
รัฐบาลไทย เดินทางหารือสหรัฐฯ นำโดยเอกนิติ รองนายกฯ และ BOI ดึง 3 บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของโลกเข้าลงทุนในประเทศไทย ดันเป็นต้นน้ำผลิตชิป พร้อมพูดคุยสมาคม SEMI และหอการค้าสหรัฐฯ สานต่อความสัมพันธ์และดันมาลงทุนเพิ่ม
รัฐบาลไทยเดินหน้ารุกเชิงยุทธศาสตร์ เร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งกำลังเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
โดยล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา พูดคุยดึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเซมิคอนดักเตอร์เข้าลงทุนในประเทศไทย พร้อมปั้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของซัพพลายเชนโลก
ในระหว่างวันที่ 13-17 เมษายน 2569 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ BOI ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมกับถือเป็นจังหวะสำคัญ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เปิดการเจรจากับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ
ซึ่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI โดยคาดว่ามูลค่าตลาดโลกจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2569 ซึ่งเร็วกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนหน้า
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศเร่งแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในการเดินทางครั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้เข้าหารือกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ เพื่อเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย และสร้างความร่วมมือในระยะยาว ประกอบไปด้วย
นอกจากการพบปะกับบริษัทยักษ์ใหญ่แล้ว คณะผู้แทนไทยยังได้พบหารือกับสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI) ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON งานรวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในหลายประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ BOI ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก
นอกจากนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ หรือ U.S. Chamber of Commerce (USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย
ในการหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ และบริษัทชั้นนำหลายแห่ง พบว่าภาคเอกชนสหรัฐฯ มองประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค” ไม่ใช่เพียงฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งมุมมองดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก และเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
และจากการหารือครั้งนี้ นักลงทุนสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยในหลายด้าน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ได้แก่
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกาได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท โดยเฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของภูมิภาค
ทั้งนี้ การเดินหน้าดึงดูดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่ยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสู่ยุคใหม่ ทั้งในมิติของการสร้างงานคุณภาพสูง การยกระดับทักษะแรงงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และการเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและการแข่งขันที่เข้มข้น การวางตำแหน่งของประเทศไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงเป็นก้าวสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney