ทรัมป์เปลี่ยนเกม AI สหรัฐฯ ให้ Big Tech คุมตัวเอง จับตาต้นทุนพุ่ง-เงินอาจไหลสู่ Infrastructure

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ทรัมป์เปลี่ยนเกม AI สหรัฐฯ ให้ Big Tech คุมตัวเอง จับตาต้นทุนพุ่ง-เงินอาจไหลสู่ Infrastructure

Date Time: 30 ก.ย. 2569 13:11 น.

Video

อธิบาย Stablecoin แบบเข้าใจง่าย จะเปลี่ยนโลกยังไง ทำไมถึงสำคัญ? | Digital Frontiers EP.76

“Summary“

การประชุมเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 มีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเทคโนโลยีและ AI กว่า 30 ราย รวมถึงตัวแทนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมหารือทิศทางอุตสาหกรรม

  • บริษัทชั้นนำ 6 แห่ง ได้แก่ Google, Meta, Nvidia, Anthropic, OpenAI และ xAI ลงนามในข้อตกลง 'Joint Commitment on Frontier Responsibilities' เพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยด้วยตนเอง
  • ข้อตกลงเน้นการสร้างระบบควบคุมภายใน การตรวจสอบจากบุคคลภายนอก และการมีคณะกรรมการอิสระกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีทำงานตามวัตถุประสงค์
  • นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการนี้อาจเพิ่มต้นทุนการพัฒนา AI และส่งผลต่อมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนา Frontier AI ที่ต้องแบกรับภาระด้านการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น
  • รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนคำเรียก AI เป็น 'Super Intelligence' (SI) ในเอกสารราชการ เพื่อยกระดับความสำคัญของเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือยุทธศาสตร์ระดับชาติ

Latest


การประชุม Super Intelligence Luncheon ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและ AI ชั้นนำของโลกที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม AI เพราะนอกจากเป็นเวทีรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่แล้ว ยังเกิดการวางกรอบใหม่สำหรับการกำกับดูแล AI และการกำหนดทิศทางของเทคโนโลยี ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจและรัฐบาลกว่า 30 ราย  โดยฝั่งเทคโนโลยีและ AI มีทั้ง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon, Satya Nadella ซีอีโอ Microsoft, Lisa Su ซีอีโอ AMD, Hock Tan ซีอีโอ Broadcom, Sanjay Mehrotra ซีอีโอ Micron, Nikesh Arora ซีอีโอ Palo Alto Networks, Bill McDermott ซีอีโอ ServiceNow, Shyam Sankar ซีทีโอ Palantir

รวมถึงผู้บริหารจาก Meta, Nvidia, Google และ Anthropic ตลอดจน Greg Brockman ประธาน OpenAI, Elon Musk และผู้บริหารเทคโนโลยีรายอื่นๆ ขณะที่ฝั่งรัฐบาลมี JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ, Scott Bessent รัฐมนตรีคลัง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ ไซเบอร์ และความมั่นคงเข้าร่วมด้วย

ภายหลังการประชุม Trump ได้ประกาศแนวทาง “Self-Regulation” หรือให้บริษัทเป็นผู้กำกับดูแลเทคโนโลยีของตัวเอง แทนการออกกฎหมายควบคุม AI จากรัฐบาลกลาง โดยบริษัท 6 ราย ได้แก่ Google, Meta, Nvidia, Anthropic, OpenAI และ xAI ได้ลงนามในข้อตกลงโดยสมัครใจที่เรียกว่า “Joint Commitment on Frontier Responsibilities”

ภายใต้ข้อตกลง บริษัทต่างๆ ให้คำมั่นว่าจะจัดทำ “กระบวนการและระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง” เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีของบริษัททำงานตามวัตถุประสงค์ และสามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ข้อตกลงกำหนดให้บริษัท AI มีระบบควบคุมภายในที่เข้มงวด ตรวจสอบความปลอดภัยและความสามารถของโมเดลระหว่างการพัฒนาและใช้งาน รวมถึงมีทีมภายในตรวจสอบระบบ การแต่งตั้งให้มีผู้ประเมินหรือผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก รวมถึงการมีคณะกรรมการอิสระระดับบอร์ดเข้ามากำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง

แม้ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หรือยังไม่ได้มี “กฎหมายคุม AI” ในทันที เนื่องจากกรอบที่ประกาศยังเป็นมาตรการสมัครใจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาหลังจากนี้ คือ ต้นทุนและกระบวนการเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นจากการกำกับดูแลตัวเอง

หากบริษัท AI ต้องเพิ่มการทดสอบโมเดล ระบบ Cybersecurity การตรวจสอบจากบุคคลภายนอก รวมถึงระบบกำกับดูแลภายในมากขึ้น ต้นทุนในการพัฒนาและเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับบริษัทที่กำลังแข่งขันกันพัฒนา Frontier AI ซึ่งต้องใช้ทั้งเงินทุน บุคลากร และ Data Center มหาศาล ต้นทุนด้านความปลอดภัยจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต้องนำมาคำนวณควบคู่กับรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก AI

หุ้น AI อาจไม่ได้รับผลกระทบเท่ากันทั้งอุตสาหกรรม

ทั้งนี้กฎใหม่อาจไม่ได้กระทบหุ้นเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกันทั้งหมด โดยกลุ่มที่อาจต้องรับภาระโดยตรงเป็นกลุ่มแรก คือ บริษัทที่พัฒนา Frontier AI Models เพราะต้องรับผิดชอบทั้งการทดสอบความปลอดภัย การควบคุมโมเดล และการตรวจสอบระบบของตัวเอง

ขณะที่บริษัทในชั้น AI Infrastructure เช่น ผู้ผลิตชิป ระบบ Networking, Memory, Data Center และระบบพลังงาน อาจได้รับผลกระทบผ่านอีกช่องทางหนึ่ง เพราะแม้การกำกับดูแลจะทำให้การพัฒนา AI บางส่วนมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความต้องการด้าน Compute จะหายไป โดยเฉพาะหากบริษัทและรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center แม้จะเผชิญแรงต่อต้านในหลายพื้นที่

ดังนั้น ผลกระทบที่น่าสนใจต่อการลงทุนอาจไม่ใช่การที่เงินไหลออกจาก AI แต่เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของเงินลงทุนภายใน Ecosystem

หากการพัฒนาโมเดล AI ถูกกำกับเข้มขึ้น เงินลงทุนบางส่วนอาจไหลไปยังธุรกิจที่ทำหน้าที่สนับสนุน AI มากขึ้น เช่น

  • AI Infrastructure : GPU, AI Chip, Memory, Networking และ Data Center
  • AI Security : Cybersecurity, Model Monitoring และระบบตรวจสอบ AI
  • AI Governance : เครื่องมือสำหรับ Audit และ Compliance
  • Enterprise AI : AI ที่มี Use Case ชัดเจนและสามารถวัดผลตอบแทนทางธุรกิจได้
  • Energy Infrastructure : ระบบไฟฟ้าและพลังงานที่รองรับ Data Center

Ed Mills นักวิเคราะห์นโยบายจาก Raymond James มองว่า หุ้น AI ในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นโดยตลาดแทบไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากเกณฑ์กำกับดูแลเข้าไปในราคา อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่า หากการกำกับดูแล AI เข้มขึ้น นักลงทุนอาจต้องกลับมาประเมินมูลค่าของโมเดล AI และบริษัทที่พัฒนาโมเดลใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะหากกฎใหม่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีช้าลงหรือทำให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนเลื่อนออกไปในอนาคต

ประเด็นนี้สำคัญกับหุ้นเทค เพราะราคาหุ้นจำนวนมากสะท้อนความคาดหวังต่อรายได้และกำไรจาก AI ในอนาคตไปแล้ว หากไทม์ไลน์ของการสร้างรายได้ยืดออก มูลค่า (Valuation) ก็อาจถูกนำกลับมาคำนวณใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ Nasdaq เคยปรับตัวลงในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่อง AI controls แม้การเคลื่อนไหวจะมีหลายปัจจัยประกอบกัน

อีกด้านหนึ่ง Morgan Stanley มองว่า AI Regulation อาจกดดันความเร็วในการพัฒนา AI และสร้างคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะ Data Center และ Energy Infrastructure แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกดความต้องการด้าน Compute จะลดลงในทันที

เช่นเดียวกันกับ JPMorgan Asset Management มองว่า หากความกังวลด้านความปลอดภัยนำไปสู่การชะลอการพัฒนาโมเดล การลงทุนอาจเปลี่ยนจากการทุ่มเงินเพื่อ Training โมเดลขนาดใหญ่ ไปสู่ Inference หรือการนำโมเดลไปใช้งานจริง ซึ่งอาจเปลี่ยนกลุ่มหุ้นที่ตลาดให้ความสนใจในรอบต่อไป

สิ่งที่ตลาดต้องจับตาที่สุด คือ ผลตอบแทนจาก AI

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังลงทุนใน AI ด้วยเงินจำนวนมหาศาล ทั้งการสร้าง Data Center ซื้อชิป และพัฒนาโมเดล AI

ดังนั้น การกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นอาจให้คำถามด้านการลงทุนเข้มข้นขึ้นว่าเงินที่ลงทุนไปจะสร้างผลตอบแทนกลับมาเมื่อไร หากบริษัทสามารถสร้างรายได้จาก AI ได้ตามการลงทุน ต้นทุนด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลอาจกลายเป็นต้นทุนหนึ่งของการทำธุรกิจ

แต่หากงบลงทุน CapEx เติบโตเร็วกว่ารายได้จาก AI ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความกังวลของตลาดอาจเปลี่ยนจากเรื่อง AI Safety ไปสู่เรื่อง AI Economics หรือเศรษฐศาสตร์ของการลงทุน AI ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นจำนวนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

อีกผลกระทบที่ตลาดต้องจับตา คือ Barrier to Entry หรือกำแพงกีดกันบริษัทเล็ก หากในอนาคตการพัฒนา AI จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่มีต้นทุนสูง บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน Data Center และทีมวิจัยจำนวนมาก อาจสามารถรับต้นทุนเหล่านี้ได้ง่ายกว่าสตาร์ตอัป หรือบริษัทขนาดเล็ก

สำหรับนักลงทุนจึงต้องจับตาว่า กฎที่ออกมาในอนาคตจะถูกออกแบบในลักษณะที่สร้างภาระให้บริษัททุกขนาดเท่าเทียมกันหรือไม่ หรือจะกลายเป็นต้นทุนที่บริษัทขนาดเล็กแบกรับได้ยากกว่า


ทรัมป์สั่งเปลื่ยนชื่อจาก AI เป็น “Super Intelligence”

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ การลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้คำว่า Super Intelligence หรือ “SI” แทนคำว่า Artificial Intelligence หรือ AI ในเอกสาร การสื่อสาร เว็บไซต์ รายงาน และเอกสารเชิงนโยบายของฝ่ายบริหาร

โดยให้เหตุผลว่า คำว่า Artificial ทำให้เทคโนโลยีฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่ “ไม่จริง” ขณะที่เขามองว่าขีดความสามารถของเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปไกลกว่าการเลียนแบบความฉลาดของมนุษย์ และกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของ “Super Intelligence”

การเปลี่ยนคำเรียกจึงมีนัยมากกว่าการเปลี่ยนศัพท์ เพราะสะท้อนกรอบคิดของรัฐบาลที่ต้องการวาง AI ไว้ในฐานะเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนาและรักษาความเป็นผู้นำ โดยเฉพาะท่ามกลางการแข่งขันกับจีน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับการผลักดันให้บริษัท AI กำกับดูแลตัวเอง รวมถึงการสนับสนุนการขยาย Data Center ภาพรวมจึงสะท้อนทิศทางของ Trump ที่ต้องการเร่งการพัฒนา AI ขณะที่ให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น แทนการใช้กฎจากรัฐบาลเข้าควบคุมการพัฒนาโดยตรง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงอยู่ที่ประสิทธิผลของกรอบการกำกับดูแลตัวเองดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารบริษัท AI บางรายเองก็แสดงความกังวลต่อความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี




ที่มาข้อมูล Financial Times , BBC , Politico , Business Insider 

อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม digital transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation 

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ