ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ รายงานยอดเจ็บตายบนถนนทั่วประเทศ โดยข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนในรอบ 24 ชั่วโมง วันที่ 21/06/2560 ตั้งแต่เวลา 00.00 - 23.59 น. ผู้ใช้รถใช้ถนน เสียชีวิตทั้งสิ้น 56 ราย บาดเจ็บทั้งสิ้น รวม 2,820 ราย พื้นที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นเขตรับผิดชอบของตำรวจทางหลวง ผู้ขับขี่มีพฤติกรรมเมาแล้วขับ, ขับรถเร็ว, ตัดหน้ากระชั้นชิด ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ 1. รถจักรยานยนต์ 2. รถปิกอัพ 3. รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 4. รถโดยสาร และ 5. รถบรรทุก 

นี่เป็นเพียงพฤติกรรมและยอดเจ็บ-ตาย ในรอบ 24 ชม. "ไทยรัฐ ออนไลน์" ร่วมเปิดปมปัญหา ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรถ นำสู่การเจ็บตาย เปิดสัมภาษณ์พูดคุยกับ 2 นายตำรวจทางหลวง ดูแลรับผิดชอบคนละพื้นที่ ให้ข้อมูลสะท้อนมุมกลับเตือนภัยผู้ใช้รถใช้ถนน ป้องกันบาดเจ็บล้มตาย อุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณในภายภาคหน้า พร้อมให้ข้อมูลขอบเขตรับผิดชอบ ตามข้อกฎหมายที่ตำรวจทางหลวงพึงปฏิบัติ ได้ทราบโดยทั่วกัน

 

...

พ.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือสารวัตรแฉ่ง เปิดเผยว่า ตำรวจทางหลวงทุกแห่ง มีหน้าที่เหมือนกันคือ ดูแลทุกอย่างบนท้องถนน นอกจากความปลอดภัยของประชาชนแล้ว อาชญากรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งร่างกายและจิตใจประชาชน นั่นคือสิ่งที่ตำรวจทางหลวงต้องเฝ้าระวัง รวมไปถึงการลำเลียงสินค้าหนีภาษี ต่างด้าว ขนส่งโดยรถยนต์หรือรถบรรทุก พ.ร.บ.ขนส่ง โทษทางอาญาที่เกิดขึ้น มีอำนาจหน้าที่จับกุมปราบปรามได้หมด

"ปัญหาอุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ต้นเหตุเกิดจาก ประชาชนไม่เคารพกฎจราจร มองเรื่องแหกกฎเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น ฝ่าไฟแดง ขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด และ "เมาแล้วขับ" นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถที่อาจบาดเจ็บล้มตาย ยังส่งผลกระทบไปถึงผู้ขับขี่ร่วมทางคันอื่นๆ สูญเสียชีวิตด้วย หลังการตรวจวัดความเร็ว หรือเป่าแอลกอฮอล์ตัวผู้ขับขี่ สิ่งที่ได้ตามมาส่วนใหญ่คือ "การขัดขืน" เบ่งใส่ ยกหูโทรหาคนเคลียร์ เป็นพฤติกรรมที่ตำรวจต้องเคยเจอ ทั้งที่ความเป็นจริง จนท.ปรารถนาดี ต้องการให้ผู้ใช้รถอยู่ในกฎระเบียบ วินัยจราจร รักษาชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง" 

สารวัตรแฉ่ง เล่าด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทุกนาย ถูกอบรมให้อดทนต่อภาวะกดดันต่างๆ ใจเย็นที่สุด ไม่ตอบโต้ ค่อยๆ พูดชี้แจงข้อกฎหมาย ไม่เปิดศึกปะทะ อดทนต่อความเจ็บใจ ถึงแม้การเข้าตักเตือนเปรียบเทียบปรับจะส่งผลให้ผู้ใช้รถเกลียดตำรวจ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  หากผู้ใช้รถไม่ผิด ตำรวจจะไม่จับ เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นขอฝากทุกๆ ท่าน ขับขี่ใส่ใจไม่ฝ่าฝืนกฎจราจร 

ขณะที่ พ.ต.ต.สมพงษ์ เอกวัฒ สว.ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ตัวอย่างการบาดเจ็บเสียชีวิต บนท้องถนนมีให้เห็นทุกวัน ทั้งหมดเกิดจากความประมาท ฝ่าฝืนกฎ ไม่เคารพวินัยจราจร แต่ถึงกระนั้นก็ตามทีผู้ใช้รถ ยังไม่เข็ดหลาบ ทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดิมขึ้นซ้ำบ่อย เมื่อถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจจับปรับ แทนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโทษว่าตัวเองผิด กลับกลายเป็นมีความรู้สึกเกลียดตำรวจ บ่อยครั้งที่เจอผู้ใช้รถ มีอารมณ์โมโหระบายเข้าใส่ ตำรวจทำได้ดีที่สุดคือ อธิบายข้อกฎหมายให้ผู้ใช้รถทราบอย่างมีเหตุผล หลีกเลี่ยงปะทะ

"บทเรียนจากการผิดวินัยจราจร จนประสบอุบัติเหตุมากมายบนท้องถนน มีให้เห็นทุกวัน และยังคงเกิดซ้ำๆ ถี่ๆ ไม่มีการระมัดระวังใดๆ เห็นได้จากข่าวตามเว็บไซต์ ทีวี หรือหน้า 1 นสพ.ต่างๆ กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่เป็นอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งสิ้น จนท.ตำรวจทางหลวงทุกนายห่วงใยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หากเดือดร้อนมีภัย สามารถเรียกใช้บริการได้ตลอด 24 ชม. เพียงแค่กด 1193 เบอร์เดียวทั่วประเทศ ท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด" 

...

สารวัตรบอย ทิ้งท้ายไว้ว่า การถูกตำหนิ ต่อว่าบ่อยๆ ส่งผลกระทบต่อจิตใจ การทำงานอาจลดน้อยถอยลง แต่ตำรวจถูกสอนมาให้อดทนอดกลั้น เราไม่ตอบโต้ ใช้วาจาสุภาพ ลดความเกลียดชัง เป็นตำรวจทางหลวง นอกจากใช้หลักความยุติธรรมแล้ว ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ เข้าช่วย วางตัวเป็นกลาง นึกถึงประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นหลัก ไม่ทุจริตในหน้าที่ และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากที่สุด