กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปนานพอสมควร นานพอที่จะสัมผัสได้ว่า เรื่องราวของสื่อและการสื่อสารในปัจจุบันเมื่อเทียบกับ 1 ปีที่แล้ว มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อที่หันมาพึ่งพาข่าวสารจากโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ Social Media มากขึ้น

ทุกวันนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เสพข่าวสารที่ถูกแชร์ หรือส่งต่อกันมาทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก ทั้งในระบบเปิด ได้แก่ Facebook, Twitter หรือ Instagram และระบบปิด ได้แก่ Line, Wechat เป็นต้น เมื่อไม่แน่ใจว่าข่าวนั้นจริงหรือไม่ อย่างไร หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม จึงค่อยมาหาข้อมูลต่อในสื่อกระแสหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ข่าว ทีวี และหนังสือพิมพ์
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้ผู้ที่บริโภคสื่อกระแสหลักแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ลดน้อยถอยลงไปมาก ขณะที่สื่อทีวีก็มีแนวโน้มว่าจะมีคนดูน้อยลงเพราะสามารถเข้าไปดูย้อนหลังออนไลน์ได้ หรือแม้แต่เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ก็ไม่ได้มีคนเข้ามาดูมากตามอัตราการเติบโตของคนที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีมากขึ้นตลอดเวลา

แต่อัตราการเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย Social Media ของคนไทย กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อกระแสหลักต่างๆ ต้องพยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านเครือข่ายเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การออกอากาศสดของสถานีโทรทัศน์ผ่าน Facebook Live หรือ YouTube หรือการยอมให้ Line นำเนื้อหาข่าวของแต่ละเว็บไซต์ข่าวไปนำเสนอในส่วนของ Line Today ทั้งๆ ที่โอกาสจะได้ยอดจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นกลับมีไม่มากนัก

เมื่อยอดจำนวนผู้อ่านในหนังสือพิมพ์ลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อยอดรายได้จากการลงโฆษณา และเมื่อจำนวนคนดูโทรทัศน์ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ท่ามกลางจำนวนช่องที่มากขึ้น รายได้จากค่าโฆษณาในโทรทัศน์จึงไม่เพิ่มขึ้น แถมมีแนวโน้มจะลดลงอีกด้วย เชื่อกันว่าภายในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ เราจะเห็นสถานีโทรทัศน์หลายแห่งปิดตัวลงเพราะแบกรับภาวะการขาดทุนไม่ไหว

...

ส่วนเม็ดเงินโฆษณาที่หายไปนั้น แน่นอนว่า ไปเพิ่มอยู่ในยอดอัตราการเติบโตของงบโฆษณาในสื่อออนไลน์ แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ กว่าครึ่งของงบโฆษณาออนไลน์ถูกใช้ไปใน Social Media ที่มีบริษัทข้ามชาติเป็นเจ้าของ เหลือจากนั้น จึงมาลงโฆษณาในสื่อออนไลน์สัญชาติไทย ทั้งในส่วนของเว็บท่า เว็บชุมชน และเว็บไซต์ข่าว

ความย้อนแย้งที่จะเกิดขึ้น ในสถานการณ์ที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นเช่นนี้ก็คือ เกิดข่าวลือ หรือข่าวลวงในโลก Social Media มากขึ้น โดยผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ และให้คำตอบแก่ผู้บริโภคสื่อว่า ความจริงคืออะไร ก็คือ สื่อกระแสหลัก หรือ สื่อมืออาชีพ นั่นเอง

แต่ในทางกลับกันคือ ในสถานการณ์ปกติ ผู้บริโภคจะไม่บริโภคข่าวสารผ่านสื่อกระแสหลัก ทำให้รายได้ของสื่อกระแสหลักน้อยลง จึงต้องแข่งขันกันผลิตเนื้อหาข่าวที่สร้างกระแสให้เกิดการ “พูดถึง” ใน Social Media เพื่อเรียกจำนวนผู้ชมให้มากๆ ขณะที่การให้ความสำคัญกับข่าวสารที่มีความสำคัญต่อการกำหนดชะตากรรมของประเทศ โดยเฉพาะข่าวการเมืองและข่าวเศรษฐกิจ จะถูกนำเสนอน้อยลง เพราะไม่มีผู้อ่านมากเหมือนข่าวบันเทิง หรือข่าว “ดราม่า” ต่างๆ

ไม่ต้องเดาเลยว่า การรายงานข่าวเชิงสืบสวน หรือข่าวการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชันที่มีความซับซ้อน จะมีให้เห็นน้อยลงเรื่อยๆ บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนในฐานะหมาเฝ้าบ้าน หรือยามระวังภัยให้กับสังคม ก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ กลายเป็นเพียงแต่เครื่องมือในการตรวจสอบข่าวลือ ข่าวลวง ที่เกิดขึ้นใน Social Media หรือรายงานความเคลื่อนไหวของดารา นักแสดงหรือผู้มีชื่อเสียงในสังคม รวมทั้งบรรดาเน็ตไอดอลทั้งหลาย

เมื่อเนื้อหาในสื่อกระแสหลักเต็มไปด้วยข่าวบันเทิง ข่าวดราม่า และข่าวที่ถูกจุดประเด็นจาก Social Media ความสำคัญของสื่อมืออาชีพก็จะน้อยลง และค่อยๆ หายไปในที่สุด

สังคมไทยก็จะกลายเป็น “สังคมอุดมดราม่า” อย่างเต็มรูปแบบ เพราะคงไม่มีเจ้าของธุรกิจสื่อที่ไหนยอมลงทุนผลิตเนื้อหาข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ไม่มีคนอ่าน เพราะไม่มีรายได้ตามมา

ผลกระทบที่ตามมาคือ ข่าวสารที่ถูกแชร์ หรือส่งต่อใน Social Media ก็จะมีแต่ข่าว “ดราม่า” ใครที่เคยคาดหวังว่าจะได้อ่านข่าวอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างเคย คงจะไม่มีอ่านอีกต่อไป

ลองจินตนาการกันดูว่า เมื่อถึงวันนั้น บ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างไร Social Media จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปอีกมากน้อยแค่ไหน คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดากันได้ ภายใต้ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong