
Blockchain เคยถูกมองข้ามความเป็นจริง เทคโนโลยีถูกขายฝันเกินจริง
ครั้งหนึ่ง Blockchain เคยเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกดิจิทัล หลายคนเคยเชื่อว่ามันจะเข้ามาปฏิวัติทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบการเงิน ธนาคาร การเลือกตั้ง ไปจนถึงการทำงานภาครัฐ ถึงขั้นที่ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในนโยบายตอนหาเสียง แต่ถึงอย่างนั้น หลายปีที่ผ่านมา Blockchain ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องว่าเทคโนโลยีนี้เปลี่ยนโลกได้จริงอย่างที่เคยถูกคาดหวังไว้หรือไม่
ล่าสุด “นายอาร์ม” เจ้าของช่อง 9arm ที่มักทำคลิปเล่าถึงเหตุการณ์ร้อนแรงในโลกเทคโนโลยี พร้อมกับอธิบายให้คนไทยเข้าใจแบบง่ายๆ ถึงเบื้องหลังการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำคลิป “ย้อนดู Blockchain จากปี 2026”
หลังผ่านยุคกระแส Crypto, Metaverse มาแล้ว เทคโนโลยีได้เปลี่ยนสังคมไทยและโลกอย่างไรบ้าง
และในปี 2026 Blockchain อยู่ที่จุดไหนในโลกความเป็นจริง ซึ่งมีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเนื้อหาในคลิปชวนมองแบบ “Reality Check” ว่า Use Case ไหนที่พิสูจน์ตัวเองได้จริง และเรื่องไหนที่อาจเป็นเพียงความคาดหวังเกินจริงของยุคแห่งความตื่นเต้นทางเทคโนโลยี
นายอาร์มยกตัวอย่างว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน หนังสือ “Blockchain Revolution : How the Technology Behind Bitcoin Is Changing Money, Business, and the World” ที่เขียนโดย Alex Tapscott and Don Tapscott ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการเทคฯ และสร้างความเชื่อที่ว่า Blockchain จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก ทั้งระบบการเงิน ระบบราชการ และเศรษฐกิจดิจิทัล
แต่เมื่อเวลาผ่านมาถึงปี 2026 หลาย Use Case กลับไม่เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง ความคิดเห็นของนายอาร์ม คือ เทคโนโลยีจำนวนมากมักถูกขายฝันเกินความสามารถที่แท้จริงในช่วงแรก และ Blockchain ก็เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาคลาสสิกของ Hype Cycle
กระแสในยุคนั้นเชื่อว่า Blockchain จะทำให้โลกสร้างระบบการกระจายศูนย์และไร้ตัวกลางมากขึ้น เช่น ไม่ต้องพึ่งรัฐ แพลตฟอร์มกลาง หรือธนาคารอีกต่อไป ซึ่งในระบบการเงินเรียกว่า Decentralized Finance (DeFi) อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง Decentralized แทบไม่มีในทางปฏิบัติ แม้จะโฆษณาว่า “ไม่มีใครควบคุม”
นายอาร์มอธิบายว่า DeFi ในโลกการเงิน เกิดขึ้นจริง มีอยู่จริงและใช้งานได้ แต่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของระบบการเงินโลก เช่น Lending, Exchange และ Yield Farming แต่คนส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้ธนาคารเพราะความสะดวกและการคุ้มครองเมื่อเกิดปัญหา
เช่น โอนผิด ถูกโกง หรือบัญชีถูกแฮ็ก เรายังสามารถโทรหาธนาคารหรือ Visa เพื่อขอความช่วยเหลือได้ โดยเขามองว่า “การมีตัวกลาง” บางครั้งไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเพื่อแลกกับความมั่นใจและความปลอดภัย
โดยกรณีศึกษาที่นายอาร์มยกมา คือ การที่รัฐบาลหลายประเทศยังสามารถติดตาม อายัด Wallet หรือบังคับให้ Exchange เปิดเผยข้อมูลลูกค้าได้ แม้ระบบจะโฆษณาว่า “ไร้ศูนย์กลาง” ก็ตาม และ Blockchain ไม่ได้ทำให้รัฐหายไป เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการควบคุมเท่านั้น
ประเด็นต่อจากข้อก่อนหน้า นายอาร์มมองว่า เทคโนโลยีที่จะ Mass Adoption ได้จริง ต้องง่ายพอสำหรับคนธรรมดา ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีความรู้ด้านเทคนิค โดยยกตัวอย่างเรื่อง Seed Phrase 20-24 ตัวอักษร ว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับคนทั่วไป เพราะถ้าทำหายก็อาจสูญเสียสินทรัพย์ทั้งหมดแบบไม่มีใครช่วยได้
ตัวอย่างต่อมา นายอาร์มยกตัวเลขจากงานวิจัยหนึ่งที่ชี้ว่า 80-90% ของการเทรด NFT ในช่วงบูมเป็นการ Wash Trading หรือซื้อขายกับตัวเองเพื่อปั้นราคา นอกจากนี้การซื้อขาย NFT ยังไม่ได้ให้สิทธิ์ขาดในลิขสิทธิ์ศิลปะ
หลายคนเข้าใจผิดว่าซื้อ NFT แล้วเท่ากับได้ลิขสิทธิ์งานศิลปะ แต่จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ได้เพียง Token การครอบครอง ไม่ได้สิทธิ์เชิงพาณิชย์ และยังต้องพึ่งพากฎหมายหรือรัฐในการเอาผิดหากมีคนก็อปปี้ผลงานอยู่ดี โดยเขามองว่า NFT มีคุณค่าในฐานะของสะสมดิจิทัล มากกว่าจะเป็นการปฏิวัติระบบลิขสิทธิ์ของโลก
นายอาร์มยกตัวอย่างต่อว่า ช่วงหนึ่งธนาคารและองค์กรระดับโลกต่างประกาศจะย้ายระบบไปอยู่บน Blockchain แต่หลายโปรเจกต์กลับถูกยกเลิก เพราะต้นทุนสูง พัฒนาช้า และไม่มีข้อได้เปรียบเหนือฐานข้อมูลเดิมชัดเจนที่ต้นทุนต่ำกว่า
ข้อสำคัญ คือ ระบบไร้ตัวกลางไม่มี Authority หรือหน่วยงานกลางที่คอยจัดการปัญหาของผู้ใช้เมื่อเจอการแฮ็กบัญชีหรือสแกม ระบบ Database แบบเดิมสามารถอายัดบัญชี ดึงเงินคืน หรือช่วยเหลือผู้เสียหายจาก Scam ได้ ซึ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังต้องการ
หลายบริษัทมาค้นพบภายหลังว่า Database สมัยใหม่ก็ทำในสิ่งที่ Blockchain ทำได้ และบางกรณีอาจตอบโจทย์ธุรกิจได้ดีกว่า
โดยหนึ่งเรื่องที่คนเข้าใจผิดว่า Blockchain เป็นเทคโนโลยีเดียวที่สามารถสร้างระบบที่ไม่มีใครเข้าไปแก้ไขข้อมูลได้ แต่จุดเด่นอาจกลายเป็นปัญหาเสียเอง เพราะหากมีการบันทึกข้อมูลลงไปใน Blockchain แล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นปัญหาทันที หากมีการป้อนข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรก
ในความจริง Database สมัยใหม่อย่าง PostgreSQL ก็สามารถสร้างระบบ Audit Log และใช้ Cryptography ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้เช่นกัน โดยไม่ต้องทำเป็นระบบกระจายศูนย์ให้ยุ่งยาก ข้อแตกต่างสำคัญ คือ Database ปกติมีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเกิด Human Error หรือข้อมูลถูกบันทึกผิดตั้งแต่ต้น ซึ่งในระบบ Blockchain ข้อมูลที่ผิดอาจถูกล็อกไว้ถาวร
ตัวอย่างความล้มเหลวใหญ่ๆ ต่อมา คือ การนำ Blockchain ไปใน Supply Chain เพื่อติดตามสินค้า หรือแหล่งที่มาของวัตถุดิบของห้างสรรพสินค้าอย่าง Walmart หรือบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Maersk ที่ต้องการใช้ Blockchain ติดตามว่าสินค้าอยู่ในโกดังไหน อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ใด หรือเดินทางมากับเรือลำไหน แต่กลับต้องยุติโครงการ
นายอาร์มอธิบายว่า ปัญหาของระบบเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายใน Supply Chain ตั้งแต่ผู้ผลิต โรงงาน บริษัทขนส่ง ไปจนถึงร้านค้าปลีก ซึ่งในโลกธุรกิจจริง หลายบริษัทไม่ต้องการเสียต้นทุนเพื่อมาร่วมรัน Node หรือแชร์ข้อมูลให้คู่แข่ง
และสุดท้ายหลายองค์กรพบว่า การใช้ Database ปกติหรือเว็บไซต์ธรรมดาที่เชื่อมข้อมูลผ่าน QR Code กลับจัดการได้ง่ายกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และตอบโจทย์ธุรกิจได้ใกล้เคียงกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ Blockchain เพราะถ้าทุกฝ่ายไม่เข้าร่วมพร้อมกัน ระบบจะไม่เกิด Network Effect และหลายครั้งเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่าก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
อีกหนึ่ง Use Case ที่เคยถูกพูดถึงอย่างมาก คือ การเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะช่วยให้ระบบเลือกตั้งโปร่งใส ตรวจสอบได้ และโกงได้ยากขึ้น
นายอาร์มบอกว่า ปัญหาหลักของการเลือกตั้งจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่า ระบบเป็น Decentralized หรือไม่ เพราะแม้คุณสมบัติของ Blockchain คือการบันทึกแล้วแก้ไขไม่ได้ แต่ก็ยังมีวิธีโกงหรือแทรกแซงคะแนนโหวตตั้งแต่ขั้นตอนก่อนที่จะส่งข้อมูลเข้าไปบันทึกลงบน Chain รวมไปถึงวิธีการโกงหลังจากที่ข้อมูลเข้าไปอยู่บน Chain แล้วด้วยเช่นกัน
และตราบใดที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ออกแบบและเป็นเจ้าของระบบการเลือกตั้ง ช่องว่างให้เกิดความไม่โปร่งใสเป็นจำนวนมากก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้อยู่ดี หลายครั้งผู้คนพยายามใช้ Blockchain แก้ปัญหาทางสังคมและการเมือง ทั้งที่จริงแล้วเป็นปัญหาเรื่อง Governance มากกว่าเทคโนโลยี
สุดท้าย Blockchain ไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมด เพราะยังมีบาง Use Case ที่พิสูจน์ตัวเองได้จริงโดยเฉพาะ Stablecoin อย่าง USDC ที่ช่วยให้การโอนเงินข้ามประเทศรวดเร็วขึ้น เมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบเดิมที่ใช้เวลาหลายวันและมีค่าธรรมเนียมสูง
แต่ขณะเดียวกัน นายอาร์มได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความสำเร็จของ Stablecoin กลับไม่ได้สะท้อนอุดมคติเรื่อง Decentralized ตามที่ Blockchain เคยถูกโฆษณาไว้ เพราะ Stablecoin ส่วนใหญ่ยังถูกควบคุมโดยบริษัทเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ทำให้หน่วยงานรัฐยังสามารถตรวจสอบหรือระงับบัญชีได้อยู่ดี
นอกจากนี้ยังมี Bitcoin ที่เริ่มถูกยอมรับในฐานะ Store of Value มากกว่าระบบการเงินใหม่ของโลก ขณะที่ยุโรปเริ่มทดลองใช้ Blockchain กับระบบ Digital ID เพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งเป็น Use Case ที่เหมาะกับธรรมชาติของเทคโนโลยีมากกว่าการพยายามเอาไปแทนทุกระบบบนโลก
บทสรุปของอาร์ม คือ Blockchain ไม่ใช่เทคโนโลยีที่แย่ แต่มันไม่ใช่คำตอบของ “ทุกสิ่ง” อย่างที่เคยอ้างไว้ และอาจต้องรอเวลาอีก 10-20 ปี เพื่อหา Use Case ที่เหมาะสมจริง ๆ ก็เป็นได้ เหมือนกับที่ AI ถูกวิจัยมาตั้งแต่ปี 1970 แต่ยังไม่มีแอปพลิเคชั่น และเทคโนโลยียังไม่พร้อมเหมือนที่มีการใช้งานจริงเป็นวงกว้างในวันนี้
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -