มหากาพย์การบินไทย หนี้ท่วม เกือบล้มละลาย แต่ยังได้ไปต่อ

ข่าว

    มหากาพย์การบินไทย หนี้ท่วม เกือบล้มละลาย แต่ยังได้ไปต่อ

    ไทยรัฐออนไลน์

    19 พ.ค. 2564 18:00 น.

    • การบินไทยขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ณ สิ้นปี 2562 มีหนี้สะสมอยู่กว่า 240,000 ล้านบาท ก่อนเจอสถานการณ์โควิด-19 ต้นปี 2563 ส่งผลให้ต้องปรับลดเที่ยวบิน และเริ่มหยุดบินต่างประเทศทุกเส้นทางตามสถานการณ์
    • การบินไทยขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 50,000-70,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังรับลูก แต่กระทรวงคมนาคมค้าน พร้อมเสนอแนวทางฟื้นฟูกิจการเพื่อสะสางปัญหา ครม. เห็นชอบแนวทางตามที่คมนาคมเสนอ ให้กระทรวงการคลังขายหุ้นการบินไทย และให้การบินไทยพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจในปี 2563
    • หลายเดือนต่อมาการบินไทยพยายามขอกลับเข้าไปเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง แต่ ครม. ยังไม่พิจารณา ในที่สุดที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติเห็นชอบแผนฟื้นฟู 3 ฉบับจากทั้งหมดที่ผ่านปรับแก้มาแล้ว 15 ฉบับ ไฟเขียวให้การบินไทยเดินหน้าฟื้นฟูกิจการได้



    ในที่สุดก็มาถึงวันตัดสินชะตาของ ‘การบินไทย’ หลังลุ้นกันมาหลายเดือนว่าอดีตสายการบินแห่งชาติที่อยู่คู่เมืองไทยมา 61 ปี จะได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หรือจะต้องล้มละลาย ปิดตำนานลงเพียงเท่านี้ หรือรัฐจะช่วยด้วยวิธีไหน วันนี้ (19 พฤษภาคม 2564) ได้ข้อสรุปแล้วว่า เจ้าหนี้โหวตให้การบินไทยได้ไปต่อ เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ล้มละลาย

    ห้วงเวลา 1 เดือนก่อนจะมาถึงวันนี้ สิ่งที่สังคมเฝ้าจับตามองคือ รัฐจะอุ้มการบินไทยอีกไหม การบินไทยจะกลับเข้าสู่การเป็นรัฐวิสาหกิจอีกหรือไม่ หลังจากที่การบินไทยร้องขอต่อรัฐบาลให้กระทรวงการคลังซื้อหุ้นการบินไทยคืน เพื่อให้การบินไทยกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง เพราะกลัวว่าหากไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เจ้าหนี้จะไม่ไว้วางใจและไม่เห็นชอบให้ฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะส่งผลให้การบินไทยต้องล้มละลาย

    หากยังจำกันได้ ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว สังคมไทยตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า สายการบินแห่งชาติมีไว้ทำไม? รัฐบาลควรเลิกอุ้มการบินไทยได้แล้วหรือยัง? หลังมีข่าวว่าการบินไทยอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี มีหนี้สินหลายแสนล้าน ขณะที่ความสามารถทำรายได้ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับโรคโควิด-19 นั้นต่ำเตี้ย

    หลังกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และกระทรวงคมนาคม ในฐานะกระทรวงที่กำกับดูแลการบินไทย ต่อสู้วัดพลังอยู่ระยะหนึ่ง ครม. มีมติให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการ และให้กระทรวงคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นการบินไทย ให้การบินไทยพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 เปลี่ยนรูปเป็นบริษัทเอกชน จากนั้นการบินไทยยื่นต่อศาลล้มละลายกลางขอฟื้นฟูกิจการ ต่อมาศาลรับคำร้อง และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

    แผนฟื้นฟูการบินไทยถูกแก้ไขหลายครั้งหลายหน ทั้งโดยผู้ทำแผน และโดยเจ้าหนี้บางส่วน ในจำนวนทั้งหมดกว่า 13,000 ราย รวมแล้วมีแผนฟื้นฟูฉบับแก้ไขถึง 15 ฉบับ

    วันที่ 19 พฤษภาคม 2564 ชัดเจนแล้วว่าการบินไทยยังได้ไปต่อ ไทยรัฐออนไลน์สรุปไทม์ไลน์มหากาพย์การบินไทย จากข่าวที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐออนไลน์เกาะติดนำเสนอมาตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีข่าวว่าการบินไทยกำลังแย่เพราะโควิด-19 มาจนถึงวันนี้

    ผู้ป่วยเรื้อรังเจอโควิด-19 ยกระดับเป็นอาการโคม่า

    - กุมภาพันธ์ 2563: ณ สิ้นปี 2562 การบินไทยมีหนี้สินรวมราว 240,000 ล้านบาท สถานการณ์โรคโควิด-19 เริ่มต้นที่เอเชียช่วงต้นปี 2563 เป็นเหตุให้การเดินทางระหว่างประเทศต้องหยุดชะงัก การบินไทยต้องปรับลดเที่ยวบินหลายเส้นทางนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 จากนั้นอาการของการบินไทย ซึ่งเดิมเหมือนคนป่วยมีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่แล้วยกระดับเข้าขั้นผู้ป่วยวิกฤติ

    - 25 กุมภาพันธ์ 2563: สุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า โควิด-19 ทำให้ผลประกอบการทรุด พร้อมเปิดเผยว่าการบินไทยปรับลดผลตอบแทนของฝ่ายบริหารลงตามลำดับชั้นในสัดส่วน 15-25 เปอร์เซ็นต์ มีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นด้วย

    - 2 มีนาคม 2563: การบินไทยเผยผลประกอบการปี 2562 ว่ามีรายได้รวม 184,046 ล้านบาท ตํ่ากว่าปี 2561 ประมาณ 7.7 เปอร์เซ็นต์ ขาดทุน 12,042 ล้านบาท เป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้น 3.9 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2561 ที่ขาดทุน 11,625 ล้านบาท

    วันเดียวกัน การบินไทยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า กรรมการบริษัทลาออก 3 ราย ได้แก่ ปรารถนา มงคลกุล, พินิจ พัวพันธ์ และ ศิริกุล เลากัยกุล มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563

    ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ดีดีทิ้งเก้าอี้กลางวิกฤติ

    5 มีนาคม 2563: ฝ่ายบริหารการบินไทยและผู้บริหารไทยสมายล์ เข้าพบ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอแผนขอความช่วยเหลือ หลักๆ คือแผนเสริมสภาพคล่อง โดยขอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 50,000 ล้านบาท แต่ รมว.คมนาคมปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า แผนยังไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการเป็นรูปธรรม จึงให้กลับไปจัดทำรายละเอียดเสนอใหม่

    ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    - 12 มีนาคม 2563: ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ของ สุเมธ ดำรงชัยธรรม มีผลในวันที่ 11 เมษายน 2563 พร้อมทั้งแต่งตั้ง จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ รักษาการแทน

    - 13 มีนาคม 2563: การบินไทยออกประกาศ ‘โครงการลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือนด้วยความสมัครใจ’ ให้พนักงานมีส่วนร่วมแบ่งเบาภาระของบริษัท ตั้งเป้าลดภาระค่าใช้จ่ายให้ได้อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์

    - 16 มีนาคม 2563: มีรายงานข่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม การบินไทยลดเที่ยวบินแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของเที่ยวบินทั้งหมด หรือราว 2,100-2,500 เที่ยวบินต่อเดือน ส่วนเที่ยวบินที่ยังทำการบินอยู่มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

    - 24 มีนาคม 2563: การบินไทยประกาศให้ลูกเรือทราบว่า จำเป็นต้องหยุดทำการบินในเส้นทางบินต่างประเทศทุกเส้นทาง โดยหยุดทำการบินเส้นทางบินในเอเชียช่วงวันที่ 25 มีนาคม - 31 พฤษภาคม 2563 เส้นทางบินยุโรปช่วงวันที่ 1 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2563 และต้องปิดสำนักงานทั้งหมดชั่วคราว

    คลังเสนอตัวช่วยอุ้ม คมนาคมค้าน

    - 26 มีนาคม 2563: ประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาของการบินไทย คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายใน 2 เดือน ในเบื้องต้นมองว่า จะแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องโดยใช้วิธีเพิ่มทุน หรือการกู้เงินเข้ามาช่วย แต่ต้องดูสถานการณ์โควิด-19 ว่ายืดเยื้อไปนานเท่าไร

    - 27 มีนาคม 2563: ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันไม่ปล่อยให้การบินไทยล้มละลาย แต่การบินไทยต้องกล้าทำตามแนวทางที่จะช่วยให้กลับมาแข็งแรง อย่าปิดบังข้อมูล ต้องทำแผนการบริหารให้ชัดเจน ให้สถาบันการเงินตรวจสอบ หากสถาบันการเงินตรวจสอบแล้วกระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุน

    - 1 เมษายน 2563: การบินไทยออกประกาศเรื่องหยุดบินชั่วคราว และให้พนักงานหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในวันที่ 4 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งระหว่างนั้นไม่มีการจ่ายเงินเดือนในอัตราปกติ แต่จ่ายเป็นเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนที่ต้องหยุดปฏิบัติงานตามอัตราขั้นบันได 50-90 เปอร์เซ็นต์

    - 9 เมษายน 2563: กระทรวงคมนาคมมีการประชุมพิจารณาแผนฟื้นฟูการบินไทย ซึ่งที่ประชุมยังไม่อนุมัติแผนที่การบินไทยนำมาเสนอ และสั่งให้การบินไทยกลับไปทำข้อมูลรายระเอียด โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย ต้นทุนบริหารจัดการ และการปรับแผนธุรกิจ มาเสนออีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป

    - 14 เมษายน 2563: ที่กระทรวงคมนาคมมีการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ฝ่ายบริหารการบินไทย ประธานสหภาพการบินไทย และตัวแทนพนักงานการบินไทย เรื่องแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย

    ฝ่ายบริหารการบินไทยเสนอขอให้กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมอนุมัติการกู้เงิน 70,000 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำมาบริหารจัดการและฟื้นฟูการบินไทย บนฐานที่ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ต้องจบลงภายในเดือนตุลาคม 2563 และการบินไทยสามารถกลับมาทำการบินได้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปกว่านั้น จะต้องใช้เงินมากขึ้น

    สายการบินแห่งชาติ ยังจำเป็นต้องมี?

    - 16 เมษายน 2563: มีการประชุมหารือเรื่องแผนฟื้นฟูการบินไทย ระหว่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และทีมผู้บริหารการบินไทย ซึ่งที่ประชุมตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อหาแนวทางดูแลเร่งด่วน และกำหนดทิศทางการบินไทยใน 3-6 เดือนถัดจากนั้น

    หลังการประชุม นายสมคิด กล่าวว่า การบินไทยต้องแสดงความสามารถว่ายังสามารถแข่งขันได้ เพื่อให้ยังคงเป็นสายการบินแห่งชาติต่อไป ส่วนเรื่องจะให้การบินไทยยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไปหรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณา


    - 24 เมษายน 2563: มีการประชุมหารือเรื่องแผนฟื้นฟูการบินไทยระหว่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง ซึ่งในวันนั้นการบินไทยทำแผนฟื้นฟูยังไม่เสร็จสมบูรณ์

    - 29 เมษายน 2563: ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 1/2563 เห็นด้วยในหลักการของแผนการแก้ไขปัญหาการบินไทย ซึ่งยืนหลักการว่า การบินไทยยังคงเป็นสายการบินแห่งชาติและมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูกิจการ โดยต้องเป็นไปตามขั้นตอนคือ ให้ ครม. เห็นชอบและยกเว้นเงื่อนไขการกู้เงินที่ว่า กระทรวงการคลังจะค้ำประกันรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนติดต่อกัน 3 ปีไม่ได้

    คมนาคมตีกลับแผน ต้องแก้ให้เป็นรูปธรรม ฝั่งคลังยังคงดันต่อไป

    - 5 พฤษภาคม 2563: มีข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) กระทรวงการคลังจะนำแผนการฟื้นฟูการบินไทยเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ปรากฏว่าแผนฟื้นฟูยังไม่เข้า ครม. ในวันนั้น

    ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะ คนร. ยังไม่ได้จัดส่งแผนมายังกระทรวงคมนาคม ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมก็อยู่ระหว่างพิจารณาการปรับปรุงแผนฟื้นฟูการบินไทยให้มีความชัดเจนมากขึ้น ก่อนนำเสนอเข้า ครม. อีกครั้งหนึ่ง

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังการประชุมว่า ให้การบินไทยไปทำความเข้าใจกับบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะให้การบินไทยได้ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อให้การดำเนินงานดีขึ้น หลังจากให้โอกาสทำแผนฟื้นฟูตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่สำเร็จ

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

    - 7 พฤษภาคม 2563: มีรายงานข่าวว่า กระทรวงการคลังจะให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้แก่การบินไทยในวงเงินราว 54,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้การบินไทยใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ

    ทั้งนี้ การที่กระทรวงการคลังจะค้ำประกันเงินกู้ให้การบินไทยได้นั้น มีเงื่อนไขว่าการบินไทยต้องดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการตามที่ ครม.อนุมัติ และการบินไทยต้องทำการบริหารต้นทุนของกิจการ ซึ่งตามแผนจะมีการลดจำนวนพนักงานลงราว 30-40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินการ เพราะหากต้นทุนสูงจะไม่สามารถแข่งขันได้

    - 8 พฤษภาคม 2563: สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แสดงเจตนารมณ์เห็นด้วยกับการแปรรูปการบินไทย แต่คัดค้านการแปรรูปโดยการแบ่งแยกหน่วยธุรกิจออกจากกัน และ/หรือ มีผลให้การบินไทยพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ พร้อมเรียกร้องการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของพนักงานตามสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิม ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน อีกทั้งขอให้ตัวแทนสหภาพฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในการแปรรูปการบินไทย

    - 12 พฤษภาคม 2563: แผนฟื้นฟูการบินไทยยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ตามที่หลายฝ่ายจับตามอง ทั้งนี้ หลังการประชุม อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมนำแผนฯเสนอเข้า ครม. เป็นวาระพิจารณาจร แต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่อนุมัติให้นำเข้า พร้อมสั่งให้ไปทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนก่อน

    อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ขณะนั้น)
    อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ขณะนั้น)

    ศักดิ์สยามเปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารและบอร์ดการบินไทยเพิ่งส่งแผนฟื้นฟูฯให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้กำชับฝ่ายบริหารการบินไทยแล้วว่า การปรับปรุงแผนฯจะต้องมีแผนสร้างรายได้ชัดเจน แผนการปรับตัวในภาวะโควิด-19 ระบาด รวมทั้งต้องแก้ไขความเสี่ยงทางธุรกิจ 23 ข้อให้หมด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินกู้จะไม่สูญเปล่า โดยขีดกรอบว่าแผนฯจะต้องเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2563

    คมนาคมเจรจานายกฯ ชูแนวทาง ‘ฟื้นฟูกิจการ’ สะสางปัญหา

    - 15 พฤษภาคม 2563: การประชุมเพื่อหาข้อสรุปการแก้ไขปัญหาการบินไทย ณ กระทรวงคมนาคม ปรากฏว่าฝ่ายกระทรวงการคลัง ซึ่งมีความเห็นต่างจากกระทรวงคมนาคม ไม่เข้าประชุมตามนัด ฝ่ายกระทรวงคมนาคมจึงตัดสินใจยืนยันตามแนวทางเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

    อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานของกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และ อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประสงค์ให้ ครม. อนุมัติกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้การบินไทย เพื่อให้การบินไทยมีสภาพคล่องในการดำเนินกิจการต่อไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งการอนุมัติเช่นนั้นไม่ได้แก้ปัญหาทั้งระบบ ต่างจากจุดยืนของกระทรวงคมนาคมที่เป็นกระบวนการสะสางปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ โดยมุ่งปรับโครงสร้างการบินไทย ซึ่งการจะปรับโครงสร้างได้จำเป็นต้องเข้าแผนฟื้นฟูตามกระบวนการของศาลล้มละลายกลาง และแนวทางเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย

    วันเดียวกันนั้น นายอนุทินนำรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานให้ทราบถึงแนวทางของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งสู่การปรับโครงสร้างการบินไทยตามกระบวนการของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเห็นไปในทางเห็นด้วย

    ทั้งนี้ เนื่องจากแนวทางที่ฝั่งกระทรวงคมนาคมเสนอนั้นต่างจากแนวทางของกระทรวงการคลังที่เห็นชอบร่วมกันไปแล้วเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 ฉะนั้น เมื่อมีการพลิกมติตามแนวทางใหม่ นายกรัฐมนตรีจึงเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เพื่อให้มีมติใหม่ ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.

    - 18 พฤษภาคม 2563: นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่ประชุมเห็นชอบยกเลิกมติเดิมที่ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้การบินไทย แล้วทำการปรับโครงสร้างการบริหารองค์กร เปลี่ยนเป็นแนวทางของกระทรวงคมนาคม จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการยื่นต่อศาลล้มละลายกลาง และจะนำแผนฟื้นฟูเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2563

    สถานการณ์อีกด้านหนึ่ง สหภาพรัฐวิสาหกิจการบินไทยออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้กระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นการบินไทย เพื่อให้การบินไทยพ้นสถานภาพรัฐวิสาหกิจ

    ในวันเดียวกัน การบินไทยขยายเวลาหยุดบินชั่วคราวออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

    คณะรัฐมนตรีเลือก ‘ฟื้นฟูกิจการ’ ตามที่คมนาคมเสนอ คลังชิงคุมเอง

    - 19 พฤษภาคม 2563: จากทางเลือกทั้งหมด 3 แนวทาง คือ 1.รัฐบาลให้เงินการบินไทยเพื่อดำเนินกิจการต่อไป 2.ปล่อยให้เข้าสู่สถานการณ์ล้มละลาย 3.เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางที่ 3 ให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการได้หลังจากกระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อให้การบินไทยพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ ส่วนระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการนั้น การบินไทยสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ

    - 20-21 พฤษภาคม 2563: การประชุมระหว่าง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงคมนาคม กับคณะกรรมการบอร์ดการบินไทย และ จักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย เพื่อหารือเรื่องการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และความพร้อมของการบินไทยหลังกระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้น ยังคงไม่คืบหน้า

    ก่อนหน้านั้น อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแจ้งต่อนายศักดิ์สยามว่า ให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าของเรื่อง แต่หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบแนวทางฟื้นฟูกิจการ นายอุตตมยืนกรานว่าหลังจากกระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นการบินไทยแล้ว กระทรวงการคลังจะใช้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นใหญ่แต่งตั้งผู้บริหารแผน ที่ปรึกษากฎหมาย และที่ปรึกษาการเงินเอง โดยกระบวนการบริหารแผนฟื้นฟูทั้งหมดกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการเอง

    เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่อให้ชี้ขาดเรื่องกฎหมายและหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง ว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม กำหนดให้กระทรวงใดเป็นเจ้าของเรื่อง

    - 22 พฤษภาคม 2563: ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เปิดเผยแนวทางการดำเนินการหลังจากหารือกับ วิษณุ เครืองาม ได้ข้อสรุปว่า ทั้งสองกระทรวงจะร่วมกันตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด มีลักษณะเป็นซุปเปอร์บอร์ด โดยมี วิษณุ เครืองาม เป็นประธาน และกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงการคลังเสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าร่วมบอร์ด

    ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
    ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

    - 23 พฤษภาคม 2563: สถาบันการเงินเจ้าหนี้ของการบินไทยแสดงความเห็นให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ปรับคณะกรรมการบอร์ดการบินไทยใหม่ โดยไม่ควรมีทหารอยู่ในบอร์ดอีกต่อไป ในวันเดียวกัน กรรมการคนหนึ่งใน คนร. แสดงความเห็นว่า บอร์ดการบินไทยไม่ควรเป็นผู้บริหารแผนเอง เพราะดำเนินงานผิดพลาดมาแล้วในอดีต รัฐบาลจำเป็นต้องจ้างมืออาชีพจากต่างประเทศเข้ามาร่วมจัดทำแผนฟื้นฟูด้วย

    คลังยอมลดสัดส่วนถือหุ้น ‘การบินไทย’ พ้นรัฐวิสาหกิจ

    - 25 พฤษภาคม 2563: บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 กระทรวงการคลังได้ปรับลดสัดส่วนการถือครองหุ้นจาก 51.03 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 47.86 เปอร์เซ็นต์ โดยได้ขายหุ้นจำนวน 3.17 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ ‘กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง’ มีผลให้การบินไทยหลุดพ้นจากสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่กระทรวงการคลังยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของการบินไทยอยู่

    นอกจากนั้น การบินไทยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯอีกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งพิเศษ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 มีมติแต่งตั้งกรรมการบริษัทใหม่ 4 คน ได้แก่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, บุญทักษ์ หวังเจริญ, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร และ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ มีผลตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป

    ในวันเดียวกันนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้ง ‘ซุปเปอร์บอร์ดการบินไทย’ หรือ คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ และมีคณะกรรมการอีก 8 คน

    ยื่นศาลขอฟื้นฟูกิจการ ศาลรับคำร้อง

    - 26 พฤษภาคม 2563: การบินไทยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และในวันเดียวกัน ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท มีรายงานข่าวสาเหตุการลาออกว่า เป็นเพราะเรื่องกฎหมาย เนื่องจากนายไพรินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังไม่ถึง 2 ปี จึงไม่สามารถนั่งเป็นกรรมการบริษัทเอกชนได้

    - 27 พฤษภาคม 2563: ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการการบินไทย และนัดไต่สวนวันที่ 17 สิงหาคม 2563 เวลา 09.00 น. เเละให้ประกาศคำสั่งรับคำร้องขอและวันเวลานัดไต่สวนตามที่กฎหมายระบุไว้ หากเจ้าหนี้คัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านก่อนวันนัดไต่สวนไม่น้อยกว่า 3 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน

    - 1 มิถุนายน 2563: คณะกรรมการติดตามการดำเนินการฟื้นฟู บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เชิญผู้บริหารและที่ปรึกษาการเงินและกฎหมายของการบินไทยเข้าร่วมประชุม การบินไทยนำเสนอว่ามี 4 เรื่องหลักที่ต้องการให้คณะกรรมการฯ ช่วยเหลือ คือ 1.การจัดไทม์สลอต หรือเที่ยวบินใหม่ 2.ปัญหาเครื่องบินที่มีสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อ ถ้าเกิดจะต้องบินในต่างประเทศ จะเสี่ยงต่อการถูกยึด 3.ขอให้คณะกรรมการประสานคู่ค้าการบินไทย เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายในระหว่างฟื้นฟู 4.ต้องแก้ไขสัญญาที่การบินไทยทำไว้กับภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากการบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว

    เลิกจ้างพนักงาน ตั้งรักษาการดีดีคนใหม่ ผลประกอบการไตรมาส 2 ขาดทุน 5,339 ล้าน

    - 2 มิถุนายน 2563: มีรายงานจากซุปเปอร์บอร์ดการบินไทยว่า บอร์ดการบินไทยได้แจ้งแก่พนักงานจำนวนกว่า 20,000 คน รวมถึงพนักงานที่จ้างเป็นการชั่วคราวอีกราว 15,000 คนว่า จะต้องลดจำนวนพนักงานลง 10,000 คน และไม่อาจจ้างพนักงานและลูกจ้างชั่วคราวได้อีกต่อไป

    - 1 กรกฎาคม 2563: บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งพิเศษ ที่ประชุมมีมติอนุมัติการลาออกจากตำแหน่งรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ของ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล โดยยังคงดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการคนที่ 2 ของบริษัทฯ และแต่งตั้ง ชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัทฯ ดำรงตำแหน่ง รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อีกตำแหน่งหนึ่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป

    ชาญศิลป์ ตรีนุชกร
    ชาญศิลป์ ตรีนุชกร

    - 17 กรกฎาคม 2563: ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยสิ้นสภาพ ประกาศ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2563

    - 23 กรกฎาคม 2563: การบินไทยประชุมกับตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้จากชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้กลุ่มสหกรณ์จำนวน 87 สหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลสิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และแนวทางดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้และชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในอนาคต

    - 14 สิงหาคม 2563: การบินไทย เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 มีผลขาดทุน 5,339 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 6,883.81 ล้านบาท และมีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,492 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40,017 ล้านบาท หรือ 94.1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 16,193 ล้านบาท ลดลง 67.4 เปอร์เซ็นต์

    ศาลล้มละลายไต่สวนคำร้องนัดแรก เจ้าหนี้ค้านข้อเสนอทำแผน

    - 17 สิงหาคม 2563: ศาลล้มละลายกลางไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการการบินไทยนัดแรก แต่การไต่สวนยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงกำหนดนัดไต่สวนคำร้องเพิ่มเติมอีก 2 วัน คือ วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563 และวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2563

    ทั้งนี้ ในการไต่สวน ศาลได้พิจารณาไต่สวน 2 ประเด็น คือ ควรสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการหรือไม่ และควรแต่งตั้งคณะผู้ทำแผนฯ ตามที่การบินไทยเสนอมาหรือไม่ ซึ่งคณะผู้ทำแผนฯ ที่การบินไทยเสนอประกอบด้วย พลอากาศเอกชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน, จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, บุญทักษ์ หวังเจริญ, ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร และบริษัท อีวาย คอร์ปอเรทแอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด

    - 25 สิงหาคม 2563: ศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการการบินไทย มีเจ้าหนี้ 16 รายคัดค้านข้อเสนอทำแผน (แต่ถอนคำคัดค้าน 4 ราย) หลังการไต่สวนศาลอนุญาตให้การบินไทย และผู้คัดค้านยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือภายใน 7 วัน และศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตาม หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น.

    เปิดผลตรวจสอบการบินไทยขาดทุน พบทุจริตทุกหย่อมหญ้า

    - 28 สิงหาคม 2563: ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผลตรวจสอบข้อเท็จจริงในการบริหารกิจการที่ทำให้การบินไทยขาดทุนเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2551 ว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยมีส่วนในการทุจริต ทำให้การบินไทยขาดทุนนับหมื่นล้านบาท

    สามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การบินไทยขาดทุน คือ 1.การบินไทยไม่ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามมติ ครม. 2.ปัญหาการจ่ายสินบนของบริษัท โรลส์-รอยซ์ วงเงิน 245 ล้านบาท เพื่อเอื้อประโยชน์ในการจัดซื้ออะไหล่เครื่องยนต์และการซ่อมบำรุงแบบเหมาจ่าย 3.มีข้อมูลการจ่ายเงินสินบนไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 2,652 ล้านบาท ผ่านนายหน้าคนกลางให้กับนักการเมือง เจ้าหน้าที่ และพนักงานการบินไทย แลกกับการจัดซื้อเครื่องบิน 10 ลำ นอกจากนี้ยังพบการบริหารงานที่เอื้อประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง

    - 1 กันยายน 2563: หัวหน้าคณะทำงานชุดย่อยเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพบทุจริตในการบินไทย ยื่นหนังสือพร้อมเอกสารหลักฐานจำนวน 18 แฟ้มต่อกระทรวงการคลังในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อให้ร่วมตรวจสอบปัญหาการขาดทุนและการทุจริตในการบินไทย

    ศาลสั่งฟื้นฟูกิจการ บินไทยดิ้นหารายได้-ลดรายจ่าย ให้พนักงานลาออก

    - 14 กันยายน 2563: ศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำสั่งคดีการบินไทยขอฟื้นฟูกิจการ หลังจากศาลไต่สวนและใช้เวลาพิจารณาคดีรวม 3 นัด ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทการบินไทย โดยตั้งคณะผู้ทำแผนตามรายชื่อที่การบินไทยเสนอ และให้เจ้าหนี้ทั้งหมดยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ใน 1 เดือนนับแต่วันมีคำสั่ง

    - ปลายเดือนกันยายน 2563: มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวของการบินไทยถึงความพยายามจะหารายได้หลายทาง เช่น การเปิด Royal Orchid Dining Experience ภัตตาคารอร่อยล้นฟ้า ไม่ต้องบินก็ฟินได้ จำลองบรรยากาศการให้บริการบนเครื่องบินที่สาขาสำนักงานใหญ่และสาขาสีลม การขายปาท่องโก๋ จัดทัวร์บินชมน่านฟ้าไทย และกิจกรรม THAI Flying Experience & Beyond เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมเครื่องฝึกบินจำลอง

    - เดือนตุลาคม 2563: การบินไทยให้บริการเที่ยวบินพิเศษสำหรับผู้โดยสารที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง รวม 15 เที่ยวบินในเดือนตุลาคม 2563 เส้นทางกรุงเทพฯ-ลอนดอน 4 เที่ยวบิน, เส้นทางกรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน 4 เที่ยวบิน, เส้นทางกรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม 1 เที่ยวบิน, เส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง 2 เที่ยวบิน, เส้นทาง กรุงเทพฯ-ไทเป 4 เที่ยวบิน

    - 16 ตุลาคม 2563: การบินไทยจัดโครงการให้พนักงานลาออก โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.โครงการร่วมใจจากองค์กร แผน A มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และ 2.โครงการลาระยะยาว (leave with 20% pay) และโครงการร่วมใจจากองค์กรแผน B ให้พนักงานลาระยะยาว 6 เดือน ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2563 - 30 เมษายน 2564 จากนั้นจะให้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กร แผน B ซึ่งมีผลเป็นการลาออกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2564

    - 27 ตุลาคม 2563: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแจ้งเตือนให้ผู้ถือหุ้นกู้การบินไทยประเภทบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในวันที่ 2 กันยายน 2563 เวลา 16.30 น.

    - 29 ตุลาคม 2563: จากการเปิดโครงการร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร ปี 2563 พนักงานการบินไทยสมัครเข้าร่วมโครงการราว 5,000 คน ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งส่งผลให้การบินไทยเหลือพนักงานราว 14,000 คน

    - 5 พฤศจิกายน 2563: การบินไทยประกาศขายเครื่องบินใช้แล้วจำนวน 34 ลำ ให้ผู้ซื้อเสนอราคาภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563

    - 10 พฤศจิกายน 2563: การบินไทยเปิดเผยแผนการหารายได้เพิ่มระหว่างการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการว่า ในเดือนกันยายน การบินไทยมีรายได้ขยับขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาทจากธุรกิจคาร์โก้ ซึ่งขายเพิ่มในพื้นที่นั่งผู้โดยสาร และมีความพยายามสร้างรายได้เพิ่มเติมจากด้านอื่นๆ เช่น จะนำอาคารต่างๆ ของการบินไทยเปิดเป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า และจัดโครงการ ‘ทีจี แวร์เฮาส์ เซล’ นำสินค้าในคลังกว่า กว่า 400 รายการออกมาขาย

    เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิ 21,536 ล้าน หุ้นถูกแขวนชั่วคราว

    - 11 พฤศจิกายน 2563: การบินไทย (THAI) แจ้งงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 21,536.07 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 16,851 ล้านบาท หรือราว 360.1 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 21,536 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 9.87 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 2.14 บาท

    - 12-13 พฤศจิกายน 2563: หุ้นการบินไทย (THAI) ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขายชั่วคราว), NP (มีข้อมูลที่ต้องรายงาน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างรอข้อมูล) กรณีผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปความเห็นต่องบการเงินสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563

    ทำแผนฟื้นฟูไม่ทันกำหนด เลื่อนแล้วเลื่อนอีก

    - 25 ธันวาคม 2563: ชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย เปิดเผยว่า การบินไทยยังไม่สามารถยื่นแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ได้ทันกำหนดการ วันที่ 2 มกราคม 2564 จึงจะยื่นต่อศาลขอขยายระยะเวลาการยื่นแผนฟื้นฟูออกไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และเมื่อศาลเห็นชอบแผนฟื้นฟูในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2564 การบินไทยจะเดินหน้าฟื้นฟูกิจการได้ในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

    - 5 มกราคม 2564: ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้การบินไทยขยายเวลาส่งแผนฟื้นฟูเป็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564

    - 4 กุมภาพันธ์ 2564: การบินไทยยังไม่ได้ส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ตามกำหนด และได้ขอเลื่อนส่งแผนอีกครั้งเป็นวันที่ 2 มีนาคม 2564

    - 18 กุมภาพันธ์ 2564: การบินไทยตั้ง บุญทักษ์ หวังเจริญ เป็นหัวหน้าคณะการเจรจากับเจ้าหนี้ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ

    - 19 กุมภาพันธ์ 2564: ชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยได้จัดโครงสร้างองค์กรบางส่วนเป็นแบบรวมศูนย์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงานและเป็นการใช้ข้อมูลร่วมกัน ส่งผลให้โครงสร้างองค์กรมีความกระชับและมีขนาดเล็กลง ลดจำนวนผู้บริหารจาก 740 อัตรา เหลือประมาณ 500 อัตรา และลดขั้นตอนการบังคับบัญชาจากเดิม 8 ระดับ เหลือ 5 ระดับ

    - 22 กุมภาพันธ์ 2564: พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงความคืบหน้าแผนการฟื้นฟูการบินไทย

    เผยผลประกอบการปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 141,180 ล้านบาท

    - 24 กุมภาพันธ์ 2564: ชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย เปิดเผยว่า การบินไทยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตขายทรัพย์สินบางรายการที่ไม่ได้เป็นทรัพย์สินหลักที่จำเป็น จำนวน 4 รายการ ได้แก่ 1.หุ้นสายการบินนกแอร์ 2.หุ้นบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS 3.เครื่องยนต์ของเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ที่ไม่ได้ใช้งาน 4.อาคารศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่

    - 25 กุมภาพันธ์ 2564: ชาย เอี่ยมศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี การบินไทย เปิดเผยผลประกอบการปี 2563 ของการบินไทยว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 48,311 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 96,430 ล้านบาท มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 48,119 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 141,180 ล้านบาท

    ส่งแผนฟื้นฟูทันเส้นตาย คลังเคลื่อนไหวให้ความหวังเพิ่มทุน

    - 2 มีนาคม 2564: การบินไทยยื่นแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามเส้นตายที่กำหนด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564

    ชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย เปิดเผยว่า การบินไทยจะไม่แฮร์คัตหนี้ แต่จะผ่อนจ่ายเงินต้นโดยขอยกเว้นการชำระหนี้ใน 3 ปีแรก ส่วนกรณีมูลหนี้ที่เสนอศาลฯอยู่ที่ 410,000 ล้านบาท แต่การบินไทยแจ้งยอมรับหนี้ที่มีอยู่จริง 160,000-170,000 ล้านบาทนั้น เนื่องจากเจ้าหนี้มีการประเมินหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 2-3 ปี ส่วนการบินไทยมองว่าเป็นหนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้น

    - 3 มีนาคม 2563: สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมใช้สิทธิ์เพิ่มทุนให้การบินไทย โดยต้องดูแผนฟื้นฟูของการบินไทยประกอบด้วย ซึ่งแผนที่ทำออกมามีทั้งแผนการลดต้นทุน พัฒนาบุคลากร และการปรับปรุงเส้นทางการบินให้บินในเส้นทางที่ทำกำไร ถือว่าเป็นแผนที่ใช้ได้

    สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    - 30 มีนาคม 2563: ปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังไม่สรุปแนวทางเพิ่มทุนเพื่อเติมสภาพคล่องให้การบินไทย เนื่องจากต้องฟังความเห็นเจ้าหนี้ทั้งหมดก่อน หากผลการโหวตแผนฟื้นฟูการบินไทยในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ออกมาเป็นเอกฉันท์ว่าเจ้าหนี้ไม่รับแผนฟื้นฟูกิจการ การบินไทยจะเปลี่ยนสถานะเป็นล้มละลาย แล้วจะต้องนำทรัพย์สินมาเฉลี่ยคืนเจ้าหนี้แต่ละรายต่อไป

    - 20 เมษายน 2564: การบินไทยปิดดีลขายอาคารศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ให้ เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ หรือ EnCo บริษัทลูกของ ปตท. ที่ชนะการประมูลด้วยราคา 1,810 ล้านบาท

    คลังพยายามดึงกลับเป็นรัฐวิสาหกิจ คมนาคมค้าน เสนอตั้งสายการบินแห่งชาติรายใหม่

    - 21 เมษายน 2564: มีข่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยเข้าหารือกับรัฐบาล กรณีจะขอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบนำการบินไทยกลับเข้าสู่ความเป็นรัฐวิสาหกิจ และขอให้กระทรวงการคลังเพิ่มทุน หรือขอกู้เพื่อการเพิ่มทุนวงเงิน 50,000 ล้านบาทได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากเกรงว่าแผนฟื้นฟูกิจการจะไม่ผ่านความเห็นชอบและจะมีผลให้ต้องล้มละลาย

    - 23 เมษายน 2564: มีการประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการบินไทย หลังการประชุม อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ที่ประชุมยังไม่ได้สรุปเลือกวิธีที่จะแก้ไขปัญหาการบินไทย และยังไม่มีแผนตั้งสายการบินแห่งชาติรายใหม่ ส่วนเรื่องการนำการบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น ยังไม่ได้หารือกัน จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

    อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีดูแลงานกระทรวงคมนาคม
    อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีดูแลงานกระทรวงคมนาคม

    - 28 เมษายน 2564: มีการประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการบินไทย กระทรวงการคลังนำเสนอแนวทางจะให้นำการบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง โดยให้ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งคลังถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ซื้อหุ้นการบินไทยมาจากกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ฝั่งกระทรวงคมนาคมไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้รัฐต้องรับภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก

    - 29 เมษายน 2564: กระทรวงคมนาคมประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการบินไทย โดยนำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่จัดทำโดยผู้ทำแผนและกระทรวงการคลังมาประชุมพิจารณาคู่ขนาน เพื่อช่วยหาทางออกควบคู่กันไป ก่อนจะเสนอให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านั้นกระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางที่ 2 ต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว คือเสนอให้จัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อเป็นสายการบินแห่งชาติในอนาคต

    - 5 พฤษภาคม 2564: ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหารือเรื่องการฟื้นฟูการบินไทย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้ดึงการบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยให้เหตุผลว่า การกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้การบินไทยสามารถฟื้นฟูกิจการได้ตามแผน และการที่มีกระทรวงคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจและอำนาจในการต่อรองกับเจ้าหนี้ได้ ดังนั้นต้องรีบดำเนินการเพราะใกล้จะถึงวันลงมติรับแผนฟื้นฟูในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

    ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จึงยังไม่มีข้อสรุป ที่ประชุมให้กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

    การบินไทยดิ้นหนัก ขอกลับเป็นรัฐวิสาหกิจ คลังช่วยเต็มที่ แต่คณะรัฐมนตรียังไม่พิจารณา

    - 9 พฤษภาคม 2564: คณะผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยได้หารือกับเจ้าหนี้ ได้ข้อสรุปในการเจรจาว่า ขอให้รัฐบาลตัดสินใจให้กระทรวงการคลังหรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องซื้อหุ้นส่วนหนึ่งกลับคืน เพื่อให้การบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทที่ 3 คือ ไม่มีสหภาพแรงงาน เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทยมีความเป็นไปได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นฟูฐานะกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง แต่ถ้าการบินไทยไม่ได้เป็นสายการบินแห่งชาติและรัฐวิสาหกิจ แผนฟื้นฟูกิจการที่ทำมาจะไม่มีทางทำให้การบินไทยกลับสู่สถานภาพเดิมได้

    - 10 พฤษภาคม 2564: ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลเสนอ 3 ขั้นต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการบินไทย ข้อเสนอขั้นแรกคือ การลดทุน เพื่อล้างการขาดทุนสะสม ขั้นที่สอง เจ้าหนี้ต้องยอมเจ็บ ต้องมีการลดหนี้หรือแปลงหนี้เป็นทุน ซึ่งถ้าขอแฮร์คัต หรือลดหนี้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถทำกำไร ลดขาดทุนสะสมได้ถึง 120,000 ล้านบาท และขั้นที่สามคือ เมื่อผลการขาดทุนสะสมเหลืออยู่น้อยแล้ว การเพิ่มทุนอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเป็นผู้เพิ่มทุน แต่ถ้ารัฐบาลต้องแทรกแซง ต้องกำหนดแผนการขายหุ้นออกที่ชัดเจนใน 3-5 ปี เพื่อไม่ให้เกิด moral hazard นอกจากนี้ยังเสนอให้พิจารณาการเปิดประมูลผู้ร่วมทุนใหม่ หรือหาสายการบินอื่นควบรวมได้

    - 11 พฤษภาคม 2564: มีรายงานข่าวคาดกันว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาการนำการบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ และเพิ่มทุนอีก 50,000 ล้านบาท โดยคลังต้องค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 25,000 ล้านบาท ส่วนอีก 25,000 ล้านบาท เป็นส่วนของเจ้าหนี้ 10 ราย เพื่อให้การบินไทยกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามแผนฟื้นฟู แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในวาระการประชุม ครม.ในวันนั้น

    การที่กระทรวงการคลังไม่สามารถสรุปข้อเสนอเรื่องการอัดฉีดเงินให้การบินไทยและทำให้กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง สร้างความกังวลใจให้กับเจ้าหนี้อย่างชัดเจน

    เจ้าหนี้เลื่อนโหวต มีหลายประเด็นยังไม่พอใจ

    - 12 พฤษภาคม 2564: ถึงกำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงมติว่าจะรับแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยหรือไม่ แต่ที่ประชุมลงมติให้เลื่อนการโหวตออกไปเป็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเจ้าหนี้หลายรายมีความเห็นว่าแผนฟื้นฟูการบินไทยยังไม่มีความชัดเจน และมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ลูกหนี้ไม่พอใจ

    อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินเจ้าหนี้หวั่นว่า สหกรณ์ออมทรัพย์เจ้าหนี้อาจจะถูกบีบจากเงื่อนไขของการบินไทยที่ว่าหากสหกรณ์ไม่ยกมือโหวตให้แผนฟื้นฟูผ่าน การบินไทยจะไม่ยอมใช้หนี้สหกรณ์ และอาจแฮร์คัตตัดหนี้สูญสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนที่เหลือจะขอยืดเวลาการชำระหนี้ออกไป 3-6 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้

    - 14 พฤษภาคม 2564: พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีกระแสข่าวการบินไทย โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่สนับสนุนเงินใดๆ ให้การบินไทย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาแผน ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของการจัดทำแผนของผู้บริหารแผน และเพื่อให้แผนผ่านตามเจ้าหนี้

    - 18 พฤษภาคม 2564: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นเครื่องหมาย SP และ NC ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทย (THAI) เป็นการชั่วคราวอีกครั้ง เนื่องจากอยู่ในข่ายบริษัทที่อาจถูกเพิกถอน

    ส่วนการประชุม ครม. ไม่มีวาระพิจารณาเรื่องการบินไทย

    เจ้าหนี้ให้ผ่าน การบินไทยไม่ล้มละลาย เดินหน้าฟื้นฟูกิจการ

    - 19 พฤษภาคม 2564: กำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงมติว่าจะยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยหรือไม่ ซึ่งมีแผนแก้ไขรวม 15 ฉบับ ปรากฏว่า เจ้าหนี้พิจารณาแล้วโหวตยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ 3 ฉบับ ได้แก่ แผนฟื้นฟูฉบับของการบินไทย แผนฟื้นฟูฉบับของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และแผนฟื้นฟูฉบับของธนาคารกรุงเทพ ส่งผลให้การบินไทยเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้เสนอแต่งตั้งผู้บริหารแผน 5 คน ประกอบด้วย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, พรชัย ฐีระเวช, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, ไกรสร บารมีอวยชัย และ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร

    ขั้นตอนหลังจากนี้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์จะรวบรวมรายละเอียดของแผนฟื้นฟูที่ผ่านการพิจารณาแล้ว รายงานไปยังศาลล้มละลายกลางเพื่อนัดพิจารณา โดยเบื้องต้นศาลฯ ได้นัดพิจารณาในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้

    ทั้งนี้ หัวใจหลักของการฟื้นฟูกิจการคือ ‘การพักการชำระหนี้’ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ไปจนถึงวันที่ดำเนินการสำเร็จตามแผน ซึ่งการที่ไม่ต้องชำระหนี้เป็นประโยชน์ที่สำคัญมากต่อลูกหนี้ ช่วยให้สามารถดำเนินกิจการไปต่อได้อย่างมีสภาพคล่องมากขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเรียกให้ชำระหนี้หรือถูกฟ้องร้อง

    ดังนั้น ช่วงเวลาหลังจากนี้คือโอกาสของการบินไทยที่จะพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      การบินไทยการบินไทยล้มละลายspecial contentpremium contentเศรษฐกิจ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564 เวลา 13:43 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์