ฝอยค่าครองชีพไทยต่ำกว่าอาเซียน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) อีก 3.70% หรือ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ในเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ว่า กรมได้ศึกษาผลกระทบการปรับขึ้นค่าเอฟทีที่มีต่อต้นทุนการผลิตสินค้าแล้ว พบว่า จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น 0.0002-0.266% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะมาขอปรับขึ้นราคาสินค้า หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา หากผู้ประกอบการรายใดจะปรับขึ้นราคาสินค้า กรมจะเชิญมาหารือเป็นรายกรณี

“ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าเอฟที เป็นสัดส่วนน้อยมากไม่ถึง 1% จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะขอปรับขึ้นราคาสินค้า นอกจากนั้น ตั้งแต่ปี 58 ภาครัฐปรับลดค่าเอฟทีลง 39 สตางค์ต่อหน่วยตามราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ขณะนี้ค่าแก๊สเพิ่มขึ้น จึงต้องปรับขึ้นค่าเอฟทีอีก 12.52% ซึ่งการปรับขึ้นครั้งนี้ ยังไม่เท่ากับค่าเอฟทีที่เคยขึ้นไปสูงสุดก่อนหน้านี้ หากผู้ประกอบการรายใดต้องการขึ้นราคาสินค้า จะเรียกมาคุยกันว่าเพราะเหตุใด”

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นค่าเอฟทีครั้งนี้ ได้แก่ กระดาษพิมพ์เขียน ที่ได้รับผลกระทบ 0.266% หรือต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้นเพียง 1 บาทต่อรีมเท่านั้น รองลงมาคือ ปูนซีเมนต์พอตแลนด์ 0.25% หรือต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อถุง ซึ่งสินค้าทั้ง 2 รายการ กรมติดตามดูแลสถานการณ์ราคาทุกเดือนอยู่แล้ว หากผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคา ต้องแจ้งให้กรมทราบก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า แต่หากมีเข้ามา จะไม่ให้ปรับขึ้น เพราะต้นทุนผลิตยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่นำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลง แต่หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น อาจส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้าได้ ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

...

นางนันทวัลย์กล่าวต่อว่า กรมยังได้ศึกษาเปรียบเทียบราคาสินค้าไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน พบว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยส่วนใหญ่ทรงตัว และราคาต่ำกว่าอาเซียน โดยเนื้อไก่และไข่ไก่ของไทยราคาต่ำสุด ส่วนราคาน้ำตาลทราย ไทยต่ำสุดรองจากบรูไน น้ำมันปาล์ม มาเลเซียและอินโดนีเซียต่ำกว่าไทย เพราะ 2 ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกและรัฐบาลสนับสนุน ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ขณะที่ยาสีฟัน ไทยหลอดละ 50 บาท ต่ำกว่าอาเซียน ที่หลอดละ 60-80 บาท เป็นต้น.