ข่าว
100 year

ทีวีปะทะออนไลน์ เปิดศึกสมรภูมิสื่อ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์9 พ.ค. 2560 05:01 น.
SHARE

นพ.พิชิต ขจัดพาลชน

ท่ามกลางความก้าวล้ำของเทคโนโลยีการสื่อสาร นอกจากคนคนเดียวกัน อาจเป็นได้ทั้งผู้รับและผู้ส่งสาร ยังได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในสังคม 2 อย่าง

อย่างแรก ประชาชนทั่วไป ใครก็ได้ที่มีสมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง นอกจากใช้โทร. ยังใช้ถ่ายรูป อัดคลิปเสียงและภาพได้ หากผู้นั้นเล่น หรือมีสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรมอยู่ในมือด้วย

แม้ผู้นั้นจะไม่ได้เป็น แอดมิน (เจ้าของผู้ดูแลเพจ หรือหน้าในเฟซบุ๊ก) หรือไม่จำเป็นต้องเป็น บล็อกเกอร์ (ผู้เขียนเนื้อหาให้ผู้อื่นอ่านในบล็อก บนระบบออนไลน์ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต)...ขอเพียงผู้นั้นอยู่ในสถานที่ หรือเหตุการณ์สดที่ได้รับความสนใจจากสังคม!!!

คนผู้นั้นย่อมเปลี่ยนสถานภาพจากประชาชนทั่วไป กลายเป็นผู้ผลิต หรือ นักข่าวพลเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสื่อสาร และกำหนดประเด็นข่าวขึ้นมาในทันที แถมยังสามารถรายงานสดแบบเรียลไทม์ โดยไม่ติดขัดเงื่อนเวลา เหมือนสื่อหลัก อย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี

บางคนจึงเรียกบรรดาแอดมิน บล็อกเกอร์ และนักข่าวพลเมืองเหล่านี้ว่า สื่อกระแสรอง

อย่างที่สอง เป็นที่สังเกตว่า สื่อมวลชนซึ่งได้ชื่อว่าเป็น สื่อกระแสหลัก ในสังคมไทย อย่างทีวี หนังสือพิมพ์ และวิทยุ เริ่มมีการหยิบยกเอาเนื้อหาสาระ หรือประเด็นข่าวสารที่ได้จากสื่อรอง มาต่อยอดใช้เป็นข่าวในสื่อหลักของตน ในเชิงการทำข่าวแบบมีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ

การที่บทบาทของ สื่อรอง เริ่มเจิดจรัส ถึงกับบางทีมีคนเข้าไปติดตามชมหรืออ่านจำนวนนับแสนนับล้านราย ภายในเวลาอันสั้นโดยไม่จำเป็นต้องรอการรายงานข่าวจากสื่อหลัก ทำให้เกิดคำถามตามมา

วันนี้ทิศทางของสื่อหลักในสังคมไทย กำลังติดหล่มสื่อรองในสังคมออนไลน์หรือไม่?

โดยเฉพาะสื่อทีวีหรือโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในบ้านเรา และถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกับการรายงานข่าวแบบออนไลน์ มีชะตากรรมหรือทิศทางที่จะต้องปรับตัวเองอย่างไรให้อยู่รอด

ประเด็นนี้ กนกพร ประสิทธิ์ผล ผอ.ศูนย์สื่อใหม่ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้สื่อหลักก็ยังทำหน้าที่ของตนไป เพียงแต่มีสื่อรองหรือนักข่าวพลเมืองเป็นตัวเสริมเข้ามา แต่โดยรวมแล้วผู้รับสาร หรือผู้ชม ยังคงคาดหวังความถูกต้อง น่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับจากสื่อหลักมากกว่าจากสื่อรองอยู่ดี

“ทีวีมีหลายตอน แตกเนื้อหาย่อยออกมาได้เยอะ แต่เรตติ้งของทีวี เป็นอะไรที่คนไทยชอบง่ายและลืมเร็ว ไม่เหมือนพฤติกรรมของคนไทยในโลกออนไลน์ ที่สามารถเสพเนื้อหาได้ในเวลาที่ไม่จำกัด และมีเนื้อหาที่เกาะติดกระแสรายงานสดได้ตลอดเวลา เขาจะรู้ว่าพฤติกรรมคนไทยเป็นอย่างไร และต้องการเสพข้อมูลประเภทไหน สื่อรองจึงเน้นรายงานเนื้อหาที่คนอยากรู้ แบบสดๆหรือเรียลไทม์ มานำเสนอ”

แต่กนกพรบอกว่า ถ้ามีเนื้อหาใดที่นำเสนอไปแล้ว ผู้ชมรู้สึกว่ามันว้าวหรือสุดยอดครั้งที่ 1 พอครั้งที่ 2 หรือ 3 มันจะไม่ว้าวอีกต่อไป ดังนั้น ทั้งสื่อทีวีและสื่อรองอย่างออนไลน์ จึงต้องคิดปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนออยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะทีวี นอกจากต้องตอบให้ได้ว่า ผู้ชม อยากรู้อะไร ยังควรต้องเสริมในประเด็น ควรจะรู้อะไร เข้าไปให้สงครามอีกด้วย จึงจะมีความน่าสนใจ และแตกต่างจากสื่อออนไลน์

“แค่การมีทีวีดิจิตอล จาก 6 ช่อง เพิ่มขึ้นมาเป็น 40 ช่อง นี่ก็ถือว่าวงการทีวีไทยแข่งขันกันมโหฬารแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ เทคโนโลยีที่นำสมัย ทำให้แพลตฟอร์ม หรือฐานที่ใช้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร เริ่มมีมากขึ้น ผู้ให้บริการต่างๆจึงเริ่มไม่ได้แข่งขันกันแค่อุตสาหกรรมเดียวกัน แต่กระโดดเข้ามาทำเนื้อหาเอง แถมบางทียังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ดูดคลิปข่าวจากทีวีไปใช้อีกด้วย เป็นต้น”

“ยกตัวอย่าง เฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ใช่สื่อหลัก แต่เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ จะมีการเปลี่ยนหน้าตา หรือปรับรูปแบบในการนำเสนอใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีการเสริมบริการโน่นนี่เข้าไป สรุปแล้วเดี๋ยวนี้คนทำทีวี ถ้าไม่ขยันอัพเดต มันจะเอ้าต์ หรือตกไปทันที ในเมื่อการลงโทษที่เจ็บปวดที่สุด มาจากภาคประชาชนหรือคนดู เมื่อใดก็ตามที่คนดูไม่ยอมรับ มันก็จบ”

“มีงานวิจัยว่า ผู้ที่มีอายุ 18–34 ปี คือ กลุ่มที่หนีออกไปจากการดูทีวี เหลือแต่คนอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่ยังคงเกาะติดอยู่กับการดูทีวี เดี๋ยวนี้นักเรียน นักศึกษา แทบจะไม่เปิดทีวีดูกันแล้ว จะดูหนัง ฟังเพลง ก็เข้าไปฟังหรือดูกันในยูทูบ ฉะนั้น ถ้าสื่อทีวีไม่ปรับตัว หรืออัพเดตตัวเอง ก็ต้องตาย”

ขณะที่ สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา เหยี่ยวข่าวของสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี มองว่า สื่อทีวีทำได้เท่าเดิม แต่ก็ยังเร็วไม่พอเท่าสื่อภาคพลเมือง ที่แต่ละคนสามารถรายงานข่าวได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ดังนั้น สื่อหลักอย่างทีวี จึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการตอบคำถามใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร แต่ต้องไปเน้นที่ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น ที่สำคัญ เนื้อหาของคุณลึก ฉีก หรือแตกต่างจากคนอื่นด้วยหรือไม่

“นั่นคือ ทีวีต้องไปเน้นข้อมูลเชิงลึกมากกว่าสื่อรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับเราต้องหาบริบท ที่มาที่ไป และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารก่อน จุดบอดหรือข้อด้อยของสื่อรอง อยู่ที่แข่งกันในเรื่องความเร็ว แต่ว่าข้อมูลที่ได้อาจไม่ลึก และไม่ถูกต้องเสมอไป จึงมีบ่อยครั้งที่คนเสพสื่อรอง แล้วเข้าไปด่านาย ก.จนเละ แต่เพิ่งจะมารู้ความจริงทีหลังว่า ที่แท้นาย ข.คือคนผิด เป็นต้น”

“อีกอย่างทุกวันนี้แต่ละเรื่องมันโยงกันไปทั่ว คนทำสื่อหลักจะรู้แค่เรื่องอาชญากรรมหรือการเมืองอย่างเดียวไม่พอแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่ข่าวอาชญากรรมหรือการเมือง มันโยงไปยังเรื่องเศรษฐกิจ เช่น โอนหุ้นอำพรางคดีไปให้คนโน้นคนนี้”

สถาพรบอกว่า สื่อรองอย่างเฟซบุ๊ก ไม่มีเวลาออกอากาศ จึงสามารถรายงานข่าวได้ตลอดเวลา ในขณะที่สื่อทีวียังติดรายการละครอยู่เลย ดังนั้น การทำข่าวยุคนี้ จะปฏิเสธโลกออนไลน์ไม่ได้ แต่ต้องให้โลกออนไลน์หรือสื่อรอง เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของสื่อหลัก แล้วหาข้อมูลเชิงลึกเติมเข้าไป สื่อทีวีจึงจะมีคนดู

“ธรรมชาติของการดูทีวี หรือสื่อหลักทั้งหลาย ก็คือ ต้องเปลี่ยนรูปแบบการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เราต้องอ่านทางให้ได้ว่า เนื้อหาแบบใดที่ทำให้เสียคนดูไป หรือว่าแบบใดที่ทำให้ได้คนดูเพิ่มมา สรุปแล้วการเลือกประเด็นที่มันสอดคล้อง หรือทำงานร่วมเป็นเนื้อเดียวกันกับสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสิ่งสำคัญมากในยุคนี้”

นพ.พิชิต ขจัดพาลชน หรือ “จ่าพิชิต” เจ้าของเพจชื่อดังในโลกออนไลน์ Drama-addict มองว่า ไม่อยากให้สื่อหลักต้องกังวลกับสื่อรองเกินไปนัก เพราะเป้าหมายของสื่อรองส่วนใหญ่เป็นเพียงช่องทางหนึ่งที่ต้องการนำเสนอ หรือชงลูกส่งไปยังสื่อกระแสหลัก

“บางทีสื่อหลัก ลงข่าวเรื่องนั้นเองไม่ได้โดยตรง เช่น ติดว่าผู้ตกเป็นข่าว เป็นสปอนเซอร์ของทีวีช่องนั้น ก็เลี่ยงไปใช้วิธีโยนลูกส่งข้อมูลไปให้เพจทั้งหลายตามสื่อรอง ลงนำร่องไปก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปทำเป็นว่า เอาข่าวมาจากเพจนั้นอีกที อยากบอกว่า สิ่งที่ลงในสื่อรองเป็นเพียงความคิดเห็น หรือบางเรื่องอาจเป็นความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวด้วยซ้ำ เราต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายล้วนมีขีดจำกัดในการเข้าถึง ตรวจสอบ หรือนำเสนอข้อมูล”

ยังมีอีกหลายมุมมองน่าสนใจจาก ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม และผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นอีกหลายท่าน แต่ด้วยเนื้อที่จำกัด ไม่อาจนำเสนอได้ครบ แต่อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า วันนี้ท่ามกลางสงครามสื่อ ทั้งสื่อหลักและสื่อรอง ต่างมองกันอย่างไร.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1สื่อสังคมออนไลน์ทีวีกนกพร ประสิทธิ์ผลพิชิต ขจัดพาลชน

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้