ไลฟ์สไตล์
100 year

Disney+ มาอย่างฮือฮาด้วยราคาต่ำสุด ดึงดูดลูกค้าใหม่เข้าตลาดสตรีมมิ่ง

ไทยรัฐออนไลน์
11 มิ.ย. 2564 13:21 น.
SHARE
  • Disney+ บริการวิดีโอสตรีมมิ่งเจ้าดังที่แฟนๆ รอคอยเปิดตัวในประเทศไทยแล้ว จะเริ่มสตรีมในวันที่ 30 มิถุนายนนี้
  • ด้วยเนื้อหาจำนวนมากและหลากหลาย กับค่าสมาชิก 799 บาทต่อปี คิดเป็นรายเดือนแล้วถูกกว่าเจ้าอื่น บวกกับการจับมือ AIS ที่เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของไทย จึงคาดการณ์ได้ว่า Disney+ นอกจากจะมาแย่งชิงลูกค้าเดิมในตลาดให้ย้ายค่ายแล้ว ยังจะมาดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยเป็นสมาชิกแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งเจ้าไหนเลยให้เป็นสมาชิก Disney+ เป็นเจ้าแรก ส่งผลให้ตลาดรวมขยายกว้างขึ้น


ในที่สุด Disney+ (ดิสนีย์พลัส) ที่แฟนๆ รอคอยมานานหลังจากเปิดให้บริการในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2562 ก็เปิดตัวและเผยรายละเอียดการให้บริการในไทยแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

Disney+ จับมือกับพันธมิตรชื่อ Hotstar (ฮ็อตสตาร์) แพลตฟอร์มการสตรีมวิดีโอออนไลน์ในเครือ Star India Private Limited (สตาร์ อินเดีย ไพรเวท ลิมิเต็ด) มาในชื่อ Disney+ Hotstar (ดิสนีย์พลัส ฮ็อตสตาร์) กำหนดวันเริ่มสตรีมในไทย 30 มิถุนายน 2564 นี้

ส่วนค่าสมัครสมาชิกที่ประกาศออกมาทำให้ผู้บริโภคกรี๊ดไปตามๆ กัน เพราะค่าบริการเพียง 799 บาทต่อปี คิดเป็นรายเดือนตกเดือนละ 96 บาท เป็นค่าสมาชิกที่ถูกที่สุดในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งแบบเรียกเก็บค่าสมาชิก (Subscription Video on Demand: SVOD) เจ้าหลักๆ ที่เข้ามาในเมืองไทย

ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Hotstar ให้ข้อมูลไว้ว่า Disney+ Hotstar คือ ศูนย์กลางความบันเทิงที่รวบรวมเรื่องราวจากทั่วโลก เอเชีย และไทย ไว้ในที่เดียว โลดแล่นสู่จินตนาการไม่รู้จบไปกับภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดังระดับฮอลลีวูด หรือภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลต่างๆ จาก Disney, Marvel, Star Wars, Pixar, National Geographic รวมไปจนถึงภาพยนตร์และซีรีส์จากสตูดิโอชั้นนำจากเอเชียและไทย รวมจำนวนภาพยนตร์กว่า 700 เรื่อง และซีรีส์กว่า 14,000 ตอน

“สมาชิกสามารถรับชม Disney+ Originals ได้ที่ Disney+ Hotstar ที่เดียว รวมถึงภาพยนตร์ระดับโลกที่สร้างสถิติรายได้สูงสุด และภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลต่างๆ มามากมาย นอกจากนั้นยังมีภาพยนตร์ ซีรีส์ใหม่ จากผู้กำกับและสตูดิโอเลื่องชื่อ คัดสรรมาให้รับชมอยู่เสมอ เรียกได้ว่า เป็นที่เดียวที่รวมความบันเทิงไว้หลากเรื่อง หลายสไตล์ ให้กับทุกคน”

ตัวอย่างฟีเจอร์หลักของ Disney+ Hotstar ที่บอกไว้ในเว็บไซต์คือ

ข่าวแนะนำ

- รับชมบนโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือทีวี ได้พร้อมกัน 2 เครื่อง (*ต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับ)

- สามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในมือถือหรือแท็บเล็ตได้ (*ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข)

- เต็มอิ่มกับความบันเทิงได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีโฆษณาคั่น

Disney+ Hotstar มาพร้อมจุดแข็งและจุดขาย 2 ด้าน ซึ่งน่าจะสั่นสะเทือนหรือมีส่งผลต่อภาพรวมของตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งในเมืองไทย คือ

1. ด้านเนื้อหา ที่มีเนื้อหามากมายในคลังของอาณาจักร Walt Disney มีภาพยนตร์และซีรีส์จากสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ของโลกทั้ง Disney, Marvel, Star Wars, Pixar และยังมีการสร้างสรรค์ออริจินัลคอนเทนต์ในชื่อ Disney+ Originals นอกจากนั้นยังเสริมความหลากหลายของเนื้อหาด้วยสารคดีจาก National Geographic ด้วย

2. ด้านราคา ค่าสมาชิกรายปี 799 บาท ต่อการรับชมได้ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน ถือว่าเป็นราคาที่เข้าถึงง่าย และดึงดูดใจมากสำหรับการเข้าถึงคอนเทนต์ที่หลากหลายจากแบรนด์ใหญ่เหล่านี้ได้อย่างไม่จำกัด นอกจากนั้นยังมีโปรโมชั่นสำหรับผู้ใช้บริการ AIS ที่สมัครล่วงหน้าภายในวันที่ 27 มิถุนายน 2564 จะได้ราคาพิเศษเพียงเดือนละ 35 บาท

ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญ 5 ราย คิดค่าสมาชิกรายเดือน ดังนี้

- Netflix คิดค่าสมัครสมาชิกแพ็กเกจเริ่มต้น 99 บาทต่อเดือน สำหรับการดูผ่านสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต 1 จอ ส่วนแพ็กเกจการดูผ่านคอมพิวเตอร์ สมาร์ตทีวี และอุปกรณ์อื่นๆ เริ่มต้น 279 บาทต่อเดือน สำหรับการดู 1 จอ

- HBO GO คิดค่าสมาชิก 149 บาทต่อเดือน ดูได้ 1 อุปกรณ์

- Apple TV+ คิดค่าสมาชิก 99 บาทต่อเดือน และมีให้เลือกอีก 3 แพ็กเกจที่พ่วงบริการอื่นๆ ของ Apple

- Amazon Prime Video ค่าสมาชิก 199 บาทต่อเดือน ดูได้ 3 อุปกรณ์

- Viu แพลตฟอร์มที่เน้นคอนเทนต์จากเอเชีย ค่าสมาชิก 119 บาทต่อเดือน ดูได้ 1 อุปกรณ์

ด้วยเนื้อหาที่หลากหลายเข้าถึงคนทุกช่วงวัยและหลากหลายรสนิยม คุณภาพเนื้อหาอยู่ในมาตรฐานของแบรนด์ใหญ่ มาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงง่าย บวกกับการเป็นพันธมิตรกับ AIS ที่เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของไทยที่ขยันโฆษณาดึงดูดผู้ใช้บริการ AIS ให้มาลองทดลองใช้บริการ Disney+ Hotstar

ดังนั้น Disney+ Hotstar อาจไม่เพียงแค่แย่งลูกค้าเดิมในตลาดไปจากคู่แข่ง แต่น่าจะเป็นผู้เล่นที่มาทำให้ตลาดรวมขยายกว้างขึ้น เพราะด้วยจุดแข็งที่ว่านี้ น่าจะสามารถดึงดูดคนที่ไม่เคยเป็นสมาชิกแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งเจ้าไหนเลยให้ลองมาสมัครสมาชิก Disney+ Hotstar เป็นเจ้าแรกได้

ณ ปลายปี 2563 ทั่วโลกมีผู้สมัครสมาชิกบริการวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ SVOD รวม 653 ล้านบัญชี โดย Netflix ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 มีสมาชิก 203.7 ล้านบัญชี

ส่วน Disney+ ณ ปลายปี 2563 หรือ 1 ปีหลังจากเปิดให้บริการมีสมาชิก 94.9 ล้านบัญชี และ ณ ปัจจุบัน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 มีสมาชิก 103.6 ล้านราย

LightShed Research คาดว่าในปลายปี 2564 จำนวนสมาชิกของ Disney+ จะเพิ่มเป็น 142.5 ล้านบัญชี ส่วน Netflix ที่เติบโตมากแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 239.2 ล้านบัญชี

และมีคาดการณ์โดย Research And Markets ว่า ในปี 2569 จำนวนสมาชิกของ Disney+ จะเพิ่มเป็น 294 ล้านบัญชี แซงหน้า Netflix ที่จะมีสมาชิก 268 ล้านบัญชี แต่จำแนกรายประเทศมีเพียงประเทศเดียวที่ Disney+ จะมีสมาชิกมากกว่า และทำให้ภาพรวม Disney+ แซงหน้า Netflix ก็คือประเทศอินเดีย

ส่วนในประเทศไทย Ovum Research ระบุว่า ณ ปลายปี 2563 มีผู้สมัครสมาชิกบริการวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ SVOD จำนวน 1,302,627 ราย คาดว่าในปี 2564 จะมีจำนวน 1,527,124 ราย ปี 2565 จะเพิ่มเป็น 1,713,162 ราย และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,909,573 รายในปี 2566

แน่นอนว่า การมาของ Disney+ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งแบบเก็บค่าสมาชิก (SVOD) ในเมืองไทยขยายกว้างขึ้นและเติบโตขึ้น เช่นกันกับภาพใหญ่ในระดับโลก.



อ้างอิง:
hotstar.com
documentarytelevision.com
thewaltdisneycompany.com
broadcast.nbtc.go.th
statista.com

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดิสนีย์ พลัสดิสนีย์เน็ตฟลิกซ์สตรีมมิงspecial content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 เวลา 01:26 น.