สื่อรวมตัวพบนายกฯ ยื่นหนังสือค้าน พ.ร.บ.ควบคุมสื่อ บิ๊กตู่ปลื้มทรัมป์ (คลิป)

Share :
line-share-logo

30 องค์กรสื่อยกพลบุกทำเนียบฯ ยื่น จม.เปิดผนึกกระตุก “บิ๊กตู่” สั่งเบรก พ.ร.บ.กดหัวสื่อฯ เฉ่งร่าง ก.ม.ฉาวขัด รธน. เป็นปฏิปักษ์ลิดรอนเสรีภาพสื่อฉะ ก.ม.ร้อนขัด รธน.ปฏิปักษ์เสรีภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จดหมายเปิดผนึก 30 องค์กรสื่อ มีเนื้อหาสรุปว่า ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นกฎหมายที่ยังเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการเสรีภาพและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะเนื้อหาเปิดโอกาสให้ครอบงำ แทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และจะยังส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางในอนาคต องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 30 องค์กร จึงมีความเห็นคัดค้าน ขอให้นายกฯใช้อำนาจที่มีอยู่ยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

ลุกลามปิดปาก ปชช.–ขัดแย้งเชิงอำนาจ

จดหมายเปิดผนึกยังระบุด้วยว่า ด้วยเหตุผล 4 ข้อ 1.การนิยามคำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีความหมายกว้างขวางมาก จนเข้าไปกินปริมณฑลของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีการอื่นของประชาชนทั่วไป จะครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อทุกประเภท บุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 34 และ 35 2.ร่างฯของ สปท. ยังคงไว้ซึ่งตัวแทนรัฐในคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ การทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบกลายมาเป็นผู้ตรวจสอบเสียเองก็เกิดกรณีอาจมีความขัดแย้งในเชิงอำนาจและผลประโยชน์อำนาจซ้ำซ้อน ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาล โปร่งใส 3.ร่างของ สปท.ยังไม่ผ่านกระบวนการมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติว่า ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ และ 4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันหลักการกำกับกันเองของสื่อมวลชน ทั้งด้วยความสมัครใจหรือกฎหมายรับรองการมีอยู่ขององค์กรวิชาชีพ

มอบ “วิษณุ–ยธ.–กฤษฎีกา” ตั้งวงคุย

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงกรณี 30 องค์กรวิชาชีพสื่อคัดค้าน พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ได้ให้แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม กฤษฎีกา ในการหารือรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่อง เพราะยังมีขั้นตอนของ สนช.อีก 3 วาระ ไม่อยากให้ทุกคนมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ขัดแย้งกัน ต้องพูดคุยกันรับฟังทั้ง 2 ด้าน หาทางออกให้ได้เพื่อทุกสื่อเป็นสื่อมีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น ด้วยความรับผิดชอบของสมาคมสื่อ ผู้ประกอบการ ผู้รายงานข่าว รีไรเตอร์ บรรณาธิการ ต้องไปหารือจะดูแลกันอย่างไร เชื่อมต่อกับรัฐได้ตรงไหน ถ้าคิดว่าคุมกันเองได้ลองเสนอมา ตนยึดหลักการว่ารัฐบาลไม่ต้องการไปปิดสื่อ หรือก้าวล่วงต่างๆเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนการทำงานของสื่อก็มีหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ขอบคุณทุกคน ให้กำลังใจกัน เรื่องของ พ.ร.บ.สื่อเดี๋ยวผมจะดูแลให้” นอกจากนี้ ก่อนที่จะแถลงข่าว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่ามีจำนวนผู้สื่อข่าวไม่มากนักจึงได้กระเซ้าว่า “สื่อทำไมเหลือน้อย นึกว่าสื่อประท้วงกัน”

“วิษณุ” พร้อมถกร่วมหาทางออก

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงสื่อ ยังไม่มีความเห็นและยังไม่รู้ว่ารัฐบาลมีจุดยืนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นตัวร่างดังกล่าว และไม่ขัดข้องหากตัวแทนสื่อจะขอพูดคุย ที่ผ่านมามีคนถามว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดมาตรา 35ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำหนดให้สื่อมีสิทธิเสรีภาพหรือไม่ ก็ตอบไม่ถูกเพราะ ยังไม่เห็นตัวร่าง พ.ร.บ.รัฐบาลยังไม่ได้รับมา อาจมีการแก้ระหว่างทาง จึงไม่อยากพูดอะไรมาก ยังต้องผ่านวิป 3 ฝ่ายและส่งต่อให้รัฐบาลอีกที เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะไม่เห็นด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไข นายวิษณุตอบว่า เป็นไปได้ และไม่ควรจะเป็นข้อขัดแย้ง อะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญใช้ไม่ได้ การร่างกฎหมายขั้นแรกต้องดูว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าไม่ขัดด่านต่อไปต้องดูความเหมาะสม

ปธ.กมธ.ลั่นต้องคุมสื่อกระทบมั่นคง

อีกด้านเมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้พิจารณารับทราบผลการศึกษาข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน และร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ. ชี้แจงว่า การศึกษาพบว่าสื่อหลัก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่อออนไลน์ สร้างผลกระทบต่อจิตใจประชาชน ถ้าไม่กำกับดูแลอาจเกิดการล่วงละเมิดสิทธิถึงขั้นสูญเสียทรัพย์สิน หากปล่อยไว้จะกระทบความมั่นคงชาติ

“คำนูณ” ซัดหมกเม็ดกฎเหล็กใบรับรอง

จากนั้นสมาชิก สปท.ได้อภิปรายท้วงติงรายงานของ กมธ. หลายประเด็นที่ต้องแก้ไข อาทิ การจะให้นายกฯนั่งเป็นประธานคณะ กมธ. ขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ โดยนายกษิต ภิรมย์ สปท. ระบุว่า นายกฯ ไม่ใช่หนุมาน ที่จะทำหน้าที่ทุกคณะได้ นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท. อภิปรายว่าขอให้ทบทวน แก้ไขการออกใบรับรองหรือใบอนุญาตสื่อมวลชน เมื่อวาน กมธ.ถอยแล้ว 3 ก้าว วันนี้กลับเดินหน้าอีก 5 ก้าว การออกใบรับรองสื่อที่ต้องผ่านการอบรมและเจ้าของกิจการต้องผ่านการอบรมด้วย ต้องเดือดร้อนไปถึงนางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด สปท. ต้องไปอบรมด้วยจะดีหรือไม่ ขอยกตัวอย่างเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องตรวจสอบความโปร่งใสการทำงานต้องแสดงที่มาที่ไปบัญชีทรัพย์สิน แต่ไม่ถึงขั้นต้องเปิดเผยความคิด ทำไมสื่อจะต้องถูกบังคับให้เปิดเผยความคิด ทั้งที่สื่อส่วนใหญ่เป็นเอกชนใช้เงินทุนตัวเอง มีสิทธิเสรีภาพจะเปิดเผยหรือไม่ก็ได้ หลังการอภิปรายเสร็จสิ้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 154 ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 5 เสียง รวบรวมนำไปศึกษาต่อไป

“คณิต” โต้ตัดแล้วไม่ต้องผ่านการอบรม

ที่รัฐสภา พล.อ.อ.คณิตกล่าวตอบโต้กรณีนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สปท. ตั้งข้อสังเกตกมธ.ยอมแก้ไขการขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาเป็นการออกใบรับรองวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ยังต้องผ่านขั้นตอนการอบรมก่อนได้รับใบรับรองว่า ยืนยันว่าการได้ใบรับรองประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ทั้งตัวสื่อมวลชนและเจ้าของสื่อไม่จำเป็นต้องผ่านหลักสูตรการอบรมใดๆทั้งสิ้น ต้นสังกัดมีอำนาจออกใบรับรองให้สื่อได้เลย สิ่งที่นายคำนูณตั้งข้อสังเกตเป็นการยึดโยงเนื้อหาตามร่างฉบับเดิมของ พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ยังคงให้ขึ้นทะเบียนสื่อมวลชนอยู่ จึงมีหลักเกณฑ์เรื่องที่สื่อต้องผ่านการอบรมหลักสูตรอยู่ แต่เมื่อมีการแก้ไขตัดเรื่องการขึ้นทะเบียนสื่อมวลชนทิ้งไปแล้ว สื่อก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการอบรมใดๆ อีกแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดสามารถออกใบรับรองให้ได้ทันที คงเป็นความเข้าใจผิดของนายคำนูณมากกว่า

ขีดเส้น 30 วันแก้ไข ก.ม.ติดหนวด

พล.อ.อ.คณิตกล่าวอีกว่า กมธ.จะนำข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติงของสมาชิก สปท.ไปปรับปรุงแก้ไขร่างตามข้อสังเกตของ สปท.ให้เสร็จสิ้นภายใน 30วัน เริ่มสัปดาห์หน้า ให้เจ้าหน้าที่ถอดเทปคำอภิปรายของ 20 สปท. มาปรับปรุง ส่วนข้อเสนอของ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท.ให้ยิงเป้าสื่อที่เสนอข่าวสร้างความเสียหาย คงไม่นำไปประกอบในรายงาน เพราะพูดด้วยอารมณ์ อาจสร้างความขัดแย้งแตกแยก แต่ได้ขอโทษต่อที่ประชุมไปแล้ว ประเด็นหลักที่ กมธ.ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข ได้แก่ การเปลี่ยนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นใบรับรองฯที่ต้นสังกัดออกให้ คำนิยามผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ต้องเขียนให้ชัดเจนขึ้น แยกประเภทเป็นสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ หรือสื่อที่เผยแพร่ข้อมูลผ่านกลุ่มแฟนเพจ ไม่เหมารวม ส่วนที่เสนอให้เขียนบทเฉพาะกาลกำหนดวาระของ 2 ตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติให้นั่งอยู่ในตำแหน่งได้ 5 ปี จากนั้นจะตัดโควตาไม่ให้ร่วมเป็นสภาวิชาชีพสื่อฯตลอดไป แต่การควบคุมสื่อยังไม่สามารถตอบได้ว่า จะแก้ไขตามนั้นหรือไม่ เพราะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ยังไม่ใช่เป็นมติของ กมธ.สื่อสารมวลชนต้องหารืออีกครั้ง ตอนพิจารณาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก่อน

“พิสิษฐ์” สวนคนข่าวต้องรู้จักปรับตัว

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท.กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้วิชาชีพสื่อมวลชนมีมาตรฐานกลางในการปฏิบัติวิชาชีพสื่อมวลชน โดยให้องค์กรสื่อหรือเจ้าของสื่อออกใบรับรองแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่วิชาชีพสื่อมวลชน จากนั้นองค์กรสื่อจะต้องนำไปรายงานต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อให้มีทะเบียนควบคุม แก้ปัญหากรณีที่เคยมีองค์กรหรือบุคคลที่ไม่ยอมรับผลการตัดสิน และลาออกจากการเป็นสมาคมวิชาชีพสื่อ ทั้งนี้องค์กรสื่อจะต้องปรับตัว ส่วนการตรวจสอบจริยธรรมตามกรอบวิชาชีพ ซึ่งกรณีที่พบว่ามีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามกรอบจริยธรรมจะให้ตรวจสอบกันภายในองค์กรก่อน หากผลการสอบยังไม่เป็นที่พอใจ ผู้ได้รับ ผลกระทบสามารถนำเข้าสู่การตรวจสอบของสภาวิชาชีพสื่อมวลแห่งชาติต่อไป

“นิพิฏฐ์” ยุใช้โมเดล “คึกฤทธิ์” สู้เผด็จการ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ยิงเป้าสื่อ” ใจความว่า “ฟังการอภิปรายของสมาชิก สปท.อภิปรายดุเดือดถึงขนาดจะจับสื่อไปยิงเป้า ชกอยู่ฝ่ายเดียวสนุกเขาแล้ว การใช้สภาถล่มสื่อฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรม ถึงเวลาทดสอบความเข้มแข็งขององค์กรสื่อว่าพอจะปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองหรือไม่ จึงนึกถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกฯ ต่อสู้กับอำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใช้หนังสือพิมพ์สยามรัฐเป็นอาวุธพาดหัวข่าวแปลกๆ เช่น ข้าราชการทุกคนที่ลาบวช ต้องโกนหัวไม่มีทางช่วย พระอาทิตย์ที่หัวหินขึ้นผิดทางกับศรีราชา หรือนกกระจอกยกพวกตีกัน สันนิษฐานสาเหตุว่าเรื่องผัวเมีย ปรากฏรัฐบาลไม่มีอะไรจะเซ็นเซอร์ข่าว จนจอมพล ป. ถูกยึดอำนาจ หากสื่อไม่สู้ ก็ยอมให้เขาจับไปยิงเป้าทีละคนๆจนหมดก็ไม่ว่ากัน”

นายนิพิฏฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า คนที่บอกจะ ยิงเป้าสื่อคงหวังเอาใจให้นายกฯและหัวหน้า คสช.ถูกใจ เป็นคำพูดโน้มเอียงลักษณะเผด็จการใช้ความรุนแรง ทำกลางสภาฯคนได้ยินทั้งประเทศ ทำให้คนซึมซับความคิดเผด็จการ เวลาบ้านเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยจะเดินยาก แต่ถ้าวันนี้ไม่ร่วมกันต่อสู้ จะถูกเล่นงานฝ่ายเดียว เขาคิดว่าสื่อวันนี้ไม่เข้มแข็ง

“สาธิต” ซัด “บิ๊กเยิ้ม” ตกยุครัฐนิยม

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปท.ฉุนเฉียวขู่จับสื่อไปยิงเป้าว่า ทหารที่ดี เสียสละเพื่อบ้านเมืองมีเยอะ แต่ความคิดแนวของ พล.ท.ธวัชชัย เป็นปัญหา วิธีคิดบอกถึงอุปนิสัยว่าถ้าใครคิดต่างจะรำคาญ มองเป็นศัตรูถึงขั้นจะฆ่ากันตายได้ แนวคิดเช่นนี้เป็นได้เพียงกำลังคนที่ไปรบในภาคสนามเท่านั้น แต่ไม่เหมาะจะเป็นผู้นำเพื่อคิดในเชิงนโยบายบริหารบ้านเมือง ส่วนการที่อ้างตัวเป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับใครสังคมก็รู้ดีนั้น เป็นหลักคิดที่ตกยุค สร้างปัญหาให้ประเทศ คือเป็นรัฐนิยมเพื่อนพ้องน้องพี่พรรคพวกเดียวกันทำอะไรถูกหมด แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลและตรรกะข้อมูลการแก้ไขปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ต้องพิจารณาว่า ควรจะใช้คนแบบนี้ไปอยู่ในหน้าที่ตรงไหน ถ้าจะให้ดีต้องให้ไปรบที่ภาคใต้หรือให้ไปรบที่สงครามเกาหลีเหนือ

องค์กรผู้บริโภคไม่สังฆกรรม สปท.

วันเดียวกัน องค์กรผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายได้ออกแถลงการณ์ว่า จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมใดกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หาก สปท.ยังยืนยันเนื้อหาที่ลิดรอนสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน แม้ยอมถอนการทำบัตรสื่อมวลชนและบทลงโทษแล้ว แต่ยังคงยืนยันตำแหน่งปลัดกระทรวงอยู่ถึง 2 ที่นั่ง และยังคงโทษปรับแสดงเจตนาชัดว่าไม่ได้จริงใจที่จะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพหรือคุ้มครองสื่อ ตรงกันข้ามยังเจตนาคุกคามสื่อ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อคือ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จึงขอคัดค้าน ขอเรียกร้องให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเร็วที่สุด และยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

“วิทยา” ไขก๊อก สปท.คืนรังซบ ปชป.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ร.อ.ทินพันธุ์แจ้งที่ประชุมทราบถึงการลาออกของนายณัฏฐ์ ชพานนท์ ที่ยื่นหนังสือลาออกจาก สปท.ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เนื่องจากปัญหาสุขภาพและนายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท.ได้ยื่นใบลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. จึงมีสมาชิกเหลือ สปท. 193 คน

ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิก สปท.กล่าวว่า ได้ลาออกเพื่อขอกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองตามเดิม เป็นไปตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้สมาชิกแม่น้ำ 4 สาย ที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ หลังจากนี้จะรอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ จะกลับไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังจากสมาชิกภาพขาดไป เมื่อตอนไปบวชที่วัดธารน้ำไหล ปี 2557

ติวผู้ว่าฯภาคกลาง-ตอ.ทบทวนปรองดอง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองทัพภาค 1 พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ มทภ.1 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาคที่ 1 (ผอ.รมน. ภาค 1) เป็นประธานการประชุมย่อยรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่จังหวัด ครั้งที่ 1 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเขตภาคกลาง ภาคตะวันออกร่วมประชุมเพื่อสรุปความคิดเห็น โดย พล.ท.อภิรัชต์ กล่าวว่า เป็นการนำข้อคิดเห็นต่างๆมาทบทวนเพื่อได้ข้อสรุปนำไปสู่การปรองดองและการเลือกตั้ง ทั้งนี้เมื่อทำเสร็จสิ้นทุกกระบวนการ คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธาน จะจัดทำร่างสัญญาประชาคม จัดทำเวทีสาธาร ณะอีกครั้ง จนได้แนวทางการอยู่ร่วมกันได้ เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ขอให้บ้านเมืองเดินไปได้ นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเชื่อว่านักการเมือง สื่อมวลชนทุกคนรักชาติอยากให้ประเทศเดินหน้าได้ มีเศรษฐกิจดีก็ต้องถอยกันบ้าง แล้วเริ่มต้นกันใหม่

“บิ๊กตู่” ชี้ไร้ทุจริต-ไม่ใช้เรือดำน้ำห่วย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.กล่าวถึงโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า กองทัพเรือชี้แจงแล้ว ไม่มีประเทศใด เอาเรื่องการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มาตีแผ่มากขนาดนี้ เราควรจะรู้เขามากกว่าเขารู้เรา ถือว่าเปิดเผยข้อมูลมากเกินไป ยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มีการอธิบายอย่างชัดเจน แต่การอนุมัติเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติของการประชุม ครม. มีเอกสารหลักฐานถูกต้องตาม พ.ร.บ.งบประมาณ หลายคนสงสัยว่าจะทุจริต หรือไม่ ยืนยันว่าเราไม่ได้ต้องการให้เป็นอย่างนั้น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะมีข้อสังเกตจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อไม่มีปัญหาก็จัดซื้อได้ ยืนยันว่ามีการตรวจสอบทุกกระบวนการเหมือนการจัดซื้อจัดจ้างของทุกกระทรวง เพียงแต่เรือดำน้ำเปิดเผยคุณสมบัติมากไม่ได้ เราจ้องจะมองแต่เรื่องทุจริตและกล่าวหาว่าเป็นทหารซื้อของห่วยคงไม่ได้ เพราะไม่มีใครต้องการเอาชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชาไปเสี่ยงเดิมพันกับเรื่องเหล่านี้ ซื้อเรือดำน้ำหากไม่ปลอดภัย แล้วชีวิตคนในเรือดำน้ำจะทำอย่างไร ทหารเรือต้องการ เพราะต้องเพิ่มศักยภาพของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ไม่ได้เอาเงินในส่วนที่จะดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยไปซื้อเพราะรัฐบาลได้ทุ่มดูแลอย่างเต็มที่แล้ว

“บิ๊กป้อม” ปวดหูลา ครม.ครึ่งทาง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุม ครม.ว่า ในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.พูดถึงกรณีกองทัพเรือแถลงชี้แจงการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า ความจริงเรื่องความมั่นคง ถือเป็นเรื่องลับที่ทุกประเทศทำเหมือนกันหมดคือ ไม่มีมาชี้แจงเปิดเยอะขนาดนี้ แต่เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ประชาชนอยากรู้ สื่ออยากถาม ก็ไม่ตำหนิกองทัพเรือ ถ้าเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 2 พ.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้เข้ามาร่วมประชุม ครม.ตามปกติ เมื่อการประชุมผ่านไปครึ่งหนึ่งของวาระการพิจารณาและนายกฯได้สั่งเบรกพักการประชุม ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตรได้แจ้งนายกฯขอลาการประชุม ครม.ในส่วนที่เหลือเพื่อไปพบแพทย์ เนื่องจากมีอาการ เจ็บหู โดย พล.อ.ประวิตรเดินทางออกจากทำเนียบฯทันที ไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ผบ.สส.ให้เป็นบทเรียนจัดซื้ออาวุธ

พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงการชี้แจงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ (ทร.) ว่า ได้ติดตามการแถลงข่าวถือว่า พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำพร้อมคณะ ให้ข้อมูลละเอียดชัดเจนมาก หากรับฟังต่อเนื่องจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมกองทัพเรือต้องการมีเรือดำน้ำในช่วง 7-8 ปีข้างหน้า ทำไมจึงเลือกใช้อุปกรณ์ จากจีน ไม่เคยเห็นกองทัพประเทศใดทำแบบนี้อยู่ต่างประเทศมาหลาย 10 ปี การชี้แจงแบบนี้ไม่เคยมี แต่เพื่อความโปร่งใส ให้เกิดการยอมรับเป็นเรื่องที่ดี ในอนาคต อะไรเป็นเรื่องสำคัญสามารถชี้แจงในระดับที่เหมาะสม ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่กองทัพต้องนำไปศึกษาว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ใช้งบประมาณสูง กระบวนการทำให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและยอมรับเป็นเรื่องสำคัญ

ภตช.อวยสุดลิ่มเหตุผล ทร.ฟังขึ้น

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ.นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ (ภตช.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. สนับสนุนการจัดซื้อเรือดำน้ำของ ทร. โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า คำชี้แจงของ ทร.ฟังขึ้น ภตช.สนับสนุนเพราะอนาคตอาจมีสงครามโลกครั้งที่ 3 จัดซื้อครั้งนี้ช้าไปเสียด้วยซ้ำ ต้องใช้เวลาต่อเรือถึง 6 ปี ขอเสนอให้รัฐบาลประสานประเทศมหาอำนาจ ขอเช่าเรือดำน้ำมาประจำการอย่างน้อย 3 ลำ ที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องนั้น รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้วและมากกว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้าอีก อยากให้รัฐบาลเร่งรัดคดีทุจริต เพื่อยึดทรัพย์นำเงินมาซื้ออาวุธผลักดันให้กองทัพไทยติด 1 ใน 10 กองทัพโลก 10 ปีที่ผ่านมา งบฯจัดซื้อ อาวุธของกองทัพมีเพียง 38,000 ล้านบาท

“ศรีสุวรรณ” คาใจ ทร.แจงไม่เคลียร์

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า สมาคมฯออกแถลงการณ์ เรื่อง ถามกองทัพเรือ (ทร.)โครงการจัดหาเรือดำน้ำว่า “จัดหาอย่างโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมตรวจสอบได้อย่างไร” เพราะการชี้แจงเรื่องเรือดำน้ำของ ทร.มีแต่ข้อดี ไม่พูดผลเสียที่ควรแจ้งให้เจ้าของภาษีรู้ เพราะยังมีข้อสงสัยที่ไม่สามารถตอบสังคมได้ อาทิ ที่รัฐบาลระบุก่อนหน้านี้ว่าเป็นการซื้อสองแถมหนึ่งเป็นการโกหกหรือไม่ เพราะในการชี้แจงเป็นการจัดซื้อตามแผนยุทธศาสตร์ ทร. ที่ต้องการมีเรือดำน้ำ 3 ลำมาตั้งแต่ต้น เหตุใดจึงโฆษณาชวนเชื่อว่าซื้อ 2 แถม 1 กระทบฐานะการเงินการคลังระยะยาวหรือไม่ สถานะการคลังไทยขยายตัวสูงถึงขนาดสามารถจัดสรรงบผูกพันให้ ทร.จัดหาเรือดำน้ำมาประจำการได้เลยหรือ ที่รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ระบุการซื้อเรือดำน้ำจะผ่อนชำระ 11 ปี แต่กลับแถลงว่าจะแบ่งชำระเป็น 17 งวดใน 7 ปีในเรือลำแรก ตกลงสังคมไทยจะเชื่อใครดี

จี้ใช้ ม.44 ตั้ง กก.อิสระสอบผลาญงบฯ

“ที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามใด จึงจำเป็นต้องมีกองเรือดำน้ำไว้ประจำการหรือไม่ และเหตุใดถึงไม่เปิดเผยข้อมูลการแข่งขันราคา รายละเอียดข้อเสนอเรือดำน้ำต่างๆ ของแต่ละประเทศ และคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมด 22 คน เป็นใครบ้าง ทำไมไม่เปิดเผยรายชื่อให้สาธารณชนรู้ จะได้เป็นข้อมูลให้ประชาชนยื่นองค์กรตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส การบอกว่าจัดหาอย่างโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมตรวจสอบได้นั้น ใครๆก็พูดได้ ถ้าจะให้โปร่งใสจริง ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 มีคำสั่งตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ขึ้นมาคณะหนึ่ง ไม่ใช่คนของกองทัพมาตรวจสอบโครงการฯและการหาเรือดำน้ำทั้งหมดว่าเป็นไปตามกฎหมายโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

นายกฯรีบแก้ปากท้อง-ตีปี๊บผลงาน 3 ปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศว่า ได้เร่งรัดในที่ประชุม ครม.ให้ดูแลภาคเกษตร อาชีพอิสระ ผู้มีรายได้น้อย แต่ติดปัญหาเรื่องกฎหมาย หลายอย่างทำมาแล้วยังไม่มีประสิทธิภาพ ต้องรื้อเรื่องการทุจริตและประสิทธิภาพข้าราชการหลายเรื่องต้องแก้ไขจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด ขอให้ประชาชนอดทนอย่ามองว่ารัฐบาลไม่แก้ไขอะไร ปัญหาคือความเข้าใจ การบิดเบือนต่างๆในใจมีแต่เรื่องคนจน เพราะรู้ว่าคนจนเป็นอย่างไร ส่วนการทำงานของรัฐบาลใกล้ครบ 3 ปี ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานสรุปผลงานความคืบหน้าต่างๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการใช้จ่ายงบฯ รวมถึงการวางพื้นฐานอนาคตต่างๆที่ยังทำไม่เสร็จ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลหน้าจะตัดสินใจอย่างไร เปลี่ยน แปลงได้ ด้านกระบวนการยุติธรรม ขอร้องว่าอย่ามองแต่สิ่งเล็กๆ จนเกิดความรู้สึกว่า ไว้ใจไม่ได้ บางคดีเป็นเรื่องของคนเพียงกลุ่มเดียว ถ้าผิดต้องถูกดำเนินคดี วันนี้การเมืองกำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ขอร้องว่าอย่าให้เป็นประเด็นการเมืองทุกเรื่อง จะทำงานกันไม่ได้ ถ้าทำงานไม่ได้ 3 ปีที่ผ่านมาเท่ากับล้มเหลว กลายเป็นว่าทำไม่ดีสักเรื่อง ขอให้ติดตามดูกันต่อไป ฟังกันบ้าง

ยกหูคุย “ทรัมป์” ย้ำไม่เอานิวเคลียร์

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาโทรศัพท์สายตรงมาพูดคุยเมื่อคืนวันที่ 30 เม.ย. ว่าเป็นเกียรติที่นายทรัมป์โทร.มา ตนได้แสดงความยินดี ให้กำลังใจและชื่นชมความสำเร็จในการบริหารประเทศ 100 วันแรก ยืนยันว่าไทยพร้อมร่วมมือทุกด้าน และขอให้ช่วยดูแลด้านการค้าการลงทุน โดยนายทรัมป์ชมพัฒนาการหลายด้านของไทยภายใต้การบริหารงานของตน รับปากจะยกระดับการค้าให้สูงกว่าเดิม จะส่งผู้แทนทางการค้ามาหารือกับรัฐบาลไทย พร้อมตอบรับจะมาเยือนไทยในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งนายทรัมป์ได้เชิญตนไปหารือที่สหรัฐฯ ส่วนความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลีท่านเข้าใจคนไทยดี เพราะมีเพื่อนเป็นคนไทยและพร้อมจะช่วยเหลือ ขณะที่กรณีวิกฤติเกาหลีเหนือ อาเซียนเห็นร่วมกันว่า ต้องให้ประเทศมหาอำนาจหารือหาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสม ไม่เห็นชอบในการใช้ความรุนแรงหรืออาวุธนิวเคลียร์ หากเกิดความรุนแรงขึ้นจะกระทบทุกประเทศในโลก สหรัฐฯเองก็คุยกับจีนในระดับผู้นำไปแล้ว

อ่านเพิ่มเติม...