
ระบบ SSO Plus ของ สปส. ล่มซ้ำซาก ทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้
ประเด็นดราม่าเว็บแอปและแอปพลิเคชัน SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังระบบแจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 ก่อนจะเลื่อนเปิดให้บริการถึง 3 ครั้ง เดิมมีกำหนดเปิดใช้งานเช้าวันที่ 27 ม.ค. 2569 ก่อนถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 และกำหนดใหม่ในวันที่ 1 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. อ้างพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคการให้บริการและเร่งดำเนินการแก้ไข
ผลจากความล่าช้าและความไม่เสถียรของระบบส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ว่างงานที่รอเงินชดเชยสูงสุดเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ ติดตามสถานะหรือรับเงินได้ตามกำหนดผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า เหตุใดโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ประกันสังคมทุ่มทุนพัฒนา “เว็บแอป” รุ่นใหม่นี้ ด้วยงบประมาณสูงถึง 850 ล้านบาท จึงไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานได้
จากปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งกระทบกับแรงงานผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมชี้แจงเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
อย่างไรก็ตามแนวทางที่เปิดเผยในคำแถลงการณ์ถูกวิพากษ์อย่างหนักจากฝั่งผู้ประกันตนและภาคประชาสังคม เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ ภายใต้โครงการปฏิรูปไอที SSO Core ที่มีมูลค่าลงทุน 850 ล้านบาท จากเงินลงทุนสะสมของผู้ประกันตนทั่วประเทศกว่า 2.8 ล้านล้านบาท
อีกทั้งยังนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตที่น่าเป็นกังวลหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นด้านการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ “ปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application” ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2564
จากการสืบค้นข้อมูลเอกสารจากระบบค้นหาข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เว็บไซต์ actai.co พบว่า หน่วยงานเจ้าของโครงการดังกล่าว คือ สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีการเปิดประมูลในปี 2563-2564 รวมทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่
ครั้งที่ 1 ประกาศเปิดประมูลโครงการเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2563 จากนั้นประกาศผู้ชนะการประมูลเมื่อ 10 มี.ค. 64 โดยราคากลางอยู่ที่ 850,000,000 บาท ซึ่งราคานี้รวมค่าฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ค่าพัฒนาระบบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP ด้วยราคา 837,886,388 บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนมีมติให้ ยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนี้
ครั้งที่ 2 เปิดให้ยื่นข้อเสนออีกครั้งเมื่อ 29 ก.ย. 2564 โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP เสนอราคา 848,500,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 425,000 บาท) และ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เสนอราคา 848,888,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 37,000 บาท) โดยผลการประมูลครั้งที่สอง IRCP เป็นผู้ชนะ
นอกเหนือจากปัญหาการให้บริการ ปมปัญหาที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ด้าน ประกันสังคมก้าวหน้า - Progressive Social Security ได้สรุปข้อเท็จจริงและข้อสังเกตที่น่ากังวล อาทิ ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ พฤติการณ์ที่ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากราคาที่ชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน การปิดกั้นการตรวจสอบ คุณสมบัติของผู้ชนะการประมูลที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
รวมถึงประเด็นความล่าช้าในการส่งมอบตามกำหนดสิ้นสุดสัญญา 20 ธ.ค. 2566 แต่จนถึงปัจจุบันยังส่งมอบงานไม่ครบ อีกทั้งยังมีการยกเว้นค่าปรับจำนวนมาก โดยอ้างสถานการณ์โควิด-19 นำไปสู่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวพันกับเงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “IRCP” จัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2546 ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 313,546,050.50 บาท ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร
IRCP เริ่มต้นจากการผลิตการ์ดแสดงผลภาษาไทยสำหรับคอมพิวเตอร์ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เพื่อระดมทุนขยายอาณาจักรด้าน ICT และโทรคมนาคม โดยปัจจุบันมี “นายแดน เหตระกูล” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกอ้างอิงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้
1. นายประชา เหตระกูล จำนวน 42,093,021 หุ้น (6.75%)
2. นายวิชัย มียิ่ง จำนวน 36,554,600 หุ้น (5.86%)
3. นายวโรตม์ หน่อแก้ว จำนวน 33,751,500 หุ้น (5.41%)
4. นายศุภณัฐ คณาธนะวนิชย์ จำนวน 29,790,000 หุ้น (4.78%)
5. นายแดน เหตระกูล จำนวน 26,832,410 หุ้น (4.30%)
ราคาหุ้น IRCP ณ วันที่ 28 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 0.27-0.28 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 168.34 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 (01 ม.ค. 2568 - 30 ก.ย. 2568) รายได้รวม 525.75 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 196.71 ล้านบาท
โดยนอกเหนือจากเว็บแอป 850 ล้านบาท ประกันสังคมยังมีการพัฒนา “แอปพลิเคชัน SSO Plus” ที่มีชื่อเต็มว่า “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางเชื่อมต่อบริการประกันสังคมให้แก่ผู้ประกันตนอย่างเจาะจง” กำหนดงบประมาณ 276,303,400 บาท ซึ่งมีผู้ชนะการประมูล คือ เอแอนด์บี คอนซอเตียม ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และบริษัท บอสอัพ โซลูชั่น จำกัด ด้วยวงเงิน 275 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานประกันสังคมจะเห็นว่าที่นี่ไม่ใช่หน่วยงานไอทีทั่วไป แต่เป็นองค์กรที่ดูแลเงินกองทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมากกว่า 20 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่แรงงานในระบบ ผู้ประกันตนอิสระ ไปจนถึงผู้สูงอายุในอนาคต
ทุกกระบวนการสำคัญ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนนายจ้าง การส่งเงินสมทบ การเบิกสิทธิรักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีว่างงาน ไปจนถึงบำนาญชราภาพล้วนพึ่งพาระบบงานหลักนี้เป็นศูนย์กลาง หากระบบล่าช้า ผิดพลาด หรือไม่สามารถให้บริการได้ ผลกระทบจะตกกับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่หมายถึง สิทธิที่ควรได้รับตามกฎหมาย
เดิมทีระบบประกันสังคมพัฒนาอยู่บน “คอมพิวเตอร์เมนเฟรม” และใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งแม้จะมีความเสถียรในอดีต แต่ปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดรอบด้าน ทั้งความล้าสมัยของเทคโนโลยี การไม่รองรับการให้บริการผ่านหลายช่องทางดิจิทัล และปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดูแลระบบเมนเฟรมโดยเฉพาะ
ที่ผ่านมา สปส. เคยพยายามพัฒนาระบบทดแทนในรูปแบบ Web Application มาแล้วเมื่อปี 2554 แต่โครงการไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เนื่องจากความล่าช้าของผู้รับจ้างและข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้นทำให้ระบบเดิมต้องถูกใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การกลับมาพัฒนาระบบอีกครั้งในรอบนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความเสี่ยงจากระบบเก่าและวางรากฐานด้านเทคโนโลยีที่รองรับการพัฒนาในระยะยาว
โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำเว็บไซต์หรือแอปใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นการยกเครื่องระบบงานประกันสังคมหลักให้ทำงานบนสถาปัตยกรรม Web Application ครอบคลุมผู้ประกันตนทุกมาตรา ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40 ตั้งแต่ระบบทะเบียน ระบบเงินสมทบ ระบบประโยชน์ทดแทน ระบบการแพทย์ ไปจนถึงระบบการเงิน บัญชี การตรวจสอบ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก
นอกจากนี้ โครงการยังรวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีทั้งหมด ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบความปลอดภัย ไปจนถึงการรองรับโครงการต่อยอด เช่น e-Self Service, Big Data และระบบ ERP ในอนาคต
หัวใจสำคัญอีกประการ คือ การโอนย้ายข้อมูลจากระบบเมนเฟรมเดิมไปยังฐานข้อมูลแบบ Relational Database ใหม่ ซึ่งมีขนาดข้อมูลสะสมกว่า 8.3 เทราไบต์ และยังเพิ่มขึ้นปีละ 5–10% หากไม่ปรับระบบ โครงสร้างเดิมจะยิ่งเสี่ยงต่อความไม่เสถียรและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในบริบทนี้ความพยายามในการพัฒนาระบบ Web Application จึงเป็นการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบที่ผูกพันกับชีวิตแรงงานทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ควรลงทุนหรือไม่? แต่คือลงทุนแล้วระบบต้องเสถียร ใช้งานได้จริง และไม่ทำให้ผู้ประกันตนเดือดร้อน ซึ่งเป็นโจทย์ที่สังคมกำลังจับตาและต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเหล่านี้ยังไม่ปรากฏการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ แต่โครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างเช่นนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและกลายเป็นหนึ่งในปมสำคัญที่ควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากนี้
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -