การทำ CPR แล้วเกิดพลาดพลั้ง ไปทำให้กระดูกซี่โครงผู้ป่วยหักนั้น มันมีความเป็นไปได้ ทั้ง อาจจะถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก็ได้ หรือ อาจจะไม่เสียชีวิตก็ได้!

ถ้าเช่นนั้นแล้ว... CPR คืออะไร?

Cardiopulmonary resuscitation หรือ CPR หมายถึง การปฏิบัติการกู้ชีวิต เพื่อช่วยฟื้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด ที่หยุดทำงานอย่างกะทันหัน เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นเองได้ตามปกติ โดยไม่เกิดความพิการของสมอง

แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ อ่าน 3 ย่อหน้าแรกของสกู๊ปชิ้นนี้ แล้วคงเกิดถามขึ้นในใจว่า เอ...วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะชวนทุกท่านมาอ่านเรื่องอะไรกันแน่นะ? 


เอาล่ะ เช่นนั้น เราไปเริ่มตั้งหลักกันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมากันก่อน

น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของ “น้องเมย ”นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ได้ออกมาเปิดเผย ผลการชันสูตรศพชุดที่ 1 ของน้องชายตัวเอง ที่ได้รับมาจาก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า พบรอยช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และยังพบอีกด้วยว่า กระดูกซี่โครงซี่ที่ 4 หัก

...

ซึ่งเบื้องต้น ทางครอบครัว มีความเชื่อมั่นว่า สาเหตุที่ทำให้กระดูกซี่โครงหักนั้น ไม่ได้เกิดมาจาก การทำ CPR แน่นอน!

แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ รู้ประเด็นที่ ทีมข่าวฯ จะมานำเสนอในวันนี้กันแล้วใช่ไหม ครับ!

ใช่แล้วครับ ประเด็นที่ทีมข่าวฯ จะพยายามมาไขรหัส ในวันนี้ ก็คือ การทำ CPR อาจจะทำให้เกิดกระดูกซี่โครงหักได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากกระดูกซี่โครง เกิดหักขึ้นมาจริงๆ มันจะถึงขั้น ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้จริงๆ กระนั้น หรือ?

เอาล่ะ เราไปค่อยๆ เริ่มต้น ไล่เรียงกันไป แบบทีละประเด็น โดยฟังความเห็นของแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญ ของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เพื่อประกอบให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นกัน!

ประเด็นที่ 1 การทำ CPR แล้วทำให้กระดูกซี่โครงหัก เป็นไปได้จริงหรือ?

“คือแบบนี้...เอาง่ายๆ เลย การที่กระดูกซี่โครงจะหักได้ มันต้องเกิดจากการถูกกระแทก ด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วนจะเป็นอะไรได้บ้าง นั้น ก็เช่น นอนหงายแล้ว มีการใช้มือ กดปั๊มหัวใจ ก็ทำให้หักได้ หรือ คนนอนหงาย แล้วถูกกระทืบลงไป ก็ทำให้หักได้ เช่นกัน!”

เพราะฉะนั้น...การทำ CPR ก็สามารถทำให้กระดูกซี่โครงหักได้เช่นกัน เพราะถือว่า เป็นการเข้าข่าย การกระแทก เช่นกัน เพียงแต่การกระแทก นั้น เป็นการทำลงไปเพื่อช่วยชีวิต

และบางครั้งเท่าที่ทราบ การทำ CPR อาจถึงขั้น ทำให้กระดูกซี่โครงหักคนไข้หัก 4-5 ซี่ ก็เคยมีมาแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี กรณี การทำ CPR แล้วเกิดพลาดไปทำให้ กระดูกซี่โครงคนไข้หัก นั้น มันเป็นไปได้ ทั้งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก็ได้ หรือ อาจจะไม่เสียชีวิตก็ได้

ซึ่งกรณีที่คนไข้ไม่เสียชีวิต ก็เพราะเมื่อทำไปแล้ว กระดูกซี่โครงที่หัก มันไม่ได้ไปทิ่มปอด!

แต่กลับกัน หากทำไปแล้ว กระดูกซี่โครงที่หัก เกิดไปทิ่มปอดขึ้นมา แบบนี้ก็จะมีความเสี่ยง ที่อาจจะทำให้คนไข้เสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุที่จะทำให้เสียชีวิตก็คือ...

1.กระดูกซี่โครงที่หักเกิดไปทิ่มปอด จนทำให้เลือดออกท่วมช่องปอด กระทั่งขาดอากาศหายใจ ซึ่งในกรณีนี้ เสียชีวิตได้จาก 1) เกิดอาการตกเลือดในช่องปอด และ 2) ขาดอากาศหายใจ ซึ่งเกิดจาก เลือดแทรกเข้าไปในช่องอก

2.กระดูกซี่โครงหัก แล้วทำให้เกิดรูรั่วในช่องปอด จนกระทั่ง ทำให้เกิดลมเข้าไปเบียดในปอด จนกระทั่งทำให้ผู้ป่วยหายใจเข้าไม่ได้ และเสียชีวิต จากการขาดอากาศหายใจในที่สุด

โดยทั้ง 2 กรณีนี้ ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการหมดสติ การช่วยชีวิตจะต้องรีบทำ ภายในเวลาไม่เกิน 10-30 นาที

...

ประเด็นที่ 2 แล้วอะไรคือตัวบ่งชี้ว่า ทำ CPR แล้วกระดูกซี่โครงหัก จนนำไปสู่การเสียชีวิต

ประเด็นนี้ ดูไม่ยากเลย! ประเด็นหลักๆ ที่จะนำมาประกอบการพิจารณาก็คือ...

1.ตำแหน่งที่หัก
2.ความรุนแรงจากจำนวนซี่โครงที่หัก
3.น้ำหนักการบาดเจ็บ
4.เลือดที่ออกจากจุดที่หัก จากซี่โครง มีมากน้อยเพียงใด
5.ตำแหน่งที่หัก สอดคล้องกับการทำ CPR หรือไม่

และข้อที่สำคัญที่สุด ก็คือ ข้อที่ 6.ร่องรอยของการชอกช้ำ ไม่ว่าจะเป็นผิวด้านใน หรือ ด้านนอก ที่สัมพันธ์กับการหัก ตรงกับ ตำแหน่งที่มีการออกแรงกด ในการทำ CPR ตามหลักการที่ถูกต้องหรือไม่!

เพราะหาก มันเกิดไปหักในจุดที่ห่างไกล กับ ที่มีการทำ CPR ขึ้นมา... แบบนั้น จะต้องมีความระมัดระวังในการแปรผล ว่า ตกลงแล้ว มันเกิดจากการทำ CPR หรือไม่?

...

ประเด็นที่ 3 อะไรคือ...ร่องรอยที่จะนำไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ว่า เกิดจาก CPR หรือ ถูกทำร้ายร่างกาย

เรื่องนี้ พนักงานสอบสวน ที่รับผิดชอบคดี คือ กุญแจสำคัญ!

วิธีที่จะพิสูจน์ ก็ง่ายๆ เลย คือ...ต้องมีการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ที่ทำ CPR ว่า ทำ CPR ด้วยท่าทางและวิธีการลักษณะรูปแบบใด?

เช่น วิธีที่ 1 ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการช่วยทำ CPR กรณีนี้ อาจจะทำให้ซี่โครงหักได้ค่อนข้างมาก เพราะเครื่องจะปั๊มแรง

แต่หากเป็น วิธีที่ 2 คือ การใช้แรงของมนุษย์ ในการทำ CPR กรณีนี้ มีความเป็นไปได้ทั้ง ซี่โครง อาจจะไม่หัก เพราะไม่ได้ใช้แรงอะไรมากนัก เว้นเสียแต่ คนที่ทำ CPR อยากที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยจริงๆ การใช้แรงกด ก็ย่อมต้องมีสูง ซึ่งในกรณีแบบนี้ อาจจะทำให้ซี่โครงหักได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่ร่องรอย...สำหรับการหาความจริงของเรื่องนี้ ก็คือ...

หากคนที่เป็นคนทำ CPR ให้การเรื่องวิธีการทำในระหว่างช่วยชีวิต จนกระทั่งพลาดพลั้งทำให้ผู้ป่วยซี่โครงหัก นั้น เกิดไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่ปรากฏ...

แบบนี้น่าจะมีปัญหาแน่นอน!

แต่กลับกัน หาก ตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงหัก สอดคล้อง กับ วิธีการที่ทำ ทุกอย่างก็จบ!

ซึ่งประเด็นการให้การ เรื่องนี้แหล่ะ! ที่พนักงานสอบสวน จะต้องพยายามค้นหาข้อเท็จจริงมาให้ได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวล ก็คือ คนที่ให้การ สามารถพูดได้สารพัดสิ่ง เพื่อให้มันตรง กับ ข้อเท็จจริง ที่พบจาก ศพ!

ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่ากระดูกซี่โครงจะหัก ในตำแหน่งที่สูง หรือ หักในตำแหน่งที่ต่ำ ไปจากท่าปกติสำหรับการทำ CPR คนที่ทำ เกิดอ้างว่า บังเอิญวันนั้น ปั๊มหัวใจในตำแหน่งที่สูงเกินปกติไป เพื่อให้ตรงกับจุดที่หักล่ะ...

...

แล้วแบบนี้...พนักงานสอบสวน จะว่าอย่างไร?

เพราะฉะนั้น พนักงานสอบสวนในคดีนี้ อาจจะต้องเรียก คนทำ CPR ในเวลาเกิดเหตุทั้งหมด มาทำการสอบปากคำเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงต่อไป

ประเด็นที่ 4 หากญาติผู้ตาย เกิดเห็นไม่ตรง ข้อสรุปในทางคดี สามารถทำอะไรได้บ้าง?

ลำดับความง่ายๆ ได้แบบนี้...

กรณีที่ 1 หากสรุปว่า เป็น การตาย ที่ไม่เป็นไปในทางอาญา เช่น ฆ่าตัวตาย หรือ ป่วยตาย แล้ว อัยการ มีความเห็นไม่สั่งฟ้อง ประเด็นนี้ ญาติมีสิทธิ ยื่นฟ้องเองได้ แต่ต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานมาด้วยตัวเอง

กรณีที่ 2 หากสรุปว่า เป็นการตาย ที่เป็นไปในทางอาญา เช่น ฆาตกรรม พนักงานสอบสวน ที่รับผิดชอบคดี ก็จะต้องไปทำสำนวนทางอาญา เพื่อกล่าวหา บุคคลอื่นที่เป็นผู้กระทำมา

กรณีที่ 3 หากทางญาติ เห็นว่า ไม่สามารถฟ้องคดีอาญาได้ ก็เลือกไป ฟ้องแพ่ง แทน

ยกตัวอย่างเช่น...หากทางญาติเห็นว่า กรณีนี้ เกิดจากการรักษาพยาบาลไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง แล้วไปฟ้อง กระทรวงกลาโหม เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน แบบนี้ก็น่าจะสามารถกระทำได้

แต่หากเกิดกรณีเช่นนั้น ขึ้นมาจริงๆ...ปัญหามันไม่ได้จบง่ายๆ แน่

เพราะหาก กระทรวงกลาโหม เกิดแพ้คดีขึ้นมา ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ญาติเรียกร้อง ตามระเบียบราชการ ระบุเอาไว้ว่า หากทางราชการต้องเสียทรัพย์ไปเพื่อการหนึ่งการใด

ต้องมีผู้รับผิดชอบ

ซึ่งนั่นแปลว่า จะต้องมีการฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเงินกลับคืนทางราชการ แน่นอน!

ทีนี้แหละ ลองคิดดูสิว่า ใครจะเดือดร้อนบ้าง...และจะมีจำนวนกี่คน?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน