
725,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ ยอดลงทุนของเหล่าบิ๊กเทคที่จะทุ่มให้ AI ในปี 2026 นี้ โดยมี Amazon นำโด่งที่ 200,000 ล้าน จนนักลงทุนเกิดคำถามว่า ผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาลนี้ไหม? เนื่องจากตอนนี้ยังไม่สามารถสร้างกำไรได้เลย ด้าน Andy Jassy ซีอีโอออกมายืนยันชัดว่า สิ่งนี้จะสร้างผลตอบแทนได้จริงในระยะยาว แต่ยังต้องใช้เวลา...
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังลงทุนมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนา AI หนึ่งในนั้นคือ Amazon ที่ปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่า จะทุ่มเงินรวมกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับบิ๊กเทคอื่น ๆ และหากนับตัวเลขยอดลงทุนรวมกันทั้งปีนี้ 4 บิ๊กเทค Alphabet-Amazon-Meta-Microsoft มูลค่ารวมจะอยู่ที่ 725,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จนเกิดประเด็นสำคัญที่นักลงทุนถกเถียงกันคือ “บริษัทเทคเหล่านี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนมหาศาลนี้ได้หรือไม่?”
Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon ออกมาย้ำชัดว่า “การทุ่มงบมหาศาลด้าน AI ของ Amazon ไม่ใช่เรื่องที่นักลงทุนควรกังวล แต่มันคือการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว” พร้อมยืนยันว่า “AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิตของเรา”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา Amazon รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2026 พบว่ารายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเฉพาะฝั่งคลาวด์ที่รายได้โตขึ้น 28% พร้อมกับยืนยันเรื่องงบประมาณการลงทุน (CapEx) ของปีนี้ว่ายอดรวมจะทะลุ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงกว่าคู่แข่งเทคโนโลยีรายอื่นทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเกือบ 60% จากปีก่อน
ก่อนหน้านั้น ซีอีโอ Andy Jassy เคยส่งจดหมายถึงผู้ถือหุ้น ชี้แจงรายละเอียดว่า “การลงทุนมหาศาลของบริษัทในด้าน AI นั้นคุ้มค่า และจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต”
“เราจะไม่เล่นเกมนี้แบบระมัดระวัง เรากำลังลงทุนเพื่อเป็นผู้นำตัวจริง และธุรกิจในอนาคต กำไรจากการดำเนินงานรวมถึงกระแสเงินสดของเราจะใหญ่ขึ้นมากจากสิ่งนี้” Jassy กล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อย่างไรก็ตาม ฝั่งนักวิเคราะห์บางส่วนยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทอาจมีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบในปี 2026 ตามการคาดการณ์ของ FactSet แต่ Jassy มองต่างออกไป โดยเขาเชื่อว่าขนาดของการลงทุนสะท้อนถึงโอกาสที่ใหญ่มาก
ผลสำรวจของ McKinsey & Company พบว่า 94% ขององค์กร “ยังไม่เห็นมูลค่าที่ชัดเจน” จากการลงทุน AI ขณะที่ผลสำรวจของ Dataiku ระบุว่า ผู้บริหารกว่า 2 ใน 3 อาจ “หยุดหรือลดงบ AI” หากยังไม่บรรลุเป้าทางการเงินภายในกลางปีนี้
ซึ่งสิ่งนี้ถูกเรียกว่า “Profit Paradox” หรือ “ความย้อนแย้งของผลกำไร” ที่ฝั่งมองบวกเชื่อว่า AI กำลังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และเตือนว่าบิ๊กเทคหลายบริษัทก็เคยขาดทุนอยู่นานก่อนจะทำกำไร แต่ฝั่งมองลบชี้ว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยฟองสบู่เทคโนโลยี เช่น ยุคบูมรถไฟศตวรรษที่ 19 หรือจะเป็นฟองสบู่ดอทคอมปลายยุค 1990
สำหรับข้อกังวลเรื่องกระแสเงินสด Jassy ออกมาโต้แย้งโดยตรงว่า นักลงทุนจำนวนมากเข้าใจโมเดลธุรกิจผิด “เราจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าก่อนที่จะสร้างรายได้จากมัน” เขาอธิบาย “โดยเฉพาะการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้างรายได้”
เขาชี้ไปที่อัตราการเติบโตของธุรกิจคลาวด์อย่าง Amazon Web Services (AWS) เพื่อยืนยันว่าบริษัทกำลังลงทุนถูกที่ เขากล่าวว่า “เพียงแค่ 3 ปีแรกของการลงทุน AI ยุคใหม่นี้ เรามีรายได้ในระดับ Run Rate มากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าช่วง 3 ปีแรกของ AWS ถึง 260 เท่า”
“เมื่อคุณเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้… คุณต้องกล้าลงเดิมพันครั้งใหญ่” Andy Jassy กล่าวกับสำนักข่าว CNBC
อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจของบางบริษัท AI ยังมีคำถาม ยกตัวอย่างเช่น OpenAI และ Anthropic ที่ยังคงเผาเงินอย่างหนัก ต้องพึ่งเงินทุนจากภายนอก และยังไม่สามารถทำกำไรได้ แต่กลุ่ม Hyperscalers ต่างออกไป เพราะกลุ่มนี้มีกำไรจากธุรกิจเดิม แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องกู้เงินจำนวนมาก โดย Bloomberg ระบุว่า หนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI พุ่งเกิน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
ทั้งนี้ FactSet มีคาดการณ์ว่า AWS จะสร้างรายได้รวมราว 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ซีอีโอมองว่า สินทรัพย์เหล่านี้มีอายุการใช้งานยาวนานหลายปี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ Amazon สามารถสร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่องในระยะยาว
“เมื่อการเติบโตของรายได้เริ่มไล่ทันการเติบโตของการลงทุน คุณจะเริ่มเห็นว่า Operating Margin, Free Cash Flow และผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
“เราเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วในคลื่นแรกของ AWS และผมเชื่อว่าเรื่องเดิมกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้จะมาพร้อมกับรายได้และกระแสเงินสดที่ใหญ่กว่ามากในอนาคต” Andy Jassy กล่าว
ที่มา: CNBC, The New Yorker
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney