมตร หรือ 32,000 ฟุต เหนือกว่าเครื่องบินทุกแบบในโลกแห่งอากาศยานของยุคนั้น เครื่องยนต์ BMW แถวเรียงหกกระบอกสูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ยังสามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้อ็อกซิเจนที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์บนระดับความสูงดังกล่าว จะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม การบินในวันนั้นของ Diemer คือการเริ่มต้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของเครื่ิองจักรกลชั้นเยี่ยม ที่ต่อมาจะกลายเป็น Brand ที่มีมูลค่าสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก
...
Max Friz Pilot And Young BMW Engineer In 1917
Bayerische Flugzeugwerke (Bavaria Motor-Work)
BMW R32 1923
Max Friz วิศวกรหนุ่มหัวก้าวหน้า ผู้คิดค้นเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ชายผู้นี้เป็นคนที่มีความรอบรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์แบบสูบนอน หรือที่เรียกกันว่าเครื่องยนต์ Boxer กับระบบเพลาขับเคลื่อนเป็นอย่างดี ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นจากการที่ของทั้งสองชิ้น ในระบบกลไกของเครื่องยนต์ ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ภายใต้เรือนร่างของรถจักรยานยนต์คันแรก ที่ผลิตจากบริษัท BMW โดยใช้ชื่อรุ่นของจักรยานยนต์คันนี้ว่า R32 ใช้เครื่องยนต์ M2B33 486c.c. Side-Valve 9 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบเกียร์ 3 สปีด การออกแบบเครื่องยนต์ด้วยการหันกลับทิศทางขนานไปกับตัวรถ เพื่อทำให้กระแสอากาศไหลเข้ามาปะทะกับกระบอกสูบ เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้ดีขึ้น Max Friz ยังทำการติดต้ังเกียร์เข้ากับตัวเพลาขับโดยอาศัยคลัตซ์เป็นตัวเชื่อมเพลาต่อไปยังล้อหลังโดยตรง ข้อดีของระบบขับเคลื่อนดังกล่าว มีความเหนือกว่าระบบส่งกำลังแบบโซ่ที่สกปรกเลอะเทอะ ความนิ่มนวลและต่อเนื่ิองในขณะเปลี่ยนเกียร์ แรงบิดตอบสนองอย่างฉับไวไม่รอรอบ รวมถึงไม่มีเสียงดังรบกวนในขณะขับขี่ ทำให้รถมอเตอร์ไซค์ BMW R32 สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เข้าชมในงานเปิดตัวของมัน ที่แฟรงเฟิรต์มอเตอร์โชว์ประจำปี 1923 ตัวถังทรงประหลาดแบบเฟรมคู่ที่แข็งแกร่งบนราคา 2,200 มาร์ก ที่อาจดูแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินในยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของตัวรถกลับคุ้มค่า โดยเห็นได้จากยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แซงหน้าจักรยานยนต์จากอังกฤษและอิตาลีไปแบบไม่เห็นฝุ่น ต่อมาวิศวกรผู้ช่วย Rudulf Schleicher ทำการดัดแปลงเครื่องยนต์ เพื่อให้มีกำลังมากขึ้นและกลับยิ่งทำให้ตัวรถ BMW R32 ได้รับความนิยมสูงขึ้นไปอีก ทั้งบนถนนปกติและในการแข่งขันจักรยานยนต์ของทวีปยุโรป
BMW R16 1929
หลังจากมอเตอร์ไซค์ BMW R32 ประสบความสำเร็จในยอดจำหน่าย ค่ายใบพัดฟ้าขาวจึงส่งรถเครื่องสองล้อรุ่นใหม่ตามออกมาติดๆ เช่น R37 ในปี 1925-1926, R39 ในปี 1925-1927, R42 ในปี1926-1928 และ R52 ในปี 1928-1929 โดยตัวรถทั้งหมดยังคงมีเทคโนโลยีและใช้อะไหล่เครื่องยนต์บางชิ้นส่วนจากรุ่นแรก ปี ค.ศ.1929 Ernst Henne ช่างเครื่องของ BMW พัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 750c.c. สูบนอนยันแบบ Boxer ติดตั้งระบบอัดอากาศซุปเปอร์ชาร์จ สร้างแรงม้าได้ถึง 33 แรงม้า เพื่อทดลองวิ่งในการทำลายสถิติโลกของรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงสุด 216.75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นสถิติใหม่ของความเร็วบนอานรถมอเตอร์ไซค์ประจำปี 1929 ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของบริษัท BMW ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นี้ได้ถูกวางลงในรถสองล้อรุ่นใหม่ล่าสุดในปี 1929 โดยใช้รหัสรุ่นว่า R16 รถมอเตอร์ไซค์ BMW R16 ได้รับการตอบรับที่ดีไม่ต่างไปจากรุ่นพี่ของมันที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว
...
BMW R2 1931
ช่วงยุค 1930-1935 บริษัท BMW ยังคงเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ เครื่องยนต์ของอากาศยาน และมอเตอร์ไซค์ ที่ยังไม่สามารถครองตลาดผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของทวีปยุโรปได้ แต่ตัวเลขของยอดขายที่สม่ำเสมอทำให้ผู้บริหารพอใจ โดยเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าวนี้ประเทศเยอรมัน กำลังตกอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถดถอยเป็นอย่างมาก แรงส่งสำคัญที่ช่วยให้ค่ายใบพัดยังคงสถานะภาพอยู่ได้ คือรถจักรยานยนต์รุ่น R2 ของปี 1930-1931 มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ขนาดเล็กประหยัดเชื้อเพลิง ใช้เครื่องยนต์ 200c.c. กระบอกสูบเดี่ยวขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเพลาเหมือนเดิม เพื่อขายให้กับผู้คนในยุโรปที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก หลังจากนั้น BMW จึงเริ่มทยอยเปิดตัวรถจักรยานยนต์ในรูปแบบและการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป โดยเริ่มจากรถสองล้อราคาประหยัดอย่าง R2 รถมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งใช้ในการเดินทางไกล และจักรยานยนต์แบบซุปเปอร์สปอร์ตพลังสูงเครื่องยนต์ 500c.c.ขึ้นไป ที่ใช้สำหรับเดินทางไกลหรือเพื่อการแข่งขัน
BMW R5 1936
BMW เริ่มต้นปี1935 ด้วยการพัฒนาระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลิคที่ใช้ติดตั้งบนตะเกียบหน้าของจักรยานยนต์ในค่ายของตนเองและได้สร้างชื่อเสียงให้กับBMWเป็นอย่างมากจนประวัติศาสตร์บนหน้าของรถจักรยานยนต์ต้องจารึกเอาไว้ คศ1936 วิศวกรของBMWทำการคิดค้นไฟหน้าแบบใหม่ล่าสุดที่มีลักษณะคล้ายกล่อง ในขณะเดียวกันฝ่ายพัฒนาเครื่องยนต์ได้ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ด้วยการขยายความจุจาก500c.c.สูบนอนมาเป็นเครื่อง750c.c.ที่ให้พละกำลังและแรงบิดสูงขึ้นมาก ตามมาด้วยการเปิดผ้าคลุมรถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุด R5 ซึ่งได้กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการรถมอเตอร์ไซค์โลก เฟรมขึ้นรูปทรงรี เครื่องยนต์มีปริมาตรความจุถึง500c.c. บล็อคอลูมินัมอัลลอย ให้กำลังสูงสุด24แรงม้า พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนอันลือลั่นที่สามารถปรับตั้งได้ รถจักรยานยนต์BMW R5นับได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมขั้นสุดยอดของเทคโนโลยีในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นการช่วงชิงความเป็นเจ้าแห่งความเร็วบนอานรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้มีโอกาศต้อนรับจักรกลสองล้อตัวแข่งรุ่นล่าสุดของBMW มันใช้เครื่องยนต์สูบนอนติดซุปเปอร์ชาร์จและทำให้ทีมแข่งBMWคว้าชัยชนะอย่างงดงามในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกที่ประเทศอังกฤษ โดยทิ้งคู่แข่งที่มีรถแรงๆอย่างราบคาบ
...
Georg Meier BMW Test Drive And Champion In 1937-1938
Ernst Henne World Records Of Speed In 1937
ความสำเร็จบนกีฬามอเตอร์สปอร์ตของทีมแข่งBMWอยู่เบื้องหลังของนักขับทดสอบผู้บ้าระห่ำGeorg Meierผู้มีสมญานามว่ามนุษย์เหล็ก อาชีพเดิมของMeierคือเจ้าหน้าที่ตำรวจในแคว้นBavaria ชายผู้นี้ได้แสดงความสามารถในการควบคุมจักรกลสองล้อที่ความเร็วสูงและมักลงทดสอบรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆของบริษัทBMWด้วยตัวเองอยู่เสมอ หลังจากพัฒนาฝีมือการขับจนเข้าขั้นสุดยอด Georg Meierเข้าร่วมลงทำการแข่งขันรายการEuropean Championship 1938 ด้วยรถจักรยานยนต์BMWเครื่องยนต์ซุปเปอร์ชาร์จและคว้ำตำแหน่งชนะเลิศ ตามติดมาด้วยการขึ้นรับถ้วยรางวัลSenior Tourist Trophy และเป็นนักแข่งคนแรกที่ไม่ไช่คนอังกฤษขึ้นรับถ้วยรางวัลอันทรงคุณค่าในรายการใหญ่ที่สุดของการแข่งขันรถจักรยานยนต์แห่งทวีปยุโรป ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองErnst Henneสามารถทำลายสถิติโลกอีกครั้งด้วยการควบรถจักรยานยนต์ที่สร้างโดยBMW ที่ความเร็วปลาย279.5กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ้งกลายเป็นสถิติที่ไม่มีผู้ทำลายไปอีกนานถึง14ปีเลยทีเดียว
...
BMW R75 In World-War II 1941-1944
สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นในปีคศ 1939 และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดลงในปีคศ 1945 ได้ชื่อว่าเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่และทำให้เกิดความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก บริษัทBMWในฐานะที่เป็นบริษัทผลิตเครื่องยนต์ของอากาศยาน ยานยนต์และจักรยานยนต์ของชนชาติเยอรมันได้ทำการออกแบบและสร้างเครื่องยนต์ของเครื่องบินรบและรถจักรยานยนต์ที่ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อใช้งานในสงครามครั้งใหญ่นี้ รถจักรยานยนต์จากBMWมีความทนทานแข็งแกร่ง สามารถบุกตลุยไปได้ในทุกที่ รถสองล้อรุ่นR75กลายเป็นเครื่องจักรแห่งสงครามที่นำพาทหารเยอรมันเคลื่อนกำลังรบไปทั่วภูมิภาคของทวีปยุโรป การนำตัวรถมาดัดแปลงโดยทำการติดตั้งรถพ่วงข้างหรือ Side-Car หรือติดตั้งปืนกลเบาอัตโนมัติ ใช้เป็นรถเคลื่อนที่เร็วเพื่อการส่งข่าวสารหรือลำเลียงนายทหารเข้าสู่พื้นที่ของการรบพุ่งรวมถึงนำทหารที่ได้รับบาดเจ็บออกจากสนามรบ BMW R75 ใช้เครื่องยนต์745c.c. Flat-Twin OHV(โอเวอร์เฮตวาว์ล)มีกำลัง26แรงม้าบนน้ำหนักตัว420กิโลกรัมในรถพ่วงข้างแบบSide-Car
BMW Damaged In The Bombing At World-War II
BMW R25 1948
สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี1945ตามมาด้วยการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของกองทัพเยอรมัน หลังจากนั้นในปี1948 บริษัทBMWที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากการทิ้งระเบิดใส่โรงงานประกอบเครื่องยนต์ในเยอรมันของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธ์มิตร เริ่มทำการกอบกู้โรงงานจากซากปรักหักพังซึ่งนับได้ว่าเป็นความยากลำบากอย่างแสนสาหัสของค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว ด้วยความมุ่งมั่นบวกกับความรู้ความเข้าใจในวิศวกรรมการขับเคลื่อนทั้งบนบกและในอากาศ ทำให้BMWสามาถกลับมาพื้นคืนสภาพได้อีกครั้งและเริ่มต้นลงมือผลิตจักรยานยนต์ราคาถูกในรุ่นR25ให้กับผู้คนภายในประเทศไว้ใช้งานซึ่งช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากวิกฤตการทางเศรษฐกิจมาได้อย่างทุลักทุเล รถจักรยานยนต์R25มีขนาดเครื่องยนต์250c.c.กระบอกสูบเดี่ยวกับระบบกันสะเทือนทั้งหน้าและหลังติดตั้งสปริงเอาไว้ภายในกระบอกโช็คได้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคขัดสนหลังสงคราม ต่อมาในปี1950เครื่องยนต์ของรถR25ได้รับการปรับปรุงให้มีอาการสั่นน้อยลง วิ่งได้อย่างราบเรียบและก้าวขึ้นสู่ทำเนียบเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ชั้นแนวหน้าในที่สุด
BMW R50 1955
BMW RS Side-Car Racing 1954
ปลายปี1950กระแสความนิยมชมชอบในรถจักรยานยนต์เริ่มลดน้อยถอยลง ผู้ผลิตหลายรายในทวีปยุโรปต่างพากันหันเหความสนใจไปยังการผลิตรถยนต์ซึ่งเป็นสถานะการณ์ที่BMWต้องเผชิญด้วยเช่นกัน แต่Helmut Wemer Bonsch ซึ่งดำรงตำแหน่งCEOของBMWในขณะนั้นกลับตัดสินใจแบบผ่าทางตัน ด้วยการเร่งส่งออกรถจักรยานยนต์ของBMWไปขายทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดรถจักรยานยนต์ของสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดใหญ่โดยพยายามทำให้ตัวรถมอเตอร์ไซค์ของค่ายBMWกลายเป็นที่นิยมของหน่วยงานราชการ Alfred BoningและFerdi Nand JardinสองวิศวกรจากBMWผู้รอบรู้เกี่ยวกับวงการมอเตอร์ไซค์พร้อมด้วยทีมงานที่ยอดเยี่ยมเริ่มลงมือพัฒนาตัวรถจักรยานยนต์ของBMWด้วยการใช้ปรัชญา ก้าวไปข้างหน้าอย่างสุขุมและใส่ใจในทุกขั้นตอนของรายละเอียด BMW R50คือรถรุ่นใหม่ล่าสุดของปี1954ที่ใช้การเปลี่ยนแปลงระบบรองรับน้ำหนักทั้งหน้าและหลังให้เป็นแบบสวิงอาร์มหรือตะเกียบท้ายที่สามารถขยับตัวขึ้น-ลงได้ ในขณะเดียวกันก็ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์500c.c. 26แรงม้าให้ทำงานด้วยความราบเรียบนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นไปอีกระดับอย่างที่ไม่เคยปรากฎในรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อใดมาก่อน การนำเอาระบบกันสะเทือนที่มีสปริงอยู่ภายในกระบอกโช็คอัพทำให้สมถรรนะของการขับขี่ดีขึ้นมาก ตัวรถมีความนิ่มนวลและยึดเกาะกับผิวถนนได้เหนือกว่ารถมอเตอร์ไซค์คันอื่นๆในยุคเดียวกัน เครื่องยนต์แบบBoxerสูบนอนของBMWเริ่มกลับมาสร้างตำนานแห่งชัยชนะอีกครั้งในปี1954บนสนามแข่งขันทั่วโลก ผลจากการใช้เครื่องยนต์แบบกระบอกสูบนอนยันทำให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าปกติ การทรงตัวในย่านความเร็วสูงจึงเป็นไปอย่างดีเยี่ยมและเหมาะสมอย่างยิ่งในการทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหรือ Side-Car และสามารถพิสูจน์ได้จากจำนวนชัยชนะ19ครั้งจากช่วงเวลา20ปีที่ผ่านมา
BMW R69 1955-1969
BMW R69 เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการพัฒนาให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดรุ่นหนึ่งของBMW สำหรับแผนแบบการผลิตที่นำเอาเครื่องยนต์กำลังสูงมาวางเข้ากับโครงสร้างเฟรมแบบสวิงอาร์มทั้งด้านหนัาและด้านหลัง ซึ่งถือเป็นยุคสุดท้ายของแบบการผลิตในรูปแบบคลาสสิก ตั้งแต่รถR32 คันแรกถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี1923 โครงสร้างเฟรมแบบท่อกลม หน้าแหนบ ถังใต้เฟรม หลังแข็ง คือความลงตัวที่ถูกถ่ายทอดจากมันสมองของMax Priz วิศวกรการบินผู้โด่งดัง BMW R69ใช้เครื่องยนต์594c.c Four-Stroke Two Cylinder Flat Twin OHV(สี่จังหวะ สองกระบอกสูบแบบแฟลตทวิน โอเวอร์เฮตวาว์ล)ให้กำลังสูงสุด42แรงม้าที่7000รอบต่อนาที BMW R69ถูกผลิตภายใต้พื้นฐานของเครื่องยนต์จากโมเดล R68 กระบอกสูบ/ช่วงชักเดิมที่ 72x73 มม. วิศวกรBMWให้ความสำคัญในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้R69 ขับขี่ได้นุ่มนวลกว่ารถรุ่นเก่า จึงจำเป็นต้องปรับลดอัตราส่วนของกำลังอัดลงมาอยู่ที่ 7.5:1 R69 คือจิตวิญญาณของรถรุ่นR68 ที่สมบูรณ์แบบทั้งสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ไร้สิ้นซึ่งการสั่นสะเทือน รวมถึงได้โครงสร้างเฟรมที่แข็งแกร่งมั่นคงน่า ยอดผลิตอันน้อยนิดในจำนวนของรถที่เกิดขึ้นระหว่างปี1955-1960 เพียง2,956คันเท่านั้นทำให้ในปัจจุบันรถR69กลายเป็นจักรยานยนต์คลาสิกที่หาได้ยากและมีราคาสูงลิบลิ่วไปโดยปริยาย.
ติดตามอ่าน"ย้อนรอยประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ BMW" ได้ในตอนต่อไปครับ
arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th