• ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงความกังวลและส่งสัญญาณว่า รัฐบาลฮ่องกงจะต้อง "ดำเนินการทุกวิถีทาง" ในการบริหารจัดการ ทุ่มกำลังและทรัพยากรทั้งหมด เพื่อใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อรับรองความปลอดภัยและสุขภาพของชาวฮ่องกง และรับประกันเสถียรภาพในสังคม ทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมให้ได้
  • ในช่วงการแพร่ระบาดเมื่อปี 2563 และ 2564 ฮ่องกงผ่านการแพร่ระบาดอย่างหนักมาแล้วถึง 4 ระลอก เรียกได้ว่ายังสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อให้อยู่ต่ำกว่า 15,000 ราย ได้ด้วยนโยบายโควิด ซีโร่ เช่นเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่
  • ขณะที่การระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอน ทำให้ล่าสุดในวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 6,063 ราย และมีผู้เสียชีวิต 18 ราย ในช่วง 24 ชม.ที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับการตรวจพบว่ามีผลเป็นบวกจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หรือเข้ากักตัวในสถานดูแลของชุมชน ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีน เมื่อปลายปี 2562 จีนได้ใช้มาตรการเข้มงวดสูงสุดในการสกัดไม่ให้โควิดขยายวงลุกลาม ตั้งแต่การล็อกดาวน์ ปิดเมือง บังคับประชาชนกักตัวและตรวจหาเชื้อ ตลอดจนตามรอยเส้นทางการแพร่ระบาดในชุมชนที่พบผู้ป่วย แม้จะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ก็เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่จีนมองว่าต้องทำเพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว  

แต่สำหรับฮ่องกงซึ่งยึดถือตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์เช่นเดียวกัน แม้ที่ผ่านมาจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ในช่วงการแพร่ระบาดเมื่อปี 2563 และ 2564 ฮ่องกงผ่านการแพร่ระบาดอย่างหนักมาแล้วถึง 4 ระลอก เรียกได้ว่ายังสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อให้อยู่ต่ำกว่า 15,000 ราย ได้ด้วยนโยบายโควิด ซีโร่ เช่นเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่

แต่การมาถึงของเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอน ก็ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การติดเชื้อในชุมชนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงตอนนี้ฮ่องกงมีผู้ติดเชื้อกว่า 6,000 รายต่อวัน มีผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นกว่า 40 เท่า และจำนวนผู้ป่วยเกินกว่า 90% ที่โรงพยาบาลจะรับไหว เช่นเดียวกับศูนย์กักตัวที่มีผู้ป่วยเต็มอัตรารองรับแล้ว

นับว่าเป็นความยากลำบากของคณะบริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง นำโดยนางแคร์รี ลัม และเป็นความท้าทายอย่างมากของรัฐบาลจีน เพราะยังไม่สามารถนำมาตรการล็อกดาวน์มาใช้กับฮ่องกงได้ แต่หากไม่นำมาใช้ ก็เกรงว่าสถานการณ์จะขยายวงจนเอาไม่อยู่

ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของการแพร่ระบาด

เฉพาะช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ฮ่องกงมีจำนวนผู้ป่วยโควิดสะสมถึงเกือบ 17,000 ราย เป็นตัวเลขสูงกว่าของปี 2563 และ 2564 รวมกัน ตอนนี้มีผู้ป่วยกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล และอยู่ที่สถานกักตัวกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้อาการวิกฤติกว่า 20 คน และอาการหนักประมาณ 60 คน

จากในข่าวโควิดฮ่องกงช่วงนี้เราจะเห็นภาพผู้ป่วยนอนรอกันบนเตียงจนล้นออกมาด้านนอกโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลแทบจะทุกแห่งไม่มีเตียงผู้ป่วยเพียงพอ อย่างที่โรงพยาบาลนอร์ท ลันเตา แพทย์แผนกผู้ป่วยฉุกเฉินเปิดเผยว่า ตอนนี้เกินกำลังจะรับไหวของบรรดาบุคลากรด่านหน้าแล้ว มีผู้ป่วยตกค้างรอเตียง รอส่งเข้าศูนย์กักตัวนับหมื่นคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มเข้ามาอีกวันละหลายพันคน สื่อท้องถิ่นของฮ่องกงรายงานข่าวคุณยายวัย 90 ปีต้องนอนรออยู่ที่หน้าโรงพยาบาลถึง 3 วัน กว่าจะได้รับการรักษา

ด้านศาสตราจารย์เกเบรียล เหลียง คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง มองว่า ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่กำหนดให้ผู้ติดเชื้อทุกรายต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หรือสถานกักตัว แม้ว่าจะมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ตาม ส่วนคนสัมผัสติดต่อใกล้ชิดผู้ติดเชื้อก็ต้องเข้ารับการกักตัวในสถานดูแลของรัฐ ในขณะที่ระบบสาธารณสุขฮ่องกงยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือการแพร่ระบาดในระดับรุนแรงแบบนี้มาก่อน บรรดาชาวเน็ตฮ่องกงต่างตำหนิรัฐบาลในทำนองว่า ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่เคยเตรียมพร้อมอะไร และจากสถิติข้อมูลบ่งชี้ว่า ตอนนี้ฮ่องกงยังห่างไกลจากจุดที่เป็นการแพร่ระบาดสูงสุดของโควิดระลอกนี้ 

การรับมือของฮ่องกง-จีน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้นำฮ่องกงกล่าวว่า มีแผนที่จะเริ่มจัดการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนชาวฮ่องกงทุกคน แต่ยังไม่มีแผนที่จะใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วเมือง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด โดยจนถึงตอนนี้มีชาวฮ่องกงประมาณ 84% จากทั้งหมด 7.5 ล้านคน ที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม และฮ่องกงจะบังคับใช้บัตรผ่านวัคซีนตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป โดยประชาชนจะต้องแสดงบัตรรับรองการฉีดวัคซีนก่อนได้รับอนุญาตเข้าไปยังร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้า

ขณะที่ปัจจุบันสถานที่สาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ โรงเรียน และศูนย์ออกกำลังกาย ยังคงปิดทำการ ขณะที่ประชาชนยังคงถูกห้ามรวมตัวกันมากกว่า 2 คน ส่วนการรับประทานอาหารค่ำตามร้านอาหาร ห้ามนั่งรับประทานที่ร้านเกินเวลา 18.00 น. และประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานจากที่บ้าน

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. นางแคร์รี ลัม ยังได้ประกาศเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงออกไปอีก 6 สัปดาห์ จากกำหนดการเดิมที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 มีนาคมนี้ ออกไปเป็นวันที่ 8 พฤษภาคม โดยกล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งต่อไปตามกำหนดการเดิม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุข

ขณะเดียวกัน คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้เดินทางข้ามมาจากด่านฮ่องกง-เซินเจิ้น ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ได้ถูกส่งตัวมาช่วยฮ่องกงรับมือกับการแพร่ระบาดอย่างหนักของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นกว่า 40 เท่า และจำนวนผู้ป่วยเกินกว่า 90% ที่โรงพยาบาลจะรับไหว เช่นเดียวกับศูนย์กักตัวที่มีผู้ป่วยเต็มอัตรารองรับแล้ว

โดยผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำเรื่องการเพิ่มอัตราการตรวจหาเชื้อ และคอยช่วยเหลือสนับสนุนด้านอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์

ขณะที่ล่าสุดในวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 6,063 ราย และมีผู้เสียชีวิต 18 ราย ในช่วง 24 ชม.ที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับการตรวจพบว่ามีผลเป็นบวกจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หรือเข้ากักตัวในสถานดูแลของชุมชน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขฮ่องกงระบุว่า สิ่งที่เป็นกังวลอย่างมากคือกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะว่าแม้ชาวฮ่องกงจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ง่าย แต่ในกลุ่มผู้สูงวัยยังมีการฉีดวัคซีนอยู่ที่เพียง 20% 

รัฐบาลฮ่องกงกำลังเผชิญความท้าทายและนับเป็นการวางเดิมพันสูง เนื่องจากสำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงต้องกลับมาควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว และทำให้โควิดเป็นศูนย์เท่านั้น เพื่อที่จะสามารถเปิดประเทศต้อนรับชาวต่างชาติได้อีกครั้ง. 

ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล : Washington Post, Guardian