บริการซื้อขายสินค้าในไทยต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการประกอบกิจการแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ให้บริการบนโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาของทั่วโลก เพราะไม่มีการกำกับดูแล ดังนั้นเชื่อว่าทั่วโลก กำลังหาแนวทางในการกำกับดูแลเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้นำมาใช้ในเร็วๆนี้ แต่ กสทช.ก็ต้องกำหนดแนวทางกำกับดูแลที่ดี ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและมิให้เกิดปัญหาในอนาคต
ขณะเดียวกัน กสทช.จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้ บริการโทรคมนาคมด้วย ว่ามีความเห็นอย่างไร โดยจะเปิดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ราว 50 บริษัท ซึ่งจะได้กำหนดประชุมร่วมกันในวันที่ 12-13 ก.ย.2560 นี้ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม

“กสทช.คงต้องฟังความเห็นจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมว่า มีความเห็นอย่างไร ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ 50 บริษัท ในวันที่ 12-13 ก.ย.60 นี้ แต่ในมุมมองของผม เมื่อธุรกิจแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เปิดบริการขายสินค้าในไทย ก็ควรเสียภาษีในประเทศ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกครั้ง เมื่อมีการซื้อขายสินค้าในไทยผ่านบัตรเครดิต ซึ่งผมไม่สนใจว่าบริษัทนั้นจะจดทะเบียนอยู่ที่ไหน หรือจะมีผลประกอบการขาดทุน แต่เมื่อให้บริการซื้อขายในไทยแล้ว ก็ควรต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศ เหมือนกับการซื้อขายสินค้าอื่นๆ ซึ่งวิธีนี้น่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการจัดระเบียบค้าขายออนไลน์ด้วย”

...

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในธุรกิจแอพพลิเคชั่นนั้น ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและเหมาะสมด้วย ว่าเมื่อมีการจัดเก็บแล้ว ผู้ค้าจะผลักภาระให้ผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งต้องมีการศึกษากันอย่างละเอียดและรอบคอบ แต่หากไม่จัดเก็บ ธุรกิจแอพพลิเคชั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ก็ต้องนำเงินออกนอกประเทศ ดังนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันหาแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจแอพพลิเคชั่น เพื่อความเหมาะสมต่อไป.