พักนี้มีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาครูเคทหลายรายค่ะ ว่าจะทำอย่างไรดีกับลูกที่มักมีอาการเครียดตอนสอบ บางคนบอกว่าลูกโทรมาร้องไห้ก่อนเข้าห้องสอบเลย บอกว่ากลัวจะทำไม่ได้ เครียดมาก บางคนอยู่หอก็มักจะโทรมาร้องไห้ตอนกลางคืน บอกว่าอ่านหนังสือไม่ทัน อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิในการอ่าน อ่านแล้วจำอะไรไม่ได้ ฯลฯ บางคนลูกโตเรียนจบแล้ว แต่ต้องไปสอบมาตรฐานวิชาชีพต่างๆ สอบเลื่อนตำแหน่งงาน สอบเพื่อเข้าเรียนต่อ ก็มีมาปรึกษาค่ะ แสดงว่าเรื่องการสอบนี้เป็นสาเหตุแห่งความเครียดของคนไทยส่วนใหญ่

ก่อนที่เราจะไปโทษระบบการศึกษาว่าการวัดผลด้วยการสอบทำให้คนไทยเครียด และลองหันมามองกันให้ชัดๆ ก่อนว่าความเครียดนั้นเกิดจากความคาดหวังของคนใกล้ตัวและรักมากที่สุด นั่นคือ พ่อแม่ผู้ปกครองผู้เลี้ยงดูนั่นเองค่ะ จริงอยู่ที่ว่าใครๆ ก็ต้องอยากให้ลูกหลานของตนได้ดี มีอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น แต่การมีอะไรเหนือคนอื่นนั้น มันมักทำให้คนเราเป็นทุกข์มากกว่าจะเป็นสุข

มีผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่มาทำ counseling กับครูเคทด้วยเรื่องเครียดในการทำงาน ในวัยเด็กเธอเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ คว้าเหรียญทองมาแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศจนนับไม่ถ้วน เธอควรจะมีความสุขที่สุด เพราะเธอมีความสามารถที่เหนือคนอื่นๆ แต่พอครูเคทถามเธอว่าขณะที่เธอแตะขอบสระได้เป็นคนแรก เธอรู้สึกอย่างไร เธอกลับตอบว่ารู้สึกโล่ง เธอเล่าว่าตอนเล็กๆ เธอชอบว่ายน้ำกับคุณพ่อคุณแม่มาก คุณพ่อจึงพาไปเรียนว่ายน้ำเป็นเรื่องเป็นราว พอเธอฉายแวว คุณพ่อและโค้ชให้การสนับสนุนและตั้งความหวังกับเธอไว้สูงมาก ระหว่างฝึกซ้อมหรือแม้แต่ตอนแข่งขัน หากเธอทำเวลาได้แย่ลง เธอจะถูกคุณพ่อและโค้ชทั้งดุทั้งปลอบทั้งให้กำลังใจ เธอรู้สึกเป็นทุกข์มากในสภาวะเช่นนั้น ทุกครั้งที่เธอลงสระ เธอจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่ความสุขที่ลงสระว่ายน้ำเหมือนตอนเด็กๆ นั้นหายไป นี่เป็นตัวอย่างของความเครียดของคนไทย ที่ต้องทำสิ่งต่างๆ ให้ดีเพื่อให้คนที่ตนรักมีความสุข (บางคนบอกว่าทำเพื่อตัวเอง แต่หากว่าเป็นการทำเพื่อตัวเองจริงๆ แล้ว ความสุขนั้นต้องอยู่นานในใจ ไม่ใช่สุขฉายขึ้นแวบเดียวแล้วดับไป)

ที่ลูกเครียดตอนสอบเกิดจากการที่ลูกคิดไปเองถึงความคาดหวังของพ่อแม่หรือคนรอบตัว (พ่อแม่ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ได้ตั้งความคาดหวังอะไร แต่ลูกมักคิดไปแล้วว่าพ่อแม่คาดหวัง) กรณีลูกคนเก่งคนดัง ก็มักเห็นพ่อแม่เป็นไอดอล และคนในสังคมทุกคนที่เจอมันก็มักจะพูดว่าหนูต้องเก่งเหมือนหรือเก่งกว่าคุณพ่อคุณแม่ เด็กๆ ก็จะสะสมความกดดันนี้ไว้โดยไม่รู้สึกตัว และกังวลว่าตนจะทำได้ไม่ดีพอ หรือไม่ได้ดั่งใจพ่อแม่ หรือ กลัวพ่อแม่ผิดหวัง

อาการของคนที่เครียดเรื่องสอบ สังเกตได้ง่ายๆ ว่า จะไม่ค่อยอ่านหนังสือ มักบอกว่าขี้เกียจ เดี๋ยวก่อน ยังไม่มีอารมณ์ เหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน ฯลฯ แต่พอไฟลนก้น ก็จะตาลีตาเหลือกอ่านหนังสือ แล้วก็เกิดอาการเครียด จำอะไรไม่ได้ ก็ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลวนไปวนมาอย่างนี้ พ่อแม่เองก็ช่วยเพิ่มความเครียดโดยการเตือนให้อ่านหนังสือ ดุด่าว่ากล่าว หรือมาปลอบใจว่าไม่ต้องกังวล ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น พ่อแม่ไม่ว่าอะไร (มาพูดตอนนี้สายไปแล้วค่ะ เพราะลูกเครียดมานานมากแล้ว)

...


ดังนั้นไม่อยากให้ลูกเครียด พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ลดๆ ความวิตกจริตของตัวเองเกี่ยวกับอนาคตของลูกๆ ให้น้อยลงหน่อย เพราะพลังเครียดของพ่อแม่ลูกมันจะสื่อถึงกัน และวนเวียนอยู่ในครอบครัว อย่าไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเรื่องการดำเนินชีวิตปกติของลูกเลย และหัดหาเรื่องราวอื่นๆ ที่สนุกสนานมาคุยกับลูกบ้าง ไม่ใช่คุยแต่เรื่องเรียน เรื่องงาน ถ้าลูกเครียดและมาบอกพ่อแม่หรือร้องไห้กังวลใจเรื่องการสอบ อย่าเพียงแต่ปลอบลูกว่าไม่ต้องกังวลใจ (เพราะลูกกังวลใจอยู่) ลองถามว่าลูกกลัวอะไรหรือห่วงอะไร ถ้าลูกบอกว่ากลัวสอบไม่ได้หรือได้คะแนนไม่ดี ให้ถามต่อว่าถ้าไม่ดีแล้วลูกจะรู้สึกอย่างไร ลูกก็มักจะตอบว่ารู้สึกแย่ สู้คนอื่นไม่ได้ ลองถามว่าคะแนนบอกอะไรเราหรือ ถ้ามีการสอบหรือไม่มีสอบ ความรู้ที่เรามีมันไม่ได้หายไปไหนหรือลดน้อยลงหรือไม่ และคะแนนที่ไม่ดีจะทำให้พ่อแม่รักลูกและภาคภูมิใจในตัวลูกน้อยลงหรือไม่ ทำให้ลูกเห็นว่าความรู้ ความรัก ความภาคภูมิใจ เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือคะแนนเท่านั้น และคะแนนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาหรือควบคุมไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนออกและตรวจข้อสอบ ฯลฯ จำไว้ว่าลูกคือกระจกสะท้อนพ่อแม่ ถ้าลูกเครียดแสดงว่าพ่อแม่ก็เครียดเช่นกัน (แต่ไม่ยอมรับ 55)

จะช่วยลูกให้หายเครียด พ่อแม่ต้องไม่วิตกกังวลให้ได้เสียก่อนค่ะ และที่สำคัญ หากพ่อแม่แสดงการรับรู้และเข้าใจความวิตกกังวลของลูกนั้น กลับจะทำให้ลูกคลายความกังวลได้อย่างน่ามหัศจรรย์ค่ะ มีเคสที่เด็กร้องไห้ไม่ยอมหยุด พอคุณแม่สอบถามความรู้สึกพบว่าเพราะความกลัว คุณแม่เลยถามว่าลูกกลัวใช่ไหม เท่านั้นเองลูกหยุดร้องไห้เลย (คนเราที่วิตกกังวลเกิดจากการไม่เข้าใจอารมณ์ที่แท้จริงของตนเอง หรืออธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ หากมีใครสักคนที่เข้าใจ เสมือนว่าปัญหาของเขามีคนมาร่วมแบ่งปันความทุกข์นั้นบ้าง จิตอันมหัศจรรย์ของคนเราจะบำบัดตัวเองได้ทันทีค่ะ)

ใครมีปัญหา ญาติพี่น้องติดกลุ่มลัทธิ ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 08-1458-1165 หรือ เข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ