3 ผู้ชนะจากญี่ปุ่น ไม่ใช่บริษัทเทคฯ แต่ขายสิ่งที่ "เซมิคอนดักเตอร์ขาด" ไม่ได้

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

3 ผู้ชนะจากญี่ปุ่น ไม่ใช่บริษัทเทคฯ แต่ขายสิ่งที่ "เซมิคอนดักเตอร์ขาด" ไม่ได้

Date Time: 22 ก.ค. 2569 16:14 น.

Video

แก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริงไหม? เจาะลึกเงินกู้ 4 แสนล้าน กับ กรณ์ - ศิริกัญญา | Money Issue EP.61

Summary

Toto เปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกจากโถสุขภัณฑ์มาผลิต Electrostatic Chuck ซึ่งเป็นแผ่นเซรามิกสำคัญที่ใช้ยึดแผ่นเวเฟอร์ในเครื่องผลิตชิป

  • Nittobo พัฒนา T-glass หรือเส้นใยแก้วชนิดพิเศษที่ใช้เป็นวัสดุในแผ่นรองแพ็กเกจชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์
  • Ajinomoto ใช้ความรู้ด้านเคมีจากธุรกิจผงชูรสพัฒนา Ajinomoto Build-up Film (ABF) ซึ่งเป็นฟิล์มฉนวนสำคัญที่ใช้ในการผลิต CPU และชิป AI
  • ทั้ง 3 บริษัทไม่ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจหลัก แต่ใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ที่สั่งสมมาหลายทศวรรษเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมชิปในยุค AI
  • ผลประกอบการของธุรกิจวัสดุขั้นสูงในทั้ง 3 บริษัทเติบโตอย่างโดดเด่น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในปีนี้ตามความต้องการของตลาดเซมิคอนดักเตอร์

เมื่อพูดถึงผู้ชนะของยุค AI นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึง Nvidia, TSMC, ASML หรือ SK Hynix บริษัทที่อยู่ต้นน้ำของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่ในญี่ปุ่นกลับมีบริษัทอีกกลุ่มที่กำลังได้รับอานิสงส์จากกระแส AI อย่างเงียบ ๆ แม้ธุรกิจหลักจะดูไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเลยก็ตาม หนึ่งในนั้น คือบริษัทขายโถสุขภัณฑ์ อีกบริษัทผลิตเส้นใยแก้ว ส่วนอีกบริษัทเป็นเจ้าของผงชูรสที่คนทั่วโลกรู้จัก

ความน่าสนใจอยู่ที่ตรงที่ทั้งสามมีจุดร่วมสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ไม่ได้ก่อตั้งหน่วยธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมาเพราะ AI กำลังบูม แต่เกิดจากการนำองค์ความรู้ที่สั่งสมจากธุรกิจดั้งเดิมมาต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจวัสดุขั้นสูงที่วันนี้อยู่เบื้องหลังการผลิตชิป AI

บทความนี้พาไปรู้จักกับผู้ชนะหน้าใหม่ที่อยู่นอกสายตาของนักลงทุน ซึ่งทั้ง 3 รายกำลังแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับบิ๊กเทคหรือผู้เล่นต้นน้ำเท่านั้น

Toto จากโถสุขภัณฑ์สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องผลิตชิป

หลายคนรู้จัก Toto ในฐานะแบรนด์สุขภัณฑ์ระดับพรีเมียมของญี่ปุ่น แต่เบื้องหลังบริษัทแห่งนี้ยังมีธุรกิจ Advanced Ceramics หรือการผลิตเซรามิกขั้นสูงที่ทำมานานกว่า 100 ปี

เดิมความเชี่ยวชาญนี้ถูกใช้ในการผลิตโถสุขภัณฑ์ ซึ่งต้องอาศัยการขึ้นรูป การเผา และการควบคุมคุณภาพของเซรามิกอย่างละเอียด แต่หลังจากวิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 บริษัทเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ที่ใช้ความสามารถเดิม จึงลงทุนวิจัย Fine Ceramics ตั้งแต่ปี 1976 และเริ่มพัฒนา Electrostatic Chuck ในปี 1982 ก่อนก่อตั้งหน่วยธุรกิจ Advanced Ceramics อย่างเป็นทางการในปี 1984

Electrostatic Chuck คือ แผ่นเซรามิกที่ใช้แรงไฟฟ้าสถิตยึดแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ภายในเครื่องจักรผลิตชิป ที่ทนความร้อนสูง ไม่บิดตัว และมีความเรียบในระดับไมครอน เป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยยึดแผ่นเวเฟอร์ให้นิ่งระหว่างการกัดลาย (Etching) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและอัตราการผลิตชิป (Yield)

ด้านผลประกอบการล่าสุด พบว่า รายได้ของธุรกิจ Advanced Ceramics เติบโต 34% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 42% ขณะที่กำไรของธุรกิจเซรามิกเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 29,000 ล้านเยน สูงกว่าธุรกิจสุขภัณฑ์ในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน Toto ไม่ได้เปลี่ยนจากขายโถสุขภัณฑ์มาผลิตชิป แต่ใช้ศาสตร์เดียวกันเรื่องเซรามิกขั้นสูงมาสร้างวัสดุที่โรงงานผลิตชิปทั้งโลกต้องใช้ และแม้ว่าธุรกิจเซรามิกจะกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโต แต่ Toto ยืนยันว่าจะยังคงรักษาสมดุลกับธุรกิจสุขภัณฑ์ ซึ่งเป็นฐานรายได้ที่มั่นคงของบริษัท

Ajinomoto , Trading View
Ajinomoto , Trading View

Nittobo เส้นใยแก้วเบื้องหลังชิป AI

อีกบริษัทที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ Nittobo หรือ Nittobo Boseki บริษัทที่เริ่มต้นจากธุรกิจสิ่งทอและเส้นใย ก่อนจะขยายมาผลิต Glass Fiber หรือเส้นใยแก้วสำหรับวัสดุอุตสาหกรรม

ในปี 1984 บริษัทได้พัฒนา T-glass สำเร็จ ซึ่งเป็นเส้นใยแก้วชนิดพิเศษที่แข็งแรงกว่าเดิม ขยายตัวจากความร้อนต่ำ คงรูปได้ดีในอุณหภูมิสูง มักถูกนำไปใช้ในวัสดุคอมโพสิตและอุตสาหกรรมทั่วไป ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

โดยบริษัทนำเทคโนโลยีการผลิต Glass Fiber มาพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับ Semiconductor Package Substrate หรือแผ่นรองแพ็กเกจชิป ซึ่งจำเป็นต่อการเชื่อมต่อชิปประสิทธิภาพสูงกับระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุค AI ที่ความต้องการเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น ความต้องการวัสดุดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Nittobo ไม่ได้เปลี่ยนจากผู้ผลิตเส้นใยมาเป็นบริษัทเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับเส้นใยแก้วให้กลายเป็นวัสดุสำคัญของโลก AI โดยปัจจุบัน T-glass ถูกใช้ในแผ่นรองแพ็กเกจของ AI Accelerator, CPU, ASIC, Switch ความเร็วสูง, Server และ Data Center

ด้านผลประกอบการล่าสุดพบว่า รายได้จากธุรกิจ Electronic Materials เพิ่มขึ้น 20.4% กำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 40% และคิดเป็นกว่า 91% ของการเติบโตของยอดขายทั้งบริษัท โดย Nittobo ระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ได้กลายเป็นเสาหลักของการเติบโตในอีก 10 ปีข้างหน้า และบริษัทกำลังเพิ่มการลงทุน การวิจัย และกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรม AI

Nitto Boseki , Trading View
Nitto Boseki , Trading View

Ajinomoto จากผงชูรสสู่ผู้ผลิตวัสดุแพ็กเกจชิป

Ajinomoto น่าจะเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุด เพราะแทบไม่มีใครเชื่อมโยงผงชูรสหรือผงปรุงรสกับชิป AI ไม่กี่คนจะรู้ว่า บริษัท คือ ผู้พัฒนา Ajinomoto Build-up Film (ABF) หนึ่งในวัสดุสำคัญของการผลิตชิปประสิทธิภาพสูง

โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากกระบวนการผลิตผงชูรส ซึ่งสร้างผลพลอยได้ (Byproduct) ที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นสารเคมีสำหรับอุตสาหกรรมเรซิน จากนั้นบริษัทค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ด้าน Polymer, Epoxy Resin รวมถึงสารเติมแต่ง Adhesive และวัสดุฉนวนไฟฟ้า ก่อนที่จะเปิดตัว Ajinomoto Build-up Film (ABF) ในปี 1999

ABF คือ แผ่นฟิล์มฉนวนที่ใช้ในขั้นตอนการแพ็กเกจชิป โดยเฉพาะ CPU และชิปสำหรับ AI Server ทำหน้าที่เชื่อมต่อชิปกับแผงวงจร และรองรับการเดินสัญญาณความหนาแน่นสูง และปัจจุบันเมื่อ AI ทำให้ GPU และ CPU มีจำนวนทรานซิสเตอร์มากขึ้น การออกแบบแพ็กเกจก็ซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย ทำให้ ABF กลายเป็นวัสดุสำคัญของชิปประสิทธิภาพสูง

แม้บริษัทจะไม่ได้แยกรายได้ของ ABF โดยเฉพาะ แต่ผลประกอบการล่าสุดพบว่า ธุรกิจ Healthcare and Others ซึ่งรวม ABF อยู่ด้วย มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4% กำไรเพิ่มขึ้นถึง 45.1% ขณะที่กำไรของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวเพิ่มจากประมาณ 45,000 ล้านเยน เป็นกว่า 65,000 ล้านเยน โดย Ajinomoto เองยังได้ระบุว่า ความต้องการชิปสำหรับ AI, 5G และดาต้าเซ็นเตอร์ จะยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ธุรกิจ ABF เติบโตต่อไป

Ajinomoto , Trading View
Ajinomoto , Trading View

แนวโน้มใหม่ของยุค AI

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ความเหมือนของทั้งสามบริษัท คือไม่ได้แข่งขันกับ Nvidia หรือ TSMC แต่แข่งขันด้วย เทคโนโลยีวัสดุ (Materials Science) ที่ใช้เวลาสั่งสมหลายสิบปี

ทั้งสามบริษัทกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า AI ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะบริษัทที่ออกแบบชิปเท่านั้น แต่กระบวนการผลิตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีได้เปิดตลาดใหม่ให้กับบริษัทดั้งเดิมที่มีเทคโนโลยีเฉพาะทาง (Specialized Technology) ซึ่งสามารถต่อยอดเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ได้ สอดคล้องไปกับราคาหุ้นที่ตั้งแต่ต้นปี Toto ให้ผลตอบแทน 78%, Nittobo 63% และ Ajinomoto 61% ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI มากขึ้นไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะเมื่อโลกเร่งลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ความต้องการจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะ GPU หรือชิปหน่วยความจำ แต่ยังขยายไปถึงวัสดุ เซรามิก เส้นใยแก้ว และฟิล์มฉนวนที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชิปขั้นสูงทุกตัวที่หล่อเลี้ยงประสิทธิภาพการทำงานของ AI ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้



ที่มาข้อมูล CNBC

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

https://www.facebook.com/ThairathMoney 

 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ