
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 หุ่นยนต์กำลังเคลื่อนตัวจากภาพจำในนิยายวิทยาศาสตร์เข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ของอุตสาหกรรมสมัยต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งถูกออกแบบให้มีรูปร่างและความสามารถในการเคลื่อนไหวใกล้เคียงมนุษย์ เพื่อให้สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นได้อย่างธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน คลังสินค้า สำนักงาน โรงพยาบาล หรือแม้แต่บ้านพักอาศัย
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมากต่างทุ่มทรัพยากรอย่างมหาศาล เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็น Tesla ที่กำลังผลักดันโครงการ Optimus อย่างจริงจัง หรือบริษัทหุ่นยนต์เกิดใหม่อย่าง Figure AI ขณะที่บริษัทที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์อย่าง Boston Dynamics และ Agility Robotics ก็เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์สำหรับงานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ด้านเอเชียเองก็มีผู้เล่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น Unitree Robotics และ AgiBot ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์กำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก
การพัฒนานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางวิศวกรรมเท่านั้น หากแต่เกิดจากการบรรจบกันของเทคโนโลยีสำคัญหลายแขนงตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ระบบควบคุมทลาโธลลิกส์แบบไดนามิก ตัวขับเคลื่อนเชิงกล (actuators) ประสิทธิภาพสูง ไปจนถึงระบบรับรู้สภาพแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มมีศักยภาพที่จะทำงานจริงในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงเครื่องสาธิตในห้องทดลอง
ในบริบทของประเทศไทย การเริ่มต้นของการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนหุ่นยนต์ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญเพราะมันสะท้อนถึงการก่อรูปของห่วงโซ่อุปทานด้านหุ่นยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หากมองในมิติของยุทธศาสตร์ระยะยาว คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามจาก “ผู้ผลิตชิ้นส่วน” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” ได้หรือไม่
คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานเพียงอย่างเดียว เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงไม่สามารถเติบโตได้จากการลงทุนด้านเครื่องจักรเพียงลำพังแต่ต้องอาศัยองค์ประกอบเชิงระบบที่ซับซ้อนตั้งแต่กำลังคน งานวิจัย โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม ไปจนถึงกลไกการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม
ในบริบทเช่นนี้ บทบาทของสถาบันวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสถาบันที่สามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของการวิจัยกับโลกของอุตสาหกรรม หนึ่งในสถาบันที่มีศักยภาพดังกล่าวคือ Institute of Field Robotics หรือที่รู้จักกันในชื่อ FIBO “สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม” แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น “บิดาแห่งวิทยาการหุ่นยนต์ไทย” นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 สถาบันแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสามทศวรรษ
FIBO คือสถาบันที่สอนและวิจัยเรื่องหุ่นยนต์โดยเฉพาะ เช่น การออกแบบ สร้าง และควบคุมหุ่นยนต์ รวมถึงระบบอัตโนมัติและ AI ที่ใช้ในอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน โดยนับเป็นสถาบันระดับคณะแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่เน้นด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสอนครบทุกระดับ ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยมีโครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มากกว่า 100 โครงการ ทั้งยังทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงงานผลิต การแพทย์ โลจิสติกส์ และพลังงาน
หากมองในระดับยุทธศาสตร์ สถาบันลักษณะนี้ไม่ได้มีบทบาทเพียงการผลิตบัณฑิตที่รู้ทฤษฎีเท่านั้นแต่สามารถทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลังทางวิศวกรรม” ของอุตสาหกรรมได้ กล่าวคือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ที่ช่วยเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ากับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม
หนึ่งในบทบาทที่สำคัญที่สุดของสถาบันคือการสร้าง “สายธารกำลังคน” สำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ ไม่แพ้เงินทุนหรือเครื่องจักรรุ่นล่าสุด หุ่นยนต์เป็นระบบที่รวมศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กลศาสตร์หุ่นยนต์ วิศวกรรมควบคุม เมคคาทรอนิกส์ ระบบฝังตัว ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง วิศวกรที่ทำงานด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องเข้าใจทั้งกลไกทางกายภาพและอัลกอริทึมการตัดสินใจของ AI ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้เฉพาะทางอย่างการออกแบบ actuator การควบคุมแรงบิดของข้อต่อ การวางแผนการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ หรือแนวคิด embodied AI ซึ่งเป็นการทำให้ปัญญาประดิษฐ์มี “ร่างกาย” เพื่อปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ชิต กล่าวว่า ประเทศไทยยังขาดบุคลากรที่มีลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ในระดับจำนวนมาก การมีสถาบันที่สามารถพัฒนาคนศึกษาและวิศวกรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมระดับโลก จึงเป็นปัจจัยชี้ขาด หาก FIBO สามารถขยายบทบาทของตนไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตกำลังคนด้าน humanoid robotics อย่างจริงจัง ก็อาจกลายเป็น “โรงงานผลิตวิศวกรหุ่นยนต์” ที่สำคัญของภูมิภาคได้
นอกจากกำลังคนแล้ว โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง การพัฒนาหุ่นยนต์หนึ่งตัวต้องผ่านการทดสอบจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ความทนทานของข้อต่อ การควบคุมแรงบิดของมอเตอร์ ความสมดุลในการเดิน ไปจนถึงความแม่นยำในการหยิบจับวัตถุ
การทดสอบเหล่านี้ต้องใช้ห้องทดลองและอุปกรณ์เฉพาะทาง ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก หากมีโครงสร้างพื้นฐานในระดับประเทศที่สามารถเปิดให้บริษัทต่าง ๆ ใช้งานได้ จะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมหาศาลและทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับโครงการลงทุนของบริษัทหุ่นยนต์ระดับโลก
บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งคือการพัฒนา “system integration” ซึ่งเป็นช่องว่างที่สำคัญในระบบนิเวศหุ่นยนต์ของไทย แม้การผลิตชิ้นส่วนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่หุ่นยนต์หนึ่งตัวไม่ได้เกิดจากชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียว หากแต่เป็นการประกอบระบบที่ซับซ้อน ตั้งแต่เซนเซอร์ กลไกการเคลื่อนไหว ระบบควบคุม ไปจนถึงซอฟต์แวร์ AI
ในอดีต FIBO เคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการก่อตั้งสมาคมด้านระบบอัตโนมัติในเมืองไทย ซึ่งเชื่อมโยงผู้พัฒนาระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ประสบการณ์ดังกล่าวสามารถยอดไปสู่การสร้างศูนย์กลางการประกอบระบบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของประเทศที่เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ และผู้ใช้งานเทคโนโลยีเข้าด้วยกันในระบบเดียว
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือบทบาทด้านงานวิจัย เพราะเทคโนโลยีหุ่นยนต์สมัยใหม่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคของ embodied AI ซึ่งเป็นการผสานปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบทางกายภาพของหุ่นยนต์อย่างลึกซึ้ง งานวิจัยสำคัญในสาขานี้ครอบคลุมตั้งแต่การหยิบจับวัตถุที่มีรูปร่างหลากหลาย การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ไปจนถึงการควบคุมการเดินแบบไดนามิกในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน
สถาบันวิจัยระดับโลกที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศอุตสาหกรรมเช่น MIT Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory หรือ Stanford Artificial Intelligence Laboratory รวมถึงเครือข่ายวิจัยประยุกต์อย่าง Fraunhofer Society ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการค้นคว้าทางวิชาการกับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม
โมเดลลักษณะนี้ถูกเรียกว่า Neutral Innovation Platform กล่าวคือเป็นสถาบันที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่แข่งขันกับภาคเอกชน แต่ทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ ผลิตกำลังคน และเสริมสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมโดยรวม
หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของเอเชีย บทบาทของ FIBO จำเป็นต้องขยายจากสถาบันการศึกษาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในสามมิติสำคัญ
มิติแรก คือการเป็นศูนย์ยกระดับกำลังคนด้านหุ่นยนต์ระดับชาติ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง Massachusetts Institute of Technology, Carnegie Mellon University และ University of Tokyo ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศ
มิติที่สอง คือการเป็นศูนย์กลางงานวิจัยหุ่นยนต์ระดับภูมิภาค ซึ่งสามารถดึงดูดนักวิจัยจากทั่วเอเชียให้เข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น humanoid robotics ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ หรือ embodied AI
มิติที่สาม คือการเป็นแพลตฟอร์มการบูรณาการอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วน สตาร์ตอัปด้านหุ่นยนต์ ผู้พัฒนาระบบ และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าด้านหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์
หากมองให้ลึกลงไป การลงทุนด้านโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ในประเทศไทยจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพราะหากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจรได้จริง เราอาจเห็นห่วงโซ่มูลค่าของหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อกับตัวแก้ปัญหาประดิษฐ์บนระบบควบคุมชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เพียงหมายถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่แต่ยังหมายถึงการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ดร.ชิต กล่าวด้วยว่า จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผ่านกลไกของตลาดพลังงาน การขนส่งระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความขัดแย้งระดับภูมิภาคในตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกพลังงานของโลก ราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานโลกอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น และทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะผันผวนที่ยากต่อการคาดการณ์
“สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ความผันผวนดังกล่าวถือเป็นความท้าทายในการยกระดับโครงสร้างการผลิตของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากขึ้น”
การเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และโลจิสติกส์ จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของระบบเศรษฐกิจลดการพึ่งพาแรงงานที่มีข้อจำกัดด้านจำนวนและทักษะ และทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงในระยะยาว
“หากสามารถผลักดันการใช้ระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ประเทศจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้าของไทยในเวทีโลกและเปลี่ยนวิกฤตความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นแรงผลักดันสู่การยกระดับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของชาติ”
ทีมเศรษฐกิจ