แนวคิดแบนสารเคมีกำจัดวัชพืช “พาราควอต” ในปี 2562 ที่ตัวแทนกรมวิชาการเกษตรตกปากรับคำต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง อันมีกระทรวงสาธารณสุขและเอ็นจีโอเป็นโต้โผใหญ่...ในมุมมองคนทั่วไปถือเป็นเรื่องดี ถูกต้องชอบธรรม

เพราะที่ผ่านมา แค่มีคำว่า “สารเคมี” อยู่ตรงไหน เราจะมองในด้านลบมาตลอด ด้วยอคติมโนศาสตร์ปั่นสมอง โดยเฉพาะพาราควอต มีการให้ข้อมูลเป็นสารอันตรายสูง ทำให้คนตายได้...เพราะมีการนำไปดื่มฆ่าตัวตาย

ทั้งที่เป็นสารผลิตออกมาเพื่อใช้กำจัดวัชพืช...ไม่ได้ตั้งใจผลิตให้คนซื้อไปใช้ปลิดชีพตัวเอง

แต่ในมุมมองของคนต้องใช้ ต้องพึ่งพาสารตัวนี้ อย่างเกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน...มองต่างออกไป

พาราควอต คือ สารเคมีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ถูกกว่าจ้างคนมาถากถอนหญ้าที่มีค่าแรงแพง และดีกว่าใช้รถจักรกลมาไถกลบ เพราะวัชพืชมักจะงอกขึ้นมากมายในฤดูฝน แปลงเกษตรดินนุ่ม เครื่องจักรกลใช้การไม่ได้เพราะติดหล่ม...เป็นความจำเป็นที่คนในวงการแพทย์และเอ็นจีโอ ไม่ได้ลงมือทำเกษตร ไม่เข้าใจ

ข้อดีอีกอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้กัน...กลไกการทำลายวัชพืช

เป็นสารที่กำจัดพืชทำลายเฉพาะสิ่งที่เป็นสีเขียว หรือ คลอโรฟิลล์ ที่อยู่ในใบพืช แต่ถ้าโคนต้นไม้ รากไม้ ที่เป็นสีอย่างอื่น ไม่มีคลอโรฟิลล์ พาราควอตจะไม่ทำลาย...ข้อดีนี้มีประโยชน์ตรงไหน

ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณมีสวนผลไม้ สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา มีวัชพืชงอกขึ้นมาในสวน คุณเอาพาราควอตไปฉีดกำจัดหญ้าได้ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้ไม้ผลของคุณเสียหาย เพราะโคนต้นไม้เป็นสีน้ำตาล

และอีกอย่างรู้กันดีฤดูฝนวัชพืชขึ้นง่าย พาราควอตเหมาะกับพื้นที่มีฝนตกชุก อย่างภาคใต้ ภาคตะวันออก ขอให้มีระยะปลอดฝนแค่ 1 ชั่วโมง สามารถฉีดพ่นได้แล้ว...ไม่เหมือนสารฆ่าหญ้าตัวอื่นต้องมีระยะปลอดฝนครึ่งวันกว่าจะออกฤทธิ์ ฝนเกิดเทลงมา สารเสื่อมประสิทธิภาพ ต้องเสียเงินซื้อและจ้างคนมาฉีดพ่นใหม่

...

คราวนี้คนไม่เคยทำเกษตรพอจะเข้าใจไหม ทำไมเกษตรกรถึงอยากให้ฟังความให้รอบด้านหน่อย ไม่ใช่ฟังความจากคนไม่รู้เรื่องเกษตร แล้วพล่ามมโนไปเรื่อย.

สะ-เล-เต