
OpenAI เปิดเผยรายได้ต่อปีที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์เดิมที่เคยมีการรายงานไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อรายได้ของบริษัท AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลายเป็นชนวนให้หุ้นเทคโนโลยีร่วงยกแผง แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 หลัง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT เปิดเผยข้อมูลรายได้ที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน โดยบริษัทมีรายได้ต่อปีในอัตราปัจจุบัน (Annualized Revenue) อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่รายงานออกมาก่อนหน้านี้
ข่าวดังกล่าวกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างหนัก นำโดยหุ้น Nvidia ปรับตัวลดลงเกือบ 3% Oracle ร่วงเกือบ 6% และ CoreWeave ดิ่งมากกว่า 7% ขณะที่ดัชนี Nasdaq 100 ปิดตลาดลดลง 1.4% และดัชนีหุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ปรับตัวลง 3.4%
จุดเริ่มต้นของความกังวลอยู่ที่ตัวเลขรายได้ของ OpenAI ซึ่งมีรายงานออกมาสองชุด ชุดแรก คือ ตัวเลขรายได้ต่อปีในอัตราปัจจุบันเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีรายงานเมื่อปลายเดือนกันยายน โดยข้อมูลในเวลานั้นระบุว่า รายได้ของบริษัทเติบโตมากกว่า 70% นับตั้งแต่เริ่มไตรมาส 3 และรายได้จากธุรกิจลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
ชุดที่สองคือ ตัวเลขประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลัง OpenAI เปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อนักลงทุน ณ สิ้นเดือนกันยายน ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่า OpenAI สูญเสียรายได้ไป 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน แต่มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับวิธีคำนวณและการนับรายได้จากพันธมิตรทางธุรกิจ
ตามรายงานของ Financial Times ตัวเลขเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนหน้านี้เกี่ยวข้องกับการประเมินของนักลงทุนที่พยายามคำนวณรายได้ของ OpenAI ให้สามารถเปรียบเทียบกับ Anthropic ได้โดยตรง โดย Anthropic มีวิธีนับยอดขายที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการคลาวด์แตกต่างออกไป ดังนั้น ตัวเลขทั้งสองจึงไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรงโดยไม่พิจารณาขอบเขตการคำนวณ
อีกด้านหนึ่ง OpenAI ยังคาดการณ์ว่ารายได้ต่อปีในอัตราปัจจุบันอาจแตะหรือสูงกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจลูกค้าองค์กร และยังเปิดเผยด้วยว่า รายได้ในอัตราปัจจุบันเติบโต 77% ในไตรมาส 3 และธุรกิจลูกค้าองค์กรเติบโต 107% ในช่วงเวลาเดียวกัน
แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารายได้ของ OpenAI ลดลงจริง แต่ความแตกต่างระหว่างตัวเลขที่ตลาดเคยรับรู้กับข้อมูลล่าสุดกลับทำให้นักลงทุนต้องกลับมาทบทวนสมมติฐานที่ใช้ประเมินมูลค่าธุรกิจ AI ทั้งอุตสาหกรรม และทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า OpenAI มีรายได้เท่าไรกันแน่ รวมถึงรายได้นั้นคำนวณอย่างไร เติบโตอย่างยั่งยืนเพียงใด และสามารถรองรับต้นทุนมหาศาลของธุรกิจได้หรือไม่
ข้อควรรู้ : Annualized Revenue หรือ Run Rate เป็นการนำรายได้ในช่วงเวลาหนึ่งมาคำนวณเป็นอัตรารายได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่รายได้ที่บริษัทรับรู้จริงครบ 12 เดือน และไม่ใช่กำไรของบริษัท
เหตุใดข้อมูลทางการเงินของ OpenAI จึงส่งผลต่อหุ้นบริษัทอื่นอย่างรวดเร็ว คำตอบอยู่ที่ตำแหน่งของ OpenAI ในห่วงโซ่ธุรกิจ AI ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนา ChatGPT แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ซื้อและผู้ใช้โครงสร้างพื้นฐานประมวลผล AI รายสำคัญของอุตสาหกรรม
OpenAI เป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ใจกลางการลงทุน AI โดยเฉพาะการพัฒนาโมเดล AI และการให้บริการแก่ผู้ใช้จำนวนมหาศาลต้องอาศัยชิปประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และพลังงาน ซึ่งล้วนต้องใช้เงินลงทุนสูง
เมื่อ OpenAI เติบโตและมีความต้องการประมวลผลเพิ่มขึ้น บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวก็มีโอกาสได้รับประโยชน์ตามไปด้วย แต่หากตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อการเติบโตของรายได้หรือความสามารถในการสร้างผลตอบแทน ความคาดหวังที่เคยหนุนราคาหุ้นเหล่านี้ก็อาจถูกปรับลดลงได้เช่นกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่ารายงานรายได้ของ OpenAI เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้หุ้นทั้งหมดลดลง เพราะตลาดยังเผชิญปัจจัยอื่น เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ข่าว OpenAI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันหุ้น AI และชิปในวันดังกล่าว
ตลอดช่วงที่กระแส AI เติบโต บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกต่างเร่งลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนเหล่านี้มีเหตุผลรองรับ เพราะหากความต้องการใช้งาน AI เติบโตต่อเนื่อง ผู้ให้บริการก็มีโอกาสสร้างรายได้จากค่าสมาชิก ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร บริการคลาวด์ และเครื่องมือ AI รูปแบบต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนล่วงหน้าจำนวนมหาศาลก็สร้างความเสี่ยงเช่นกัน หากรายได้เติบโตไม่ทันต้นทุน หรือความต้องการใช้งานจริงไม่มากพอที่จะรองรับกำลังประมวลผลที่สร้างขึ้น บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันต่อกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุน
มากไปกว่านั้น ความกังวลของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ของ OpenAI แต่ยังเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สินที่อาจไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในงบดุลบางส่วน และรูปแบบการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกันระหว่างบริษัทเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ในอีกด้านหนึ่งการปรับตัวลงของหุ้นก็เตือนให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ให้มูลค่ากับ AI จากศักยภาพของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการหลักฐานว่าการลงทุนจำนวนมหาศาลจะนำไปสู่รายได้ กำไร และกระแสเงินสดที่เติบโตได้จริง และนี่คือสิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นจากบริษัท AI หลังจากนี้
สำหรับแผนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ล่าสุด OpenAI ตัดสินใจเลื่อนออกไปอย่างน้อยจนถึงปี 2027 โดย แซม อัลต์แมน ซีอีโอของบริษัท ระบุว่า OpenAI ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรการความปลอดภัยของ AI ก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของโมเดล AI และความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีไปใช้งาน
การเลื่อน IPO เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันให้พิสูจน์ความสามารถในการสร้างรายได้และความเหมาะสมของมูลค่ากิจการ ขณะที่ยังเดินหน้าระดมทุนรอบใหม่อย่างน้อย 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยมูลค่าบริษัทก่อนรับเงินทุนใหม่ที่มีรายงานว่าอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
การตัดสินใจดังกล่าวจึงสะท้อนว่า แม้ OpenAI จะยังเติบโตและดึงดูดเงินลงทุนได้มหาศาล แต่การเข้าสู่ตลาดหุ้นจำเป็นต้องอาศัยมากกว่าความคาดหวังต่ออนาคตของ AI ทั้งความชัดเจนด้านผลประกอบการ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม digital transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney