- การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 หรือ COP27 ปีนี้เปิดฉากขึ้นที่เมืองรีสอร์ตชาร์มเอล ชีค ของอียิปต์ ระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2565 มีผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เพื่อหารือความร่วมมือ และกำหนดทิศทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
- ยูเอ็นออกรายงานฉบับหนึ่งเมื่อเดือนต.ค.ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปลายทศวรรษเพื่อป้องกันผลกระทบร้ายแรงของภาวะโลกร้อน
- ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากภาวะโลกร้อน ส่วนใหญ่เป็นประเทศฐานะยากจน อย่างปากีสถานเจอน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อช่วงเมษายนที่ผ่านมา พื้นที่กว่า 1 ใน 3 จมอยู่ใต้น้ำ มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,700 คน ประชาชนกว่า 184,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3.3 ล้านคน
ปัจจุบันนี้โลกมีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในอัตราสูงกว่าช่วงยุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1.1 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ปีนี้ประชาชนหลายล้านคนในหลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพายุนอกฤดู พายุที่รุนแรงกว่าปกติ ฝนตกหนักน้ำท่วมดินถล่ม ตลอดจนภัยแล้ง คลื่นความร้อนรุนแรง
บรรดานักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่าการจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เป็นการแก้ปัญหาที่สายไปเสียแล้ว และคงไม่มีประเทศไหนที่สามารถทำตามคำมั่นสัญญานี้ได้ แต่ถึงอย่างไรเหล่านักเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อยต่างยังคงเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากทุกประเทศทั่วโลกร่วมมือกันอย่างจริงจัง
...
วาระสำคัญของการประชุม COP27
สัปดาห์นี้บรรดาผู้นำประเทศและผู้แทนจากประเทศต่างๆ รวมกว่า 45,000 คน จาก 196 ประเทศได้มาถึงครึ่งทางของการประชุมหารือแนวทางลดโลกร้อนที่จะมีขึ้น 2 สัปดาห์ โดยการประชุม COP27 ในปีนี้มีวาระสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการวางแผน ตามคำมั่นสัญญาของนานาประเทศในการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ของสกอตแลนด์ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งที่ประชุมได้ตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้ ประเทศต่างๆ ที่ลงนามให้คำมั่นสัญญาจะต้องตีพิมพ์แผนดำเนินการที่ทะเยอทะยานขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายว่าจะร่วมกันจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงความร่วมมือปารีส (Paris Agreement) ให้ได้ภายในปี 2100 หรือในอีก 78 ปีข้างหน้า
นอกจากประเด็นสิ่งแวดล้อมแล้ว การประชุม COP27 ระดับโลกในครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยี และนโยบายการเงินเพื่อส่งเสริมการปกป้องสิ่งแวดล้อม
โดยปีนี้คนที่พูดแล้วมีพลังดึงดูดความสนใจของที่ประชุมได้มากที่สุดคือนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน ประเทศที่กลายเป็นแนวหน้ารับมือกับภัยคุกคามของความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักมากกว่าปกติถึง 7 เท่าตัวในพื้นที่ภาคใต้ เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ผู้นำปากีสถานระบุว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ทำให้มีประชาชนชาวปากีสถานเดือดร้อนกว่า 33 ล้านคน ถนนจมใต้น้ำพังเสียหายเป็นระยะทางกว่า 8,000 กิโลเมตร ทางรถไฟเสียหาย 3,000 กิโลเมตร พื้นที่ไร่นาการเกษตรเสียหายกว่า 10.12 ล้านเอเคอร์
นายกรัฐมนตรีชารีฟกล่าวว่า ปากีสถานกลายเป็นเหยื่อหายนะภัยจากฝีมือมนุษย์ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย โดยที่ผ่านมาปากีสถานต้องทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการหาทางรับมือวิกฤติความมั่นคงทางด้านอาหาร และในขณะเดียวกันก็ใช้เงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์ปกป้องประชาชนจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งถือเป็นภาระอันหนักหน่วงของรัฐบาลปากีสถาน
โดยที่ประชุม COP27 ในวันแรกได้มีการเปิดเผยรายงานของ Global Carbon Project (GCP) ที่จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 70 คน ซึ่งประเมินว่าในปีนี้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% เนื่องมาจากช่วงหลังโควิด ประชาชนทั่วโลกกลับมาเดินทางด้วยเครื่องบินอีกครั้งและมีการใช้พลังงานจากถ่านหินเพิ่มมากขึ้น
ดร.รูบิน แลมโบล นักวิจัยของสมาคมนโยบายและวิทยาศาสตร์สภาพอากาศแห่งวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอนระบุว่า รายงานฉบับนี้จะช่วยย้ำเตือนบรรดาผู้ร่วมเจรจาเวทีประชุม COP27 ว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ทุกวันนี้นั้นยังไม่เพียงพอ
โดยการประชุมเมื่อปีที่แล้ว COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ หลายประเทศให้คำมั่นว่าจะยกระดับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนถึงการประชุมที่อียิปต์ แต่ปรากฏว่าจนถึงวันนี้มีเพียง 29 ประเทศเท่านั้นที่นำเสนอแผนใหม่ออกมา
ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญของ Climate Action Tracker คาดการณ์ว่าถึงแม้จะมีความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ แต่ในปี 2100 อุณหภูมิโลกก็จะยังเพิ่มขึ้นสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 2.7 องศาเซลเซียสอยู่ดี
ทางด้านอินเดีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นควันมลพิษ คาดว่าปีนี้จะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศสูงที่สุด เนื่องจากการใช้พลังงานจากการเผาถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น
...
อย่างไรก็ตาม ดร.กัมยา เชาดารี นักวิจัยแห่งสถาบันเศรษฐศาสตร์ลอนดอน มองว่านี่คงเป็นเพียงนโยบายระยะสั้นของรับบาลเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนพลังงานในตอนนี้เท่านั้น และผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าต่อให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดียปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นอัตราเฉลี่ยต่อหัวน้อยกว่าในยุโรป ในขณะที่บรรดาชาติยุโรปต้องหันไปใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนพลังงานอันเป็นผลกระทบจากภาวะสงครามรัสเซียบุกยูเครน โดยปีนี้เยอรมนีเผาถ่านหินมากกว่าปีที่แล้ว และอังกฤษขยายเวลาคำสั่งปิดเหมืองถ่านหินที่เก่าเสื่อมสภาพ
ปัญหาของประเทศเจ้าภาพ
บรรดาผู้สื่อข่าวที่ไปเกาะติดเวทีการประชุมปีนี้ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า นับเป็นการประชุม COP ที่สับสนที่สุดและมีบรรดาล็อบบี้ยิสต์เข้าร่วมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจชั้นนำและมหาเศรษฐีของรัสเซียที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ และบรรดาผู้แทนจากบริษัทยักษ์ใหญ่จากบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซพรอม ลุคออยล์ และยูโรเค็ม ตลอดจนโคคาโคลาบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ที่มาเป็นผู้สนับสนุนการจัดงานประชุมในปีนี้
...
ขณะเดียวกันอียิปต์ยังถูกจับตาเรื่องสิทธิมนุษยชนหลังมีรายงานข่าวการปราบปรามบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ไปประท้วง นอกจากนี้ยังมีหลายประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ วิกฤติขาดแคลนพลังงานในยุโรป อันเป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซียบุกยูเครน ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา โดยประเด็นนี้ยังนำไปสู่ความวิตกกังวลว่าจะเกิดการแห่เข้าไปสำรวจแหล่งก๊าซในแอฟริกา แทนที่ประเทศต่างๆ จะหาทางใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทน
ขณะที่นายรัสลาน เอเดบเกเรฟ ผู้แทนสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลรัสเซียกล่าวต่อที่ประชุมว่า หากไม่มีมาตรการคว่ำบาตร จำกัดหรือกดดันทางการค้าต่อรัสเซีย ป่านนี้รัสเซียน่าจะเป็นประเทศเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) คือสามารถควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาแล้ว
ทางด้านผู้แทนยูเครนกล่าวว่า รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่บรรดานักธุรกิจรัสเซียสามารถเข้ามาร่วมในงานนี้ได้ เพราะถ้าคนกลุ่มนี้ไม่สามารถช่วยยุติสงครามนองเลือดได้พวกเขาก็ไม่ควรมาร่วมประชุมสิ่งแวดล้อม
...
ข้อกังวลของที่ประชุม
ก่อนหน้านี้ในที่ประชุม G20 ที่อินโดนีเซีย เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา บรรดารัฐมนตรีไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เนื่องจากจีนและอินเดียต่างตั้งคำถามถึงตัวเลขของบรรดานักวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการให้ทั่วโลกจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ให้ไม่เกินเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียส
ในขณะที่อียิปต์ ประเทศเจ้าภาพการประชุม COP27 กำลังพยายามประนีประนอมหาจุดที่ลงตัวที่สุดระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน เพื่อให้ที่ประชุมบรรลุเป้าหมายและแนวทางจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ให้ไม่เกินเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียสให้ได้
ก่อนหน้านี้นานาประเทศเห็นพ้องกันเมื่อปี 2015 ว่าจะพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้เฉลี่ยสูงกว่าช่วงยุคก่อนอุตสาหกรรมไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่รายงานของยูเอ็นเตือนว่าโลกจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 45% ภายในปี 2030 เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิให้เพิ่มขึ้นต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยประชาชน 10 ล้านคนให้รอดจากการต้องไร้ที่อยู่อาศัยเพราะปัญหาการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ช่วยให้ประชาชนประสบภาวะขาดแคลนน้ำลดลง 50% และจะลดความสูญเสียปะการังฟอกขาวได้ประมาณ 70-99%
ทางด้านนางแมรี่ โรบินสัน อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์ แสดงความวิตกกังวลว่า ที่ประชุม COP27 อาจจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงแล้วบรรจุตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสลงในเอกสารได้ เนื่องจากหลายประเทศไม่ยอมรับตัวเลขนี้
นางลอเรน ทูเบียนา หนึ่งในผู้ร่วมจัดทำเอกสารข้อตกลงความร่วมมือปารีส และประธานมูลนิธิสภาพอากาศยุโรป กล่าวว่าตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสเป็นใจความสำคัญของที่ประชุมและมีความสำคัญอย่างมากต่อแนวทางการลดโลกร้อน และทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันในช่วงการประชุมสัปดาห์สุดท้ายที่เหลืออยู่.
ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์