
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เผยแพร่สารสำคัญว่าด้วยเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ประเด็นการที่ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียงาน ไปจนถึงการผูกขาดอำนาจ AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 หรือ Pope Leo XIV ทรงเผยแพร่สารสำคัญว่าด้วยเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยทรงส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ประเด็นการที่ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียงาน ไปจนถึงการผูกขาดอำนาจ AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี
เอกสารฉบับดังกล่าวถือเป็น “สมณสาสน์” หรือสาส์นสมเด็จพระสันตะปาปา (Encyclical) ฉบับแรกของพระองค์ เป็นจดหมายสำคัญของพระสันตะปาปาที่ใช้แสดงจุดยืนทางศีลธรรมและสังคมของคริสตจักรคาทอลิกต่อประเด็นสำคัญของโลก
สารสำคัญของโป๊ปเลโอครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่เรื่องเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่าง AI ซึ่งก่อนหน้านี้พระองค์ทรงกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง สมณสาสน์ดังกล่าวมีชื่อว่า “Magnifica humanitas: on safeguarding the human person in the time of artificial intelligence” ว่าด้วยการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์
นอกจากเนื้อหาที่ระบุถึงผลกระทบและข้อเรียกร้องแล้ว เมื่อวานนี้ สำนักวาติกันยังได้เชิญ Chris Olah ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic มาร่วมเปิดตัวสมณสาสน์ พร้อมกับที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงกล่าวขอบคุณ Olah ต่อสาธารณะ
“ข้าพเจ้าขอตอบรับคำเชิญของคุณในการทำงานร่วมกัน เพื่อรับฟังและพูดคุยร่วมกัน และเพื่อค้นหาแนวทางสำหรับมนุษยชาติในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์” พระองค์ตรัสกับ Chris Olah
แต่ความน่าสนใจคือ ในช่วงเดียวกันนั้น บรรดาบริษัทเทคโนโลยี AI ยักษ์ใหญ่หลายรายพยายามเข้าล็อบบี้กับสำนักวาติกันอย่างหนัก เข้าชี้แจงว่า AI คือ เครื่องมือที่พัฒนามาเพื่อมนุษยชาติ ก่อนการเผยแพร่สมณสาสน์ฉบับของโป๊ปเลโอที่มีความยาวถึง 245 ย่อหน้าออกมา
แม้พระองค์จะย้ำชัดว่า “AI ไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายโดยสันดาน” แต่ก็ทรงส่งสัญญาณเตือนใน 3 ประเด็นหลักที่โลกต้องฟัง ดังนี้
ตลอดทั้งเอกสาร สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเตือนซ้ำหลายครั้งเกี่ยวกับการที่อำนาจด้าน AI กำลังกระจุกตัวอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม แม้พระองค์จะไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัทใดโดยตรง แต่ทุกฝ่ายก็รับรู้กันดีว่า ผู้เล่นใหญ่ในตลาดนี้ก็หนีไม่พ้นบริษัทอย่างเช่น Nvidia, Microsoft, Amazon, Google, Meta, OpenAI และ Anthropic
พระองค์ทรงเตือนถึง “ผู้เล่นทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีรายใหญ่” ที่กำลังควบคุมทั้งแพลตฟอร์ม โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และพลังประมวลผลไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้ตรวจสอบได้ยาก และจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำยุคดิจิทัลที่รุนแรงกว่าเดิม
“เมื่ออำนาจเช่นนี้กระจุกตัวอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม มันย่อมมีแนวโน้มจะขาดความโปร่งใส และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสาธารณะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาที่บิดเบี้ยว จนนำไปสู่การพึ่งพา การกีดกัน การชี้นำ และความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่” เนื้อหาบางส่วนจากสมณสาสน์
พร้อมกันนี้ พระองค์ยังอ้างอิงหลักคำสอนคาทอลิกเรื่อง “การที่ทรัพยากรของโลกควรเป็นของมนุษย์ทุกคน” (Universal Destination of Goods) ซึ่งเดิมใช้กับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น อากาศและน้ำ โดยเสนอว่าหลักการนี้ควรถูกขยายไปยังอัลกอริทึม แพลตฟอร์มดิจิทัล และข้อมูลด้วย
พระองค์เตือนว่า “คนกลุ่มเล็กแต่ทรงอิทธิพล” นั้นอาจใช้ AI เพื่อชี้นำกระบวนการประชาธิปไตย รวมถึงกำหนดทิศทางระบบเศรษฐกิจให้เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนเอง
ในสารดังกล่าว สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ยังเรียกร้องให้มีการ “ปลดอาวุธ AI” (Disarm AI) จากการแข่งขันในการสร้างอัลกอริทึมที่ทรงพลังขึ้น ชุดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น และการแข่งขันเชิงพาณิชย์
พระองค์อธิบายว่า การปลดอาวุธ AI หมายถึง “การปลดปล่อยเทคโนโลยีออกจากการควบคุมแบบผูกขาด และเปิดให้เกิดการอภิปรายและถกเถียง เพื่อทำให้เทคโนโลยีเป็นมิตรต่อมนุษย์ และคืนมันกลับสู่ความหลากหลายของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของมนุษย์”
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงส่ง “คำเรียกร้องพิเศษ” ไปยังเหล่าวิศวกรและนักพัฒนา AI โดยตรง ระบุชัดเจนว่า “นักพัฒนาต้องมีความรับผิดชอบทั้งทางจริยธรรมและจิตวิญญาณเป็นพิเศษ” เพราะทุกการตัดสินใจในการออกแบบ AI “ล้วนสะท้อนมุมมองที่มีต่อมนุษยชาติ”
พระองค์เรียกร้องให้นักพัฒนาสร้างระบบ AI ที่ยึดโยงกับคุณค่าเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการใส่ใจอย่างรอบคอบว่าสิ่งที่กำลังสร้างขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ที่แท้จริง
ทรงเตือนผู้ใช้ด้วยว่าอย่าหลงเชื่อว่า AI เป็นกลางหรือเที่ยงธรรม เพราะลึก ๆ แล้วมันมักจะสะท้อนและขยายความอคติ (Bias) ของผู้สร้างออกมาเสมอ
พร้อมกันนี้ ทรงตรัสถามว่า หาก AI ทำผิดพลาด ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ? พระองค์ทรงยืนยันว่า “มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเสมอ” และไม่ควรอนุญาตให้ระบบอัตโนมัติมีอำนาจเหนือความเป็นตายของบุคคล และหากข้อมูลที่ใช้ฝึก AI มาจากสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ AI จะยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำนั้นให้รุนแรงขึ้น (เช่น การประเมินสินเชื่อหรือการคัดเลือกเข้าทำงาน)
อีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือเรื่องตลาดแรงงาน ซึ่งพระองค์เตือนว่าการตกงานของผู้คนจำนวนมากนั้น อาจกลายเป็น “มหันตภัยทางสังคม” (Social Calamity) อย่างแท้จริง
ความกังวลว่า AI จะเข้ามาทำลายตลาดแรงงานกลายเป็นประเด็นถกเถียงมาตั้งแต่กระแส Generative AI เริ่มได้รับความนิยม แม้บางบริษัทจะยอมรับว่าการปลดพนักงานช่วงหลังเกี่ยวข้องกับ AI แต่ก็ยังมีอีกหลายฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงขั้นวิกฤตแรงงาน
ตัวอย่างเช่น Stephen Parker ผู้ร่วมดูแลกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของ JPMorgan Chase Private Bank ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider เมื่อต้นเดือนนี้ว่า “หลายบริษัทเริ่มตระหนักว่า AI มีศักยภาพในการยกระดับทักษะแรงงาน มากกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์”
อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาระบุในสมณสาสน์ว่า แม้จะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา หาก AI สามารถช่วยให้งานของมนุษย์ปลอดภัยและง่ายขึ้น แต่ “การคุ้มครองโอกาสในการจ้างงาน และบทบาทที่ไม่อาจทดแทนได้ของมนุษย์ ต้องยังคงเป็นหลักการสำคัญ”
พระองค์ยังระบุด้วยว่า “การแสวงหากำไรที่มากขึ้นไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการตัดสินใจที่นำไปสู่การเลิกจ้างพนักงาน” พร้อมเตือนว่า การสูญเสียงานจำนวนมากจาก AI อาจนำไปสู่ “ความยากจนทั้งในมิติของมนุษย์และวัฒนธรรม”
นอกจากนี้ พระองค์ยังมองว่ารัฐบาลและภาคธุรกิจควรเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจาก AI ก่อนที่งานจำนวนมากจะหายไป พร้อมตรัสว่า “ทุกครั้งที่มีการนำระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาใช้งาน ควรมาพร้อมมาตรการที่ตรวจสอบได้ในการคุ้มครองการจ้างงาน การฝึกทักษะใหม่ และการมีส่วนร่วมของแรงงาน”
พระองค์ทิ้งท้ายว่า แนวทางเช่นนี้จะช่วยทำให้ AI มุ่งไปสู่ “การปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์แทนที่จะกีดกันคนออกจากระบบ”
ทั้งนี้ บริบทสำคัญของสมณสาสน์ Magnifica humanitas เปรียบเทียบการกำเนิดของ AI กับยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในสมัยของพระเจ้าเลโอที่ 13 (Rerum Novarum) โดยชี้ว่า AI กำลังสร้างสิ่งใหม่ ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต แรงงาน และแม้แต่การสงครามอย่างถอนรากถอนโคน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจของสารนี้คือการย้ำว่า ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางเทคนิค หรือเทคโนโลยี แต่อยู่ที่เสรีภาพ และความรัก เพราะ หากเรายึดถือ “ประสิทธิภาพ” เป็นคุณค่าสูงสุด มนุษย์จะถูกมองเป็นเพียงระบบที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimized) แทนที่จะเป็นบุคคลที่มีจิตวิญญาณ
ที่มา: Vatican, Business Insider
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney