
Instagram ปรับกลยุทธ์สู่ Creator Economy โดยเน้นอัลกอริทึมที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการแชร์คอนเทนต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์หน้าใหม่เข้าถึงผู้ชมได้กว้างขวาง
ถ้าพูดถึง Instagram เมื่อ 10 กว่าปีก่อนอาจเป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับแชร์ภาพถ่ายและไลฟ์สไตล์ แต่วันนี้บทบาทของแพลตฟอร์มนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในประเทศไทย Instagram กำลังพัฒนาตัวเองจากพื้นที่สำหรับการเสพคอนเทนต์ ไปสู่การเป็น "Creator Economy Platform" หรือแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างธุรกิจของตัวเองได้โดยตรง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เมื่อทุกวันนี้เราไม่ได้เข้า Instagram เพื่อดูรูปภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เราเข้า Instagram ทุกเช้าก่อนเข้าแอปฯ อื่นเพื่อดูไอจีสตอรี่ของเพื่อน หลายคนกดเข้าแอปฯ ค้นหาข้อมูลข่าวสาร หาความรู้ที่ตัวเองสนใจ ไปจนถึงการติดตามผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับแบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อของ
แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta ระบุว่า ปัจจุบัน Instagram มีผู้ใช้งานมากกว่า 65% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใหม่อีกต่อไป แม้กว่า 80% ของ Gen Z จะใช้งานแพลตฟอร์มนี้ แต่ผู้ใช้ในกลุ่ม Millennials, Gen X และ Baby Boomers มากกว่าครึ่งหนึ่งก็ใช้งาน Instagram เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าฐานผู้ชมที่ครีเอเตอร์สามารถเข้าถึงได้กว้างกว่าที่เคย
โดยนอกจากเทรนด์ Cross-Generation แล้วยังพบอินไซด์ที่น่าสนใจของผู้ใช้ในไทยที่กว่า 60% ยังมีใช้งานทั้ง Facebook และ Instagram ควบคู่กันแบบ Multi-App ที่โดดเด่นกว่าใครในภูมิภาค
ย้อนกลับไปเล็กน้อยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกดิจิทัลที่เราเห็น คือ การเปลี่ยนผ่านจากยุคของ “Influencer” ไปสู่ยุคของ “Expert Creator” หรือนักทำคอนเทนต์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตัวเองสื่อสาร
ภูมิทัศน์ของคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนจากการติดตามคนดังที่มีชื่อเสียงระดับแมสมาเป็นการติดตามผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทุกวันนี้ผู้ใช้งานไม่ได้ติดตามเฉพาะคนดังหรือเซเลบริตี้เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เริ่มติดตามคนที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ความงาม อาหาร การออกกำลังกาย หรือธุรกิจ คอนเทนต์ประเภทดังกล่าวมีคุณค่าต่อผู้ชม และมีแนวโน้มถูกแชร์ต่อมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ว่าคุณจะมีผู้ติดตามมากหรือน้อย ทุกคนมีโอกาสเติบโตได้ หากคุณสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตอบโจทย์ผู้ชมได้อย่างชัดเจน”
เรวี ซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม (Engagement) และการส่งต่อคอนเทนต์ (Share) เป็นหลัก
แม้จะเป็นครีเอเตอร์หน้าใหม่ที่มียอดผู้ติดตามไม่มาก แต่ถ้าสร้างสรรค์เนื้อหาเฉพาะทางที่ให้ความรู้และโดนใจผู้ชมก็สามารถสร้างยอดวิวได้ถึง 2-3 ล้านวิวได้อย่างรวดเร็ว แนวคิดนี้ทำให้ Instagram กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ หรือความสนใจของตนเองให้กลายเป็นอาชีพได้
เรวี เปิดเผยอีกว่า Meta กำลังเปลี่ยน Instagram จากแพลตฟอร์มแชร์รูปและวิดีโอให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) ที่รองรับเส้นทางการเติบโตของครีเอเตอร์ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การค้นพบผู้ชม การสร้างคอมมูนิตี้ การขยายฐานแฟนคลับระดับโลก ไปจนถึงการสร้างรายได้หลายรูปแบบ
ปัจจุบันหนึ่งในเครื่องมือที่เติบโตเร็วที่สุด คือ Partnership Ads ซึ่งเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถนำคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ไปขยายผลในรูปแบบโฆษณาได้ ช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (Cost Per Acquisition) ได้ 19% เพิ่มการจดจำโฆษณา 71% และเพิ่มอัตราการคลิก 13%
จากข้อมูลของ Meta บอกว่า Partnership Ads สร้างรายได้ระดับโลกกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้จาก Partnership Ads ในประเทศไทยเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Instagram ในปีนี้ คือ การเตรียมเปิดตัว Affiliate Commerce ร่วมกับ Shopee ในประเทศไทย โมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จบน Facebook มาแล้ว โดยมีครีเอเตอร์เข้าร่วมมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก
โดยครีเอเตอร์สามารถใช้ Product Tags หรือแท็กสินค้าบนวิดีโอ Reels หรือ Stories เพื่อเชื่อมโยงไปยังสินค้าบน Shopee ได้โดยตรง เมื่อผู้ติดตามกดคลิกและซื้อสินค้า ครีเอเตอร์ก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น พร้อมทั้งมีแดชบอร์ดให้ตรวจสอบประสิทธิภาพการขายของตนเอง
หากมองในเชิงธุรกิจ Instagram กำลังสร้างระบบที่เชื่อมต่อกันเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ Reach → Community → Global Audience → Brand Deal → Commerce → Recurring Revenue
ในอดีตการเป็นครีเอเตอร์มักต้องพึ่งพาหลายแพลตฟอร์มควบคู่กัน ตั้งแต่สร้างผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย รับงานผ่านเอเจนซี ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และเปิดระบบสมาชิกบนอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่วันนี้ Instagram กำลังพยายามรวบทุกอย่างให้อยู่ในระบบเดียว
จุดเริ่มต้น คือ การสร้างการค้นพบ (Discovery) ผ่าน Reels และระบบแนะนำคอนเทนต์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานรายใหม่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้ แม้จะมีผู้ติดตามไม่มากก็ตาม โดยปัจจุบันผู้ใช้งานทั่วโลกใช้เวลากว่า 50% บนแอปฯ ไปกับการดู Reels ส่วนระยะเวลาที่ผู้คนใช้ในการรับชมยังเติบโตขึ้นถึง 30% และที่สำคัญที่สุด Reels ยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นหลักของการสนทนาส่วนตัวที่ปัจจุบันผู้ใช้กว่า 85% แชร์ Reels ผ่าน Direct Messages (DM) ให้กันและกัน
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น Instagram ยังมีเครื่องมืออย่าง Trial Reels ที่ช่วยให้ครีเอเตอร์ทดลองปล่อยคอนเทนต์กับกลุ่มผู้ชมใหม่ก่อน โดยวิดีโอจะไม่แสดงบนหน้าฟีดของผู้ติดตามปัจจุบัน ช่วยลดความกดดันในการลองไอเดียใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสในการค้นหาคอนเทนต์ที่ผู้ชมตอบรับดีที่สุด เมื่อเริ่มมีผู้ติดตาม Instagram ใช้ Stories, Broadcast Channels และ DM เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม เปลี่ยนจากคนดูทั่วไปให้กลายเป็นคอมมูนิตี้
จากนั้นครีเอเตอร์สามารถรับงานจากแบรนด์ผ่าน Creator Marketplace ซึ่งทำหน้าที่เป็นตลาดกลางเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับครีเอเตอร์โดยตรง จากนั้นสามารถต่อยอดรายได้ผ่าน Partnership Ads ที่เปิดทางให้แบรนด์นำคอนเทนต์ดังกล่าวไปขยายผลในรูปแบบโฆษณาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ Meta ยังพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Edits แอปพลิเคชันตัดต่อวิดีโอที่สามารถใส่ซับไตเติล เพลง และอัปโหลดคอนเทนต์ได้โดยไม่มีลายน้ำ รวมถึง Meta AI Translation และระบบแปลเสียงอัตโนมัติ ที่ช่วยให้ครีเอเตอร์ไทยสามารถเข้าถึงผู้ชมในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
หากเรียงตามเส้นทางตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
สำหรับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Affiliate Commerce ที่นับเป็นอีกสนามแข่งขันที่ร้อนแรงที่สุดของโลกโซเชียลมีเดีย หลังจากทุกแพลตฟอร์มต่างพยายามเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็นยอดขายจริง แพร ยืนยันว่า Instagram ไม่ได้มองว่าตัวเองเข้ามาช้าเกินไป และไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่กำลังต่อยอดจากความสำเร็จของระบบ Affiliate บน Facebook ที่ได้นำร่องไปก่อนหน้านี้
Instagram เชื่อว่าการแข่งขันในตลาด Affiliate ไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนร้านค้าหรือจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างธุรกิจของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
เรวี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคอนเทนต์ Affiliate ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมักไม่ใช่คอนเทนต์ขายตรง แต่เป็นคอนเทนต์ที่เกิดจากความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือของครีเอเตอร์ แทนที่จะพยายามโน้มน้าวให้ผู้ชมซื้อสินค้า ครีเอเตอร์ควรอธิบายว่าสินค้านั้นช่วยแก้ปัญหาอะไร มีประโยชน์อย่างไร หรือเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังพูดถึงอย่างไร แล้วจึงใช้ Product Tags บน Reels หรือ Stories เชื่อมต่อไปสู่การซื้อขาย
หากคอนเทนต์ดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดี แบรนด์ยังสามารถนำคอนเทนต์นั้นไปขยายการมองเห็นต่อผ่าน Partnership Ads ซึ่งเป็นเครื่องมือโฆษณาที่ช่วยให้คอนเทนต์ของครีเอเตอร์เข้าถึงผู้ชมได้กว้างกว่าฐานผู้ติดตามเดิม ขณะที่แบรนด์ก็สามารถเข้าถึงผู้บริโภคผ่านเสียงที่น่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นระบบนิเวศที่ทำให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากความเชี่ยวชาญของตนเองได้อย่างยั่งยืน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าที่แท้จริงของแพลตฟอร์มทุกวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนยอดไลก์หรือยอดวิวเสมอไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญ และอิทธิพลของผู้คนให้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ได้จริง
สิ่งที่เกิดขึ้นบน Instagram ในวันนี้ทำให้เราเห็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เคยเป็นเพียงพื้นที่แชร์ภาพถ่ายหรือวิดิโอสวยๆ หรือถูกมองว่าช่วยสร้างตัวตน ตอนนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ในยุคที่ผู้คนจำนวนมากกำลังมองหาอาชีพเสริม รายได้เสริม หรือแม้แต่อาชีพใหม่ เปลี่ยนความรู้หรือความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ในระยะยาว
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -