ข่าว
100 year

ทนาย ชี้คดีชาวบ้านอ้างไม่รู้ ก.ม.ไม่ได้ เตือน ปชช.อย่าทำผิด

ไทยรัฐออนไลน์3 เม.ย. 2560 06:56 น.
SHARE

อุปนายกฯ สภาทนายความ ชี้ การแก้ ก.ม.อาญาที่เพิ่มโทษปรับในคดีชาวบ้านให้สูงขึ้นเป็นสิบเท่า จะทำให้ประชาชนคิดให้รอบคอบ ไม่อยากทำผิดกฎหมาย เพราะแม้เป็นคดีลหุโทษ แต่มีอัตราปรับเงินสูง และหากไม่มีเงินจะโดนกักขังหรืออายัดทรัพย์ได้

จากกระแส กรณีมีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาว่า ประมวลกฎหมายอาญาได้มีการแก้ไขมาตรการบังคับคดีอาญาและการกำหนดโทษปรับทางอาญา ที่เพิ่มโทษปรับในคดีชาวบ้านๆ ให้สูงขึ้นเป็นสิบเท่า คือ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ที่มีสาระสำคัญ คือ แก้ไขมาตรา 99 โดยกำหนดให้การยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องเพื่อใช้ค่าปรับ หรือการกักขังแทนค่าปรับ ต้องกระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขมาตรา 29 ที่กำหนดให้สามารถอายัดสิทธิเรียกร้องเพื่อใช้ค่าปรับ นอกเหนือไปจากการยึดทรัพย์ด้วยและปรับอัตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญาในหลายๆ มาตราที่ไม่เคยแก้ไขเลย ให้เพิ่มขึ้น 10 เท่า ยกตัวอย่างเช่น จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ให้เป็น ปรับไม่เกิน 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ให้เป็น ปรับไม่เกิน 40,000 บาท จะเป็นการสร้างภาระให้จำเลยเพราะต้องหาเงินจำนวนมากมาจ่ายค่าปรับ และหากไม่มีเงินก็ต้องนอนคุกยาวนานขึ้นกว่าเดิมหรือไม่นั้น

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2560 เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผน สภาทนายความ และประธานฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา กล่าวว่า การบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ดังกล่าว หมายความว่า เมื่อกฎหมายอาญามีการแก้ไขอัตราโทษใหม่ และศาลมีคำพิพากษาให้มีโทษปรับแก่จำเลยแล้ว ในการยึดทรัพย์สิน หรือการอายัดทรัพย์สิน สิทธิเรียกร้องเพื่อใช้ค่าปรับตามคำพิพากษา หรือการกักขังแทนค่าปรับตามคำพิพากษานั้น ถ้าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมิได้กระทำภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีการฟังคำพิพากษาถึงที่สิ้นสุด ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐก็จะจะยึดทรัพย์สิน อายัด สิทธิเรียกร้องในทรัพย์สิน กักขังแทนค่าปรับไม่ได้

ทั้งนี้ตาม ม.29 ยังบัญญัติสอดคล้องกันอีกว่า “ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้” อุปนายกฯ เผยต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมี ม.30 วางหลักกฎหมายว่า ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถือ ”อัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวัน” และไม่ว่าในกรณีความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง ห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปี เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้

"ดังนั้นเมื่อพิจารณาจาก ม 29-30 แล้ว ในกรณีจำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษปรับและจำเลยไม่มีค่าปรับ ต้องถูกกักขังและการถูกกักขังนั้น ก็ให้คิดหักค่าปรับได้วันละ 200 บาท ดังนั้นการเพิ่มโทษปรับ ย่อมมีผลกระทบผู้ที่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการถูกกักขังยาวนานขึ้นแน่นอน" ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าว

อุปนายกฯ กล่าวอีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การกักขังแทนค่าปรับระยะเวลานานสุด (กรณีปรับถึง 8 หมื่นบาท) ก็ให้ขังไม่เกิน 2 ปี ตนเห็นว่า การเพิ่มโทษตามกฎหมายอาญาที่แก้ไขใหม่ครั้งนี้ ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มระยะเวลากักขังแทนค่าปรับ แต่มีเจตนารมณ์เพื่อปรับอัตราโทษ ปรับให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากกว่า นอกจากนี้ โทษปรับลหุโทษซึ่งได้แก้ไขไปก่อนหน้านี้ ได้ปรับอัตราโทษของลหุโทษ จากจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 พันบาท เป็นจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทแล้ว เพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว การแก้ครั้งนี้คงใช้หลักการเดียวกันครับ เมื่อโทษหนักขึ้น ปชช.จึงไม่ควรทำผิดกฎหมาย ก่อนทำผิดกฎหมายจึงต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน เพราะหากไม่มีเงินเสียค่าปรับ ก็จะโดนกักขัง หรือถูกยึดอายัดทรัพย์ได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่รู้เรื่องว่าทำอะไรเป็นการผิดกฎหมาย และไม่รู้ว่ามีอัตราโทษปรับสูงจนจ่ายไม่ไหว ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า ประชาชนจะอ้างไม่รู้กฎหมายเพื่อไม่ต้องรับโทษไม่ได้ แต่อาจเป็นเหตุบรรเทาโทษหรือลดโทษได้เท่านั้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโทษปรับในความผิดอาญาที่ขยายอัตราโทษปรับหนักเป็นสิบเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นคดีลหุโทษ หรือโทษในความผิดเล็กๆ น้อยๆ ริมทางข้างถนน ที่มักกระทำผิดกันรายวัน ซึ่งมีโทษจำคุกเล็กน้อยๆ ที่กฎหมายใหม่นั้นไม่เพิ่มโทษจำคุกแต่จะเพิ่มโทษปรับ และโทษปรับนั้น ที่น่าตกใจคือเดิมเคยปรับ 500 บาท ก็กลายเป็นไม่เกิน 5,000 บาท หรือเดิมปรับ 1,000 บาท ก็กลายเป็นไม่เกิน 10,000 บาท

ทั้งนี้ แล้วแต่ฐานความผิดและพฤติกรรมความร้ายแรงแห่งคดี ส่วนมากเป็นคดีชาวบ้าน ก็ได้แก่ ม.372 ผู้ใดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในที่สาธารณะ ม.374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตราย ช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย ม.376 ผู้ใดยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หรืออย่างคดีเลี้ยงหมาร็อตไวเลอร์แล้วกัดชาวบ้าน คือ ม.377 ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุร้าย ปล่อยปละให้สัตว์ไปทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ คดีเมาสุราอาละวาด เช่น ม.378 ผู้ใดเสพสุราจนประพฤติตนวุ่นวาย ที่มักพ่วงเหตุวิวาทตามมา ก็จะโดน ม.379 ผู้ใดชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้

นอกจากนี้ ยังมี ม.380 ผู้ใดทำให้เกิดปฏิกูลในบ่อ สระน้ำ ม.382 ผู้ใดใช้งานสัตว์จนเกินสมควร ม.383 ผู้ใดเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่เรียกให้ช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย หรือความผิดพวกแกล้งโทรหลอกตำรวจว่ามีวางระเบิดคือ ม.384 ผู้ใดบอกเล่าความเท็จให้เรื่องลือ ม.387 ผู้ใดแขวนวางสิ่งใดตกหรือพังลงมาจนอันตราย ม.388 ผู้ใดเปลือยกายในที่สาธารณะ.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายอาญาโทษปรับคดีลหุโทษสมบัติ วงศ์กำแหงสภาทนายความ

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้