ฮอตสปอร์ตประจำวันนี้ทีมงานกราวกีฬาไทยรัฐมีโอกาสได้สัมภาษณ์ “บิ๊กอ๊อด” สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ชนิดตัวต่อตัว และนับเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสเช่นนี้นับตั้งแต่อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก้าวเข้ามารับหน้าที่หัวเรือใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยตั้งแต่เมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว

วันนี้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กำลังทำอะไร และเป้าหมายเป็นอย่างไร จะได้ทราบจากปากของนายกสมาคมฯ

“บิ๊กอ๊อด” เดินไปหยิบเอกสาร “ยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬาฟุตบอล” แล้ววางมันลงบนโต๊ะเพื่อกางให้ผมดูทันที พร้อมกับอธิบายถึงแผนงานดังกล่าวให้ได้ฟังอยู่ซักพักใหญ่ ซึ่งสรุปคร่าวๆได้ดังนี้

สมาคมฟุตบอลฯแบ่งสิ่งที่ต้องการจะเพิ่มศักยภาพออกเป็น 6 หมวด 1.พัฒนาอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวก 2.ทำแผนพัฒนากีฬาฟุตบอลแห่งชาติระยะยาว 20 ปี 3.พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4.พัฒนานักฟุตบอล 5.นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาฟุตบอล 6.สร้างความมั่นคงด้านการเงินของสมาคมฯ

นายกสมาคมฯกล่าวว่า ผมเข้ามานั่งทำงานเป็นเวลา 1 ปีเศษแล้ว ได้ทำสิ่งต่างๆตามยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ไปมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาคารสำนักงานของสมาคมฯที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (เราก็มีแล้ว) ในเรื่องการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ ขณะนี้กำลังดำเนินการในเรื่องของการขอที่ดินจากผู้สนับสนุนอยู่

“เรื่องทำศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติรู้ดีว่าเป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยผมก็เป็นผู้ริเริ่มที่จะทำมันอย่างเป็นจริงเป็นจัง และตอนนี้เราก็มีศูนย์ฝึกระดับเยาวชนเป็นของตัวเองแล้วด้วย โดยความร่วมมือจาก ม.กรุงเทพธนบุรี”

จากนั้นนายกสมาคมฯพูดถึงเรื่องการพัฒนานักเตะทีมชาติ เราจึงได้โอกาสเข้าประเด็น ก่อนหน้านี้สมาคมฯว่าจ้าง “บ.เอคโคโน เมธอด ซอกเกอร์ เซอร์วิส” จากบาร์เซโลนา สเปน เข้ามาดูแลทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14-21 ปี “แล้วทำไมต้องเป็น เอคโคโน”

...

โค้ชเกือบทุกคนบอกว่านักเตะเรามีความสามารถที่ดี แต่มีรูปร่างเล็ก ซึ่งทำให้ผมและทีมงานเห็นว่า “สเปน” น่าจะเป็นคำตอบของเรา และเราน่าจะเล่นในสไตล์เดียวกับสเปนได้ นั่นเป็นที่มาของการเลือก “เอคโคโน”

จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากให้ทีมชาติไทยเล่นสไตล์เดียวกับสเปนหรอก อยากให้เรามีแบบฉบับของตัวเอง เป็น “ไทยแลนด์ สไตล์” ก็เลยให้นโยบายไปว่าเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยคอนเซปต์ “Thailand’s Way” (ไทยแลนด์ เวย์) เพียงแต่ตอนนี้เรายังต้องเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่าไปก่อน ต่อไปหากเราพัฒนา ก็จะสามารถยืนบนลำแข้งตัวเองได้โดยไม่ต้องไปพึ่งใคร

แล้วเป้าหมายล่ะ เป้าหมายสูงสุดของ “สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” คืออะไร?

เขาตอบเสียงดังว่า ทีมชาติไทยจะไปฟุตบอลโลก 2026

“อีก 9 ปีข้างหน้าเราต้องไปฟุตบอลโลกให้ได้ แม้ว่าตัวผมเองจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้แล้วก็ตาม”

ในปี 2026 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า มีการเพิ่มทีมในฟุตบอลโลกเป็น 48 ทีม และแน่นอนว่าโควตาของทวีปเอเชียก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ผมอยู่ตรงนี้ผมไม่อยากหลอกตัวเองและไม่อยากหลอกแฟนบอลว่าเราจะไปบอลโลกได้ทั้งๆที่โควตาเอเชียมีอยู่แค่ 4 ทีม แต่ผมกำลังจะบอกว่าในปี 2026 โควตาของทวีปเอเชียจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ทีม ซึ่งมันมีความเป็นไปได้ มันทำให้ประตูของเราเปิดกว้างมากขึ้น

“ถ้าบอกว่าเราต้องการจะเป็น 1 ใน 4 ของเอเชียนั้น คงต้องบอกว่ายาก (มาก) แต่ถ้าบอกว่าเราต้องการจะเป็น 1 ใน 8 ของเอเชียนั้น มันมองเห็นถึงความเป็นไปได้มากกว่า”

สุดท้ายไม่ถามถึงเรื่องนี้ก็คงจะไม่ได้...ประเด็นของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ขอยุติการทำหน้าที่ของ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย และเรื่องตัวแทนสโมสรสมาชิกไทยลีก 3 และไทยลีก 4 ยื่นหนังสือขอบรรจุวาระการอภิปรายข้อร้องเรียนกรณีผู้บริหารสมาคมฯ กระทำผิดข้อบังคับหลายข้อ ในการประชุมใหญ่สมาคมฯ ในวันที่ 28 เม.ย.นี้

เรื่องซิโก้ลาออก ผมเองยังไม่เคยได้ยินจากหูตัวเองด้วยซ้ำ ที่รู้ก็รู้เพราะว่าอ่านข่าวตามเว็บไซต์ต่างๆซึ่งตามระบบของเรา เมื่อทำงานแล้วก็ต้องมานั่งพูดคุยประเมินถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ แต่นี่มารู้อีกทีก็ตอนที่เขาประกาศลาออกแล้ว ซึ่งผมก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขา ส่วนเรื่องข้อร้องเรียนของสมาชิกนั้น การให้บรรจุเป็นวาระการประชุมคงจะไม่มี แต่ในที่ประชุมก็อนุญาตให้ทุกคนได้พูดเรื่องที่เป็นปัญหาต่างๆอยู่แล้ว ถ้ามีผู้ที่ยื่นกระทู้ ทางสมาคมฯก็ต้องตอบคำถามให้ได้

ท้ายสุดอยากจะบอกอะไรกับสังคมบ้าง?

ผมอยากบอกว่าที่ผ่านมาฟุตบอลไทยพัฒนาไปไหนไม่ได้เพราะ “ระบบอุปถัมภ์มันดึงเราเอาไว้” ผมตั้งใจจะขจัดระบบเหล่านี้ให้หมดสิ้น ฟุตบอลไทยจะได้ก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศที่เขาพัฒนาทางด้านฟุตบอลได้ และขอยืนยันว่าสมาคมฯยุคของผม ทุกคนมีบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ทุกคนช่วยกันทำงานเพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่

ไม่มีใครเป็น “เสือกระดาษ” แน่นอน

และนี่คือบทสัมภาษณ์สุดท้ายในวันนี้ ต้องติดตามกันต่อไปว่า สมาคมฟุตบอลยุค “แฟร์” จะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะการวางรากฐานเพื่อพา “ช้างศึก” ไปลุยฟุตบอลโลก 2026...แต่ก็นั่นแหละมันอาจจะนานเกินไปสักหน่อย ต้องรอพิสูจน์ผลลัพธ์กันถึง 9 ปีเลยหรือนี่

อย่ากระนั้นเลย...กราวกีฬาไทยรัฐขอเอาผลงาน “เอเชียนคัพ 2019” เป็นเครื่องชี้วัดอันดับแรกก็แล้วกัน!!!