ข่าว
100 year

ถึงไทยสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ไม่เคยคิดยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแข่ง

ป๋อง กพล1 เม.ย. 2560 05:01 น.
SHARE

กราบสวัสดีทุกท่านก่อนเลยนะครับ ก่อนที่เราจะไปว่ากันถึงเรื่องราวของสิ่งที่เราจะพูดถึงกันในครั้งนี้ แบบฉบับและสไตล์ของกระผม กับเรื่องราวข่าวสารทั้งบอลไทยและเทศ ที่เราจะหมุนเวียนมาเจอกันเดือนละ 2 ครั้ง แบบเสาร์เว้นเสาร์บนไทยรัฐออนไลน์ของเราเท่านั้น ไม่มีไปที่ไหน เพราะหัวใจผมรักที่นี่จริงๆ 555 เอาเป็นว่าทุกคนอย่าเบื่อผมนะครับ เพราะถ้าทุกคนเบื่อ ผมจะแกล้งงอนให้ดูเลยทีเดียว 5555

มาว่ากันเรื่องของเราดีกว่า เพราะช่วงนี้คงไม่มีอะไรร้อนแรงไปกว่าเรื่องราวของ “ฟุตบอลทีมชาติไทย” ของเราแน่นอน จากผลงานล่าสุดในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งผลงานทั้ง 2 นัดที่ผ่านมา เราไร้แต้มติดมือ แถมยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว แถมโดนยิงไปตั้ง 7 ลูก ชนิดที่ว่า เป็นมวยก็เมาหมัด หาทางกลับมุมตัวเองไม่เจอกันเลยทีเดียว ซึ่งจากผลการแข่งขันที่ออกมาแบบนี้ มันก็สะท้อนให้เห็นได้ว่า ทีมชาติไทยของเรายังคงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะสามารถต่อกรกับทีมชั้นนำของเอเชียให้ได้ต่อไปในอนาคต

ซึ่งดูจากทรงบอลในนัดที่ผ่านมา กับการบุกไปเยือนญี่ปุ่นถึงถิ่น แม้ว่าเราจะแพ้แบบหมดรูปและยับเยิน แต่อย่างน้อยเราก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เรายังสามารถหาช่องทางโจมตีทีมอย่างญี่ปุ่นได้อยู่บ้าง มีจังหวะสับไกยิง มีจังหวะโต้กลับสวยๆ และยังมีโอกาสได้ประตูตีไข่แตก แต่เสียดายที่ “เจ้ามุ้ย” ดันยิงไปติดเซฟซะอย่างนั้น ไม่งั้นแล้วล่ะก็เจ้ามุ้ยจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักฟุตบอลไทยอีกคน ที่สามารถบุกไปยิงญี่ปุ่นได้ถึงถิ่น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นักฟุตบอลไทยคนสุดท้ายที่ยิงทีมชาติญี่ปุ่นได้อย่าง “ลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย” เคยทำไว้ได้เมื่อปี 2008 หรือย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมานั่นเอง นึกแล้วก็เสียดายนะครับ แต่อย่างว่าลูกบอลลูกกลมๆ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ซลาตัน ยังพลาดได้เลย นับภาษาอะไรกับมุ้ยของเรา จริงมั้ยครับ

อย่างที่บอกครับ ว่าเกมนี้มันช่างแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของทีมช้างศึกไทยของเราเหลือเกิน เรียกได้ว่าแตกต่างจากเกมที่พ่ายซาอุดีอาระเบียคาบ้านอย่างชัดเจน ซึ่งเกมนั้นผมบอกตรงๆ ก็ไม่ได้ชมการแข่งขันหรอกนะครับ แต่ได้ฟังจากปากน้องๆ ที่ได้ไปชมเกมถึงขอบสนาม ได้แต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อย่าให้ได้พูดเลย!” พอได้ยินแบบนั้น ผมก็ไม่อยากถามอะไรต่อเลยจริงๆ เพราะเข้าใจอารมณ์เลยว่า รูปเกมมันเป็นอย่างไร

แต่พอมาถึงนัดนี้ ผมก็บอกตามตรงเลยว่า หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เฮ้ย!!! มันดีขึ้นผิดหูผิดตา โดยเฉพาะการที่เอาเจ้า “ตั้ม ธนบูรณ์” มายืนแดนกลางคู่กับเจ้า “ไมค์ วัฒนา” ซึ่งถือว่าเจ้าไมค์ทำผลงานได้ดีจริงๆ ซึ่งมันทำให้ผมต้องไปหาเทปดูย้อนหลังนัดนี้แทบจะทันที และก็บอกได้เลยว่าของเค้าดีจริงๆ นิ่งมาก และแต่ละจังหวะ ถือว่าทำได้ดี และยิ่งมาจับคู่กับเจ้าตั้ม ก็บอกได้เลยว่า เล่นเนียนตามาก จนผมรู้สึกได้เลยว่า คู่นี้ล่ะครับ เหมาะสมกันมาก ยามที่ช้างศึกของเราขาดเจ้าตังในแดนกลาง ส่วนคนอื่นๆ ในทีม ก็บอกได้เลยว่า เล่นแบบไม่มีอะไรจะเสียจริงๆ เพราะอย่างที่ทราบๆ กันล่ะครับว่า การไปเยือนญี่ปุ่น ไม่ใช่งานง่ายอยู่แล้ว เพราะเค้าคือทีมระดับขาประจำฟุตบอลโลกไปแล้ว การเล่นแบบไม่มีอะไรจะเสีย และใส่เต็มแบบเกินร้อย มันก็แสดงให้เราเห็นได้ว่า ทีมชาติไทยของเราก็ยังมีความตั้งใจที่อยากจะชนะเหมือนกัน

แต่เป็นเพราะว่า การที่เราเข้ามาเจอทีมระดับแถวหน้าแบบนี้ สุดท้ายเราก็ประมาณตัวเองได้อยู่แล้วว่า ต่อให้เราพยายามมากแค่ไหน ท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ เราสู้ไม่ได้ แต่นัดนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า “ถึงแม้เราจะสู้ไม่ได้ แต่เราก็ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ เราก็พยายามอย่างเต็มที่ ดีกว่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแข่ง” ซึ่งผมบอกเลยว่า ผลงานนัดนี้ทีมชาติไทยของเราสอบผ่านครับ อาจจะได้คะแนนเต็มสิบ แต่ก็ถือว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะผลงานกับการเจอทีมอย่างญี่ปุ่น

เอาเป็นว่า ผมอยากจะให้ทุกคนส่งกำลังแรงใจช่วยกันเชียร์ทีมชาติไทยต่อไปนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากเห็นอะไรใหม่ๆ ในทีมชาติ อยากเห็นโค้ชคนใหม่ อยากเห็นผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ผมแค่อยากจะบอกว่า ไม่ช้าไม่นาน เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่ทว่าตอนนี้อยากให้มองความจริงกันก่อนครับว่า ตอนนี้เราเพิ่งจะก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดของเอเชีย อาจจะต้องใช้เวลากันสักหน่อย ก้าวแรกนั้นสำคัญเสมอครับ ตอนนี้เราเพิ่งก้าวข้ามผ่านมันมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทุกก้าวที่เราเดินนั้น เราต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นเล็กน้อย อย่าเพิ่งรีบร้อน หรือเอาแต่ใจ ส่งแรงใจเชียร์กันต่อไปครับ อย่าอยู่เคียงกันแค่ในวันที่เรามีความสุข เวลาเรามีความทุกข์ เราก็ควรอยู่ด้วยกัน และให้กำลังใจซึ่งกันและกันด้วยนะครับ ผมขอให้กำลังใจทีมชาติไทยของเราทุกคนนะครับ เราจะสู้ไปด้วยกัน Thailand never give up สวัสดีครับ

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ลิเวอร์พูล VS เอฟเวอร์ตัน

เมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้แมตช์ครั้งที่ 228 ระหว่างคู่รักคู่แค้นร่วมเมือง ซึ่งบอกเลยว่า สนุกและหวดกันไฟแลบแน่นอน นัดนี้หงส์แดงได้รับข่าวร้าย ไม่มี ลาลาน่า ที่เจ็บจากเกมทีมชาติมา ส่วนเอฟเวอร์ตันหนักกว่า เมื่อเค้าต้องขาดแบ็กขวาตัวเก่ง เชมัส โคลแมน ที่ขาหัก  นัดนี้ผมบอกได้คำเดียวว่า ระดับ 100 ตีนถีบแน่นอน แถมจะเป็นการดวลกันระหว่าง มาเน่ และ ลูกากู ที่ถือว่าฟอร์มร้อนแรงด้วยกันทั้งคู่ นัดนี้ถือว่าใครพลาดมีสิทธิ์ม้วนเสื่อกลับบ้านกันได้เลยทีเดียว แต่ด้วยภาษีที่ดีกว่าของหงส์แดงเวลาที่เจอทอฟฟี่ ไม่ว่าตอนไหนครั้งไหนก็ตามแต่ มักข่มตลอด แถมย้อนกลับไป 4 ปีที่ผ่านมา ทอฟฟี่ไม่เคยเอาชนะลิเวอร์พูลในลีกได้เลย ผมก็เลยเชื่อมั่นว่า นัดนี้หงส์แดงน่าจะเอาชนะได้ แต่อาจจะหืดจับขึ้นคอสักนิดนึง เพราะทอฟฟี่ก็คงไม่มาเป็นหมูให้เชือดได้ง่ายๆ แน่นอน ฟันธงไปเลย หงส์เฉือน 2-1 คว้า 3 แต้มเข้าวิน

อาร์เซนอล VS แมนฯ ซิตี้

บอกเลยว่าแพ้แน่ๆ สำหรับปืนใหญ่ของผม ขนาดไปเยือนเวสต์บรอมฯ ยังเอาตัวไม่รอด แล้วการมาเจอเรือใบในยุคหลังพิงฝาแบบนี้ ก็บอกได้เลยว่า รอดยาก ยิ่งได้เห็นฟอร์มที่เรือใบหวดกับหงส์แดงแบบไฟแลบ ยิ่งต้องบอกเลยว่า ทำใจยอมแพ้เลยครับ เพราะฉะนั้นจะไม่พูดอะไรมาก บอกได้เลยว่า นัดนี้ปืนใหญ่พังคาบ้านต่อเรือใบแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนดังนั่งเขียนป๋อง กพลฟุตบอลทีมชาติไทยฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกทีมชาติญี่ปุ่น

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้