
เมื่อต้นทุน AI สูงขึ้นต่อเนื่อง บริษัทในซิลิคอนวัลเลย์เลยเกิดไอเดียใหม่ เพิ่มค่าตอบแทนให้พนักงานด้วย AI Token เพื่อให้เข้าถึงกำลังการประมวลผล AI มากขึ้น หลังการเข้าถึง AI กลายเป็นเรื่องสำคัญของโลกการทำงาน ถ้าเข้าถึง AI น้อย ก็ทำงานได้น้อยลง
ซิลิคอนวัลเลย์ คือ พื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูงมากในแทบทุกด้าน บริษัทเทคโนโลยีเล็กใหญ่ต่างต้องการดึงคนเก่งเข้าทำงาน โดยมีเครื่องสำคัญคือ “ค่าตอบแทน” ที่ขยันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเงินเดือน โบนัส ไปจนถึงหุ้นบริษัท และล่าสุดมีอีกหนึ่งปัจจัยเพิ่มเข้ามาอยู่ในสมการค่าตอบแทน นั่นคือ “AI Inference Compute” หรือ “ค่าการประมวลผล AI” หลังต้นทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นมหาศาลในหลายบริษัททั่วโลก
เมื่อเครื่องมือ Generative AI กำลังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ต้นทุนในการรันโมเดล AI เหล่านี้หรือที่เรียกว่า “Inference” ก็เลยกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่หลายบริษัทไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป แถมบริษัทเทคโนโลยียังแข่งขันกันเข้าถึง GPU ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการรัน AI โดยทรัพยากรเหล่านี้มักจะถูกจัดสรรอย่างระมัดระวัง เอาไว้ใช้กับโปรเจกต์ที่สำคัญที่สุด
แต่แล้วล่าสุด แนวโน้มใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อผู้สมัครงานสายเทคเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า “ถ้าได้เข้าทำงาน จะได้งบประมาณสำหรับใช้ AI เท่าไหร่?”
Thibault Sottiaux หัวหน้าวิศวกรของ Codex (เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดของ OpenAI) โพสต์ผ่าน X ว่า “ตอนนี้ผมเจอคำถามนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในการสัมภาษณ์งาน ว่าผู้สมัครจะได้ใช้ Inference Compute เท่าไหร่ในการสร้างงานด้วย Codex” พร้อมเสริมอีกว่า ปริมาณการใช้งาน AI ต่อคนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของจำนวนผู้ใช้โดยรวม ซึ่งสะท้อนว่า AI Compute หรือกำลังประมวลผล AI ยิ่งหายากและมีมูลค่าสูงขึ้น
ซึ่งความขาดแคลนนี้กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของวิศวกรเกี่ยวกับ “งาน” และ “ค่าตอบแทน” โดย Greg Brockman ประธานของ OpenAI เคยออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ปริมาณ Inference Compute ที่คุณเข้าถึงได้ จะกลายเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์โดยรวมมากขึ้นเรื่อย ๆ”
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราไม่มีกำลังประมวลผลมากพอ เราอาจสร้างผลงานได้น้อยกว่าคนอื่น และนั่นอาจกระทบต่อเส้นทางอาชีพของเราโดยตรง ดังนั้นในยุค AI เช่นนี้ “การเข้าถึง AI” อาจมีความสำคัญพอ ๆ กับเงินเดือนสูง หรือหุ้นก้อนใหญ่
นอกจากนี้ โลกการทำงานของบริษัทเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนไป โดยจะมีการเข้าถึง AI หรือการจ่ายค่า Subscription ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเข้าถึง AI ได้ กำลังกลายเป็นสวัสดิการมาตรฐานแล้ว
AI Token เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของโลก Gen AI โดยโมเดล AI จะเปลี่ยนคำ พร้อมพ์ หรือข้อมูลต่าง ๆ ให้กลายเป็น Token ที่เป็นตัวเลข เพื่อประมวลผลต่อและแสดงคำตอบให้เรา
โดย 1 Token จะมีขนาดแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น คำว่า สวัสดี อาจจะโดนหั่นเป็น สวัส + ดี แล้วระบบก็จะแปลงเป็นเลขชุดหนึ่ง เช่น [102, 504] เป็นต้น และที่สำคัญ Token ยังเป็นหน่วยที่ใช้คิดค่าใช้บริการ AI อีกด้วย
Peter Gostev หัวหน้าฝ่าย AI ของสตาร์ทอัพ Arena เสนอว่า บริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ควรสร้างแพลตฟอร์มหางานที่ให้บริษัทสามารถประกาศหาตำแหน่ง พร้อมระบุว่าจะได้ค่าตอบแทนเป็นทั้งเงินเดือนและงบ AI Token สำหรับตำแหน่งนั้น
และนอกจากนี้แล้ว บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังหันมาคิดทบทวนเรื่องนี้จริงจังมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนใหม่ในการใช้ AI นี้อาจมีขนาดใหญ่ และต้องถูกติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ต่างจากเงินเดือนพนักงาน เพราะการใช้ AI ของพนักงานกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายบริษัทโดยตรง
จากข้อมูลของ Levels.fyi เงินเดือนของวิศวกรซอฟต์แวร์อยู่ที่ประมาณ 375,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และหากเพิ่มต้นทุน Inference ลงไปอีก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ต้นทุนรวมของพนักงานหนึ่งคนจะพุ่งเป็น 475,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือพูดอีกแบบคือ ในอนาคตกว่า 20% ของต้นทุนพนักงานอาจมาจาก AI
คำถามสำคัญคือ “เงินที่จ่ายไปกับ AI ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่?” ซึ่งถ้าในโลกคลาวด์ เราวัดประสิทธิภาพด้วยกำไรต่อชั่วโมงของ GPU ส่วนในโลกของพนักงาน อาจต้องวัดเป็นผลงานที่สร้างได้ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐของ Inference แทน
Tomasz Tunguz จาก Theory Ventures ระบุว่า เขาเองก็ทดลองใช้ AI ในชีวิตประจำวัน โดยสามารถ Automate งานได้ถึง 31 งานต่อวัน โดยมีค่าใช้จ่าย Inference เพียง 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ดังนั้น ถ้าวิศวกรคนหนึ่งใช้ AI จนมีต้นทุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เขาก็ควรจะต้องทำงานได้มากขึ้นถึง 8 เท่า
ที่มา: Business Insider
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney