
รัฐบาลจีนผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้โมเดลเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน
จากเชียร์ลีดเดอร์ควงผ้า เต้นเด้ง ๆ บนเวทีงานแสดงระดับชาติ วันนี้ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) หรือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ของจีนสามารถขึ้นโชว์ได้อย่างลื่นไหล ตีลังกาได้โดยไม่เสียท่า และถึงขั้นวิ่งได้เร็วกว่ามนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกโดยที่ไม่สะดุดล้มแล้ว ในระยะเวลาแค่ไม่ถึง 2 ปี จีนยก “หุ่นยนต์” ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ และพัฒนาได้รวดเร็วจนทั่วโลกต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา
ความไวรัลของหุ่นยนต์เหล่านี้ เริ่มต้นจากการเรื่องตลกที่คนขำกันได้ในโลกอินเทอร์เน็ต แถมล่าสุดยังมีการจัด World Humanoid Robot Games 2026 ขึ้นเป็นการนำหุ่นยนต์มาแข่งขันให้ผู้คนได้ชมกัน ภาพนี้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่เบื้องหลังคือการแสดงจุดยืนของจีนว่า “ฉันนี่แหละคือผู้นำของวงการนี้”
ปัจจุบันจีนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการติดตั้งหุ่นยนต์โรงงานใหม่ทั่วโลกในแต่ละปี แรงผลักดันหนึ่งมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลในประเทศ ทำให้ในหลายเมืองมีโรงงานผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ตั้งแต่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ สถานที่ฝึกหุ่นยนต์ ไปจนถึงแหล่งผลิตชิ้นส่วน จนถึงขั้นที่ว่า หากขาดน็อตหนึ่งตัวก็เดินไปซื้อได้ทันที
สิ่งนี้ทำให้จีนได้เปรียบอย่างมากในแง่ของต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ผลที่ตามมาคือสามารถขายหุ่นยนต์ออกได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งในปีที่ผ่านมา Unitree หนึ่งในบริษัทฮีโร่ของประเทศ มียอดขายฮิวแมนนอยด์มากถึง 5,215 ตัว ในราคาตัวละ 810,000 บาท จากเดิมที่ปี 2023 ทาง Unitree ขายที่ราคาสูงถึง 2,890,000 บาท
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Unitree เพิ่งเปิดซื้อขายหุ้นวันแรกในตลาดเซี่ยงไฮ้ ซึ่งราคาหุ้นทะยานไปสูงกว่า 600% จากราคาเปิดตลาด ทำให้ Unitree เป็นบริษัทฮิวแมนนอยด์แรกที่เข้าตลาดในประเทศได้สำเร็จ และราคายังแรงทะยานแซงหน้าบริษัทชิปลูกรักของชาติอย่าง CXMT ด้วย
ภาพที่จีนกำลังเร่งความเร็วในการพัฒนาหุ่นยนต์และฮิวแมนนอยด์นี้ก็เพื่อที่จะครองตลาด และแซงหน้าสหรัฐอเมริกาที่มีผู้เล่นจำนวนน้อยกว่า แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า สิ่งที่ยังคงเป็นคอขวดของการพัฒนาฮิวแมนนอยด์คือ “ข้อมูลคุณภาพ” ที่ยังไม่มีคุณภาพพอที่จะทำให้หุ่นยนต์ทำงานได้อย่างราบรื่น
แล้วทำไมจีนถึงกล้าที่จะพัฒนาฮิวแมนนอยด์ให้ไปรวดเร็วขนาดนี้ แม้ Data จะยังขาดแคลน? แล้วทดลอง และผลิตออกมาจำนวนมหาศาลต่อเนื่องแบบนี้จะขายให้กับใคร?
ตลอด 14 ปีนับตั้งแต่ สี จิ้นผิง ขึ้นสู่อำนาจ ภาพเดิมที่ทั่วโลกใช้อย่าง “นวัตกรรมต้องขับเคลื่อนด้วยตลาด” เปลี่ยนไป รัฐบาลของประธานาธิบดีคนนี้หันมาใช้แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเรื่อง “Unified Leadership” หรือการกำหนดทิศทางด้านเทคโนโลยีโดยมีรัฐบาลเป็นศูนย์กลาง
รัฐบาลกลางจีนกำหนดทิศทางลงไปในทุกส่วนของสังคม และรัฐบาลท้องถิ่นก็แข่งขันกันตอบสนองนโยบายจากส่วนกลาง ในแต่ละหัวเมืองเร่งดึงดูด Startup ให้กลับมาตั้งฐานในเมืองของตัวเอง ยกระดับบริษัทให้กลายเป็น “Local Champion” และดึงดูดทั้งคนเก่งและเพิ่มตำแหน่งงานเข้ามาในเมือง
โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดหุ่นยนต์ที่รุนแรงมากขึ้นต่อเนื่อง แต่ละเมืองทำหน้าที่เหมือนผู้สนับสนุนในเกม Hunger Games โดยต่างก็เลือกบริษัทโรบอตของตัวเองขึ้นมาแข่งขัน เมืองหางโจวมี Unitree เซี่ยงไฮ้มี AgiBot ด้านปักกิ่งก็มี Galbot ส่วนเซินเจิ้นก็มี UBTech
อีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาลคือ ศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ ซึ่งศูนย์เหล่านี้จะนำหุ่นยนต์ไปเก็บข้อมูลสำหรับฝึก AI ก่อนขายข้อมูลดังกล่าวกลับคืนให้กับผู้ผลิตหุ่นยนต์ เพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีต่อ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แผนของรัฐบาลจีนที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่นสร้างศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์จะทำหน้าที่ “สอน” หุ่นยนต์ให้สามารถทำงานทางกายภาพต่าง ๆ ผ่านกระบวนการควบคุมระยะไกลที่เรียกว่า Teleoperation
นโยบายดังกล่าวทำให้จำนวนบริษัทสตาร์ตอัพด้าน Robotics เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทเกิดใหม่เกือบ 370 แห่ง และมากกว่า 50 แห่งในจำนวนนี้ได้เข้าตลาดหุ้นแล้ว หรืออยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียน
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Interact Analysis ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีนมีศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ที่เปิดดำเนินการแล้วหรืออยู่ระหว่างก่อสร้างรวมแล้วมากกว่า 90 แห่ง โดยต้นทุนของข้อมูลจะแตกต่างกันไปตามประเภทและความซับซ้อนของงาน โดยผู้ขายข้อมูลรายหนึ่งเปิดเผยกับ Financial Times ว่า ข้อมูลสำหรับฝึกหุ่นยนต์เต้นเพียง 5 นาที อาจมีราคาสูงถึง 1 ล้านหยวน หรือประมาณ 4,900,000 บาทเลยทีเดียว
แนวคิดการเข้ามาสนับสนุนของรัฐบาลเช่นนี้ มีต้นแบบมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมได้รับแรงหนุนจากการซื้อและการสนับสนุนของภาครัฐในช่วงตั้งต้น ก่อนที่จะขยายตัวจนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น การสร้างศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเครื่องมือในการดึงดูดการลงทุน บุคลากร และซัพพลายเชนเข้ามาในพื้นที่
เรื่องนี้มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นจีน เพราะรายได้จากการขายที่ดินซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญกำลังลดลง อีกทั้งบางศูนย์ยังจ้างนักศึกษามหาวิทยาลัยให้มาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกหุ่นยนต์ และเปิดให้เด็กและวัยรุ่นเข้ามาเยี่ยมชมศูนย์แบบมีค่าใช้จ่ายในช่วงปิดเทอม เพื่อสร้างความสนใจด้านโรบอตตั้งแต่อายุยังน้อย
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมฮิวแมนนอยด์ของจีนเติบโตได้รวดเร็วมาก ๆ คือ การมองการวิจัยและพัฒนาเป็น “Spectrum” คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย แต่ไปอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดเด่นคือ จีนยังแยกพัฒนาหุ่นยนต์ตามความถนัดในแต่ละด้าน
Spectrum ที่ว่าคือ การมองด้านหนึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบ General-Purpose ซึ่งเป็นภาพฝันแบบนิยายวิทยาศาสตร์ ที่เครื่องจักรสามารถทำทุกอย่างที่มนุษย์ทำได้ ส่วนอีกด้านคือการมองหุ่นยนต์ที่ถูกฝึกให้ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ทำงานนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยอมแลกความสามารถที่หลากหลายกับความน่าเชื่อถือในเชิงพาณิชย์
ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันที่จะต้องนำสินค้าออกสู่ตลาดโดยเร็ว การทำสัญญากับรัฐบาล การแข่งขันที่รุนแรง และระบบที่ให้รางวัลกับความแตกต่างและการทำกำไรมากกว่าการวิจัย บริษัทจีนจึงถูกผลักไปทางฝั่ง “ทำงานเฉพาะอย่างให้ดี” มากกว่า
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ที่รับเงินทุนจาก VC มีแรงกดดันทางธุรกิจที่น้อยกว่า ทำให้เดินไปทางหุ่นยนต์แบบ General-Purpose ได้เต็มที่กว่าจีน อย่างไรก็ตาม จีนยังคงได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ดังนั้นการพัฒนาหุ่นยนต์หนึ่งรุ่นจึงไม่เกิดปัญหาในแง่ของต้นทุน ทำให้ออกรุ่นใหม่ ๆ ออกมาได้ต่อเนื่องหากโมเดลเก่าเริ่มตกรุ่นไป
ท้ายที่สุด ในอนาคตเราอาจจะเห็นสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีฮิวแมนนอยด์ที่มีความสามารถรอบด้าน ส่วนจีนจะกลายเป็นประเทศที่ผลิตหุ่นยนต์ราคาถูกและเชื่อถือได้จำนวนมาก ซึ่งแต่ละตัวถูกออกแบบมาเพื่อทำงานได้ดีแค่บางอย่าง
สหรัฐฯ อาจสร้างหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวที่สามารถตัดหญ้า พาสุนัขไปเดินเล่น และดูแลเด็กได้ในอนาคต แต่ระหว่างที่เรารอวันนั้น เราอาจซื้อหุ่นยนต์จีน 3 ตัวที่แต่ละตัวทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ทำได้ดี และมีราคาถูกกว่ามากก็เป็นได้
นอกจากหุ่นยนต์แขนกลในโรงงานผลิตหรือประกอบชิ้นส่วนใหญ่ ๆ แล้ว ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นการนำฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์ 4 ขาไปใช้งานในสเกลขนาดนั้นเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นจากการนำมาโชว์ นำมาแสดงบ่อย ๆ บนเวทีหรือพาออกมาเดินข้างถนน
ปัจจุบันนี้ หุ่นยนต์ในกลุ่มฮิวแมนนอยด์ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจะได้สามารถนำไปใช้งานจริงในโรงงานขนาดใหญ่ได้หรือไม่? แต่ภาพความไวรัลอย่างการแสดง แข่งมาราธอนหุ่นยนต์ ไปจนถึงมีมตลกบนอินเทอร์เน็ตถือเป็นการตลาดชั้นดีให้กับจีน
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าหลักจริง ๆ แล้วคือห้องแล็บและมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Oxford, Carnegie Mellon, UC San Diego ตลอดจนบริษัทโรบอตด้วยกันอย่าง Boston Dynamics ได้ซื้อหุ่นยนต์ไปพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อทำให้มันฉลาดขึ้น
สัญญาข้อตกลงที่บริษัทหุ่นยนต์ทำกับรัฐบาลนั้น ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ยอดขายเกิดขึ้น โดย Morgan Stanley ปรับเพิ่มคาดการณ์จำนวนฮิวแมนนอยด์ที่จีนจะจัดส่งภายในปี 2026 เป็น 50,000 ตัว จากเดิมที่คาดไว้เพียง 28,000 ตัวในเดือนมิถุนายน โดยให้เหตุผลว่า การซื้อหุ่นยนต์จากรัฐบาลท้องถิ่นและผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
ข้อมูลของ Financial Times ระบุว่า เกือบ 3 ใน 4 ของรายได้จากหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Unitree ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 มาจากลูกค้าในภาคการศึกษาและการวิจัยซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัย
ส่วน UBTech เปิดเผยว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อจากศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมูลค่า 140 ล้านหยวนในปีที่ผ่านมา แม้บริษัทจะยังไม่สามารถทำกำไรได้ แต่ UBTech ระบุว่า รายได้จากการส่งมอบหุ่นยนต์คิดเป็น 41% ของรายได้รวม 2,000 ล้านหยวนในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับผู้ผลิตหุ่นยนต์ที่เกิดขึ้นในจีนนี้ ทำให้ยากที่จะระบุว่า ยอดขายที่เกิดขึ้นเป็นความต้องการจากตลาดจริง หรือเป็นการซื้อที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล
รายได้ที่เกิดขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์นั้น นอกจากจะขายหุ่นยนต์ที่เป็นตัวออกไปแล้ว บริษัทยังสามารถหาเงินได้จากการขาย Data ที่เอาไปฝึกหุ่นยนต์ได้อีกด้วย แม้ข้อมูลเหล่านั้นจะไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทั้ง 100% ก็ตาม เพราะการจะฝึกหุ่นยนต์ 1 ตัวให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นนั้น ปัจจัยภายนอกยังมีผล ดังนั้น หุ่นยนต์จึงต้องการข้อมูลที่มีคุณภาพสูงจำนวนมากในการฝึกเพื่อทำหนึ่งกิจกรรม
แต่ตามสไตล์การลงทุนแบบจีน ในช่วงแรกจีนจะยอมให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนและเปิดทางให้โครงการต่าง ๆ ที่ทดลองสามารถล้มเหลวได้ในช่วงแรก สิ่งนี้นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
จีนไม่ได้มองความสำเร็จจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่คาดหวังว่า การทดลองจำนวนมากจะนำไปสู่การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี การสร้างซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ดังนั้น ต่อให้บริษัทจำนวนมากขาดทุนหรือโครงการบางส่วนล้มเหลว หากท้ายที่สุดจีนสามารถสร้างผู้ชนะระดับโลกในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ขึ้นมาได้ การสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็อาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนของการสร้างอุตสาหกรรมเท่านั้น
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney