น้ำหนีบ! ภาวะเสี่ยงโรคของนักดำน้ำ ช่วย 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง

Share :
line-share-logo

จากภาวะที่ต้องดำน้ำนานติดต่อกันหลายชั่วโมงเป็นเวลา 9 วัน นักประดาน้ำเสี่ยงเป็นโรคที่อาจส่งผลถึงชีวิต อุปสรรค คือน้ำที่เย็น 22 องศา เสื้อดำน้ำที่ให้ความอบอุ่นร่างกายยังขาดแคลน....

เข้าสู่วันที่ 9 (2 ก.ค. 61) สำหรับภารกิจค้นหา 13 ชีวิตติดในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยังทำทุกวิถีทางอย่างเต็มกำลัง แข่งกับเวลาที่มีค่าทุกวินาที ด้วยมีความหวังว่าทั้ง 13 คน ต้องรอด ภารกิจหนึ่งในการค้นหาที่น่าเป็นห่วง คือ การดำน้ำในถ้ำมืดติดต่อกันหลายวันในน้ำอุณหภูมิ 22 องศาฯ อากาศอับชื้น ร่างกายของหน่วยซีล นักประดาน้ำ ได้รับผลกระทบอย่างไร

นาวาเอกคมสัน วุฒิประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ใต้น้ำ กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ ซึ่งปฏิบัติภารกิจที่ถ้ำหลวง เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์เมื่อเวลา 15.00 น. ว่า การดำน้ำในถ้ำที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 433 เมตร (ปากถ้ำ) ครั้งนี้ถือว่าเป็นการดำน้ำในแหล่งน้ำที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเกินกว่า 300 เมตรขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค จากการดำน้ำได้ง่าย แม้ความลึกของการดำน้ำในถ้ำไม่เกิน 10 ม. ประมาณ 3-5 ม. ซึ่งถือว่าเป็นการดำน้ำตื้น

แต่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรคจากการดำน้ำ คือ เนื่องจากระยะเวลาที่ดำนาน วันหนึ่งดำหลายครั้ง บางคนอาจคิดว่าดำตื้นไม่น่าจะเกิดโรคจากการดำน้ำ แต่การเดี๋ยวลงดำ เดี๋ยวโผล่ขึ้นผิวน้ำ จะทำให้เกิดโรคจากการลดความกดอากาศ (Decompression sickness) หรือการเมาความกดอากาศ หรือที่เรียกว่า น้ำหนีบ น้ำบีบ น้ำหีบ น็อกน้ำ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายได้รับไนโตรเจน (ก๊าซเฉื่อย 80% ผสมกับออกซิเจน 20% ที่บรรจุในถังดำน้ำ) จากการดำน้ำเป็นเวลานานๆ จนทำให้เกิดฟองก๊าซกระจายและอุดตันในเส้นเลือดของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย 

ซึ่งอาการที่จะเกิดการปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ อันเนื่องมาจากการขึ้นสู่ผิวน้ำกะทันหัน หากมีอาการที่รุนแรง เกิดฟองน้ำอุดตันที่หลอดเลือดสมองและไขสันหลัง จะมีเรื่องของระบบประสาทเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ อาการปวดร่วมกับการชา ตามผิวหนัง ร่างกาย หรือการอ่อนแรงของแขน ขา ภาวะรู้ตัวลดลง สับสน คิดช้า เบลอ มึน จนส่งผลต่อชีวิต หรืออาการอัมพฤกษ์อัมพาตได้ในที่สุด

หากสงสัยว่าจะมีอาการให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้นอนราบ ให้หายใจด้วยออกซิเจน 100 เปอร์เซ็นต์ และแก้ไขภาวะขาดน้ำ

แต่หากวินิจฉัยพบว่าเป็นโรคจากการดำน้ำจริง ต้องเข้ารับการรักษาด้วย "Hyper Baric Chamber" เป็นห้องปรับบรรยากาศแรงดันสูง จะรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการให้คนไข้หายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เป็นหลักการทำงานของการรักษาโดยการไล่ฟองก๊าซไนโตรเจน ด้วยก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ปล่อยจากตัวเครื่อง จนทำให้ปริมาณของฟองก๊าซในเลือดลดลงและสลายตัวไปที่สุด

"ปกติบ้านเรา อุณหภูมิน้ำทะลเวลาดำจะอยู่ที่ 28-29 องศา แต่ในถ้ำอุณหภูมิน้ำ 22 องศา หน่วยซีลจะใส่ชุดในความหนา 3.5 มิล จะหาซื้อหนากว่านี้ในบ้านเราไม่มีขาย พอมาดำน้ำในถ้ำ ก็มีปัญหาเรื่องสูญเสียความร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่ทำใ้ห้นักดำน้ำเกิดโรคจากการดำน้ำได้ ตอนนี้แก้ไขปัญหาโดยการหาชุดดำน้ำที่มีความหนาขึ้น หรือดัดแปลงอุปกรณ์ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นมากขึ้น เช่น ใส่ถุงดำก่อนใส่ชุด และกำลังหาอุปกรณ์มาสนับสนุนอยู่ เพราะน้ำมันเย็น" นาวาเอกคมสันกล่าว

ทั้งนี้จากภารกิจดำน้ำตลอด 9 วันที่ผ่านมา ยังไม่มีนักดำน้ำเป็นโรคจากการดำน้ำ แต่เฝ้าระวังอยู่ เพราะทุกคนที่ลงไปดำก็ตรากตรำหนักมาก เริ่มมีบ้างที่เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น เป็นหวัด จากน้ำที่เย็น และมีการสร้างหน่วยหน้าถ้าในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากเกิดกรณีที่บัดดี้ดำน้ำเกิดอาการที่ชวนสงสัยว่าจะเป็นโรคจากการดำน้ำก็จะติดต่อแจ้งจากในถ้ำ

และเมื่อเวลา มีรายงานจากผู้สื่อข่าวไทยรัฐเมื่อ 17.15 น. ว่ามีการเพิ่มกำลังหน่วยซีลอีก 20 นาย เพิ่มขวดอากาศอีก 200 ขวด เพื่อใช้ในภารกิจดำน้ำค้นหา 13 ชีวิต

อ่านเพิ่มเติม...