
ผลสำรวจพบ 34% ขององค์กรไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน และ 47.1% ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเครื่องมือ AI ภายนอกจัดการข้อมูลที่ส่งเข้าไปอย่างไร
การนำ AI มาใช้ในองค์กรกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตั้งแต่การเขียนรายงาน สรุปการประชุม วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการจัดทำงานนำเสนอ แต่เบื้องหลังความสะดวกที่ช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น กลับมีความเสี่ยงที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การควบคุมข้อมูลที่ถูกส่งเข้าไปในเครื่องมือ AI
ผลสำรวจ The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey พบว่า 34% ขององค์กรไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน ขณะที่ 47.1% ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเครื่องมือ AI ภายนอกจัดการข้อมูลที่ส่งเข้าไปอย่างไร ชี้ให้เห็นว่า แม้องค์กรจะเริ่มนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่การกำกับดูแลข้อมูลอาจยังตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นนี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หรือ Digital Transformation ไม่ได้จบเพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในองค์กร แต่ยังต้องวางระบบจัดการข้อมูลและกำหนดแนวทางการใช้งานให้ชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจได้รับประโยชน์จาก AI โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับข้อมูลสำคัญของบริษัท
ปัจจุบัน พนักงานสามารถใช้ AI ช่วยทำงานได้หลากหลาย เช่น นำรายงานยอดขายไปให้ AI ช่วยวิเคราะห์ อัปโหลดเอกสารเพื่อสรุปประเด็นสำคัญ หรือใช้ช่วยร่างอีเมลและงานนำเสนอ ซึ่งช่วยลดเวลาทำงานซ้ำ ๆ และเปิดโอกาสให้มีเวลาไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดและการตัดสินใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเอกสารเหล่านั้นมีข้อมูลลูกค้า รายละเอียดทางการเงิน แผนธุรกิจ หรือข้อมูลภายในที่เป็นความลับ การนำไปป้อนให้เครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขการจัดการข้อมูล อาจทำให้องค์กรสูญเสียความสามารถในการควบคุมข้อมูลของตัวเอง
โดยเฉพาะเมื่อพนักงานเลือกใช้เครื่องมือ AI ตามความสะดวก โดยที่บริษัทยังไม่มีนโยบายรองรับ หรือไม่มีระบบทางเทคนิคที่ช่วยกำหนดว่าใครสามารถใช้เครื่องมือใด และข้อมูลประเภทไหนสามารถส่งออกไปประมวลผลภายนอกได้บ้าง
สถานการณ์นี้มักจะถูกเรียกว่า Shadow AI หรือการใช้เครื่องมือ AI ที่องค์กรไม่ได้อนุมัติหรือกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อพนักงานต้องการทำงานให้เร็วขึ้น แต่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากบริษัท
ทั้งนี้ ตัวเลขจากผลสำรวจไม่ได้หมายความว่าข้อมูลขององค์กรไทยรั่วไหลไปแล้ว แต่สะท้อนช่องว่างด้านการควบคุมและตรวจสอบการใช้ข้อมูล ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงได้หากองค์กรไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม
เมื่อพิจารณาถึงความท้าทายในการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ ผลสำรวจของ Synology พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทย 64.4% มองว่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่งของการนำ AI มาใช้ ตามมาด้วยปัญหาคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูล 47.3% และต้นทุนการติดตั้งระบบ 33.7%
ตัวเลขดังกล่าว ชี้ว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลและระบบที่รองรับการทำงานด้วย
เพราะแม้ AI จะสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่หากข้อมูลที่นำมาใช้ไม่มีคุณภาพ จัดเก็บกระจัดกระจาย หรือไม่มีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ พร้อมกันนี้ การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลโดยไม่มีมาตรการควบคุมก็เพิ่มความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญขององค์กร
อีกหนึ่งโจทย์ที่องค์กรต้องให้ความสำคัญคือ การรับมือกับเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลเสียหายหรือระบบหยุดทำงาน เช่น การโจมตีเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ซึ่งผู้ไม่หวังดีเข้ามาล็อกหรือเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเรียกร้องเงินจากเจ้าของระบบ
ผลสำรวจพบว่า 92% ขององค์กรมีเครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถกู้คืนข้อมูลจากการโจมตีเรียกค่าไถ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีระบบป้องกันหรือสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรยังไม่มั่นใจว่าจะนำข้อมูลกลับมาใช้งานได้จริงเมื่อเกิดปัญหา
สำหรับธุรกิจ การสูญเสียข้อมูลหรือไม่สามารถเข้าถึงระบบได้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง ตั้งแต่การให้บริการลูกค้า การรับคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้า ไปจนถึงรายได้ของบริษัท ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือจึงต้องครอบคลุมทั้งการป้องกัน การสำรองข้อมูล และการกู้คืนระบบให้กลับมาทำงานได้ในเวลาที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า แม้ผู้ตอบแบบสำรวจ 86% จะเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI มีความสำคัญต่อการทำงานและการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มีเพียง 31.3% ที่มองว่าเรื่องนี้สำคัญมาก แต่เมื่อถามถึงความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI มีเพียง 9.5% ที่มั่นใจมากว่าองค์กรพร้อมรับมือ และ 38.5% กลับระบุว่ายังไม่พร้อม
ซึ่งนั่นหมายความว่า การเตรียมความพร้อมด้าน AI ต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มความสามารถในการประมวลผล แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจด้วย
แม้ความเสี่ยงด้านข้อมูลจะเป็นเรื่องที่องค์กรต้องระวัง แต่การใช้ AI ก็ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจ
ผลสำรวจของ Synology พบว่า 73% ของบุคลากรในประเทศไทยใช้เวลากับงานเอกสารที่ต้องทำด้วยตัวเองมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรายงาน จัดทำงานนำเสนอ วิเคราะห์ข้อมูล หรือสรุปการประชุม งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ AI สามารถเข้ามาช่วยลดภาระและทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้นได้
ดังนั้น การนำ AI มาใช้ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมกำหนดให้ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป เพื่อให้องค์กรสามารถขยายการใช้งานได้อย่างมั่นใจ
ในส่วนของคนทำงาน การลดความเสี่ยงสามารถเริ่มต้นได้จากการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้กับ AI เช่น ลบชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าออกจากเอกสาร หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลทางการเงินหรือเอกสารลับเข้าสู่เครื่องมือที่บริษัทไม่ได้อนุญาต และตรวจสอบเงื่อนไขการจัดการข้อมูลของบริการที่เลือกใช้
ส่วนในระดับองค์กร ผู้บริหารและฝ่ายไอทีต้องทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงห้ามใช้ AI จนพนักงานไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานใช้งานได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จไม่ได้วัดจากการที่องค์กรนำ AI มาใช้ได้เร็วเพียงใด แต่ต้องวัดด้วยว่าเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงหรือไม่ โดยที่องค์กรยังสามารถควบคุม ปกป้อง และกู้คืนข้อมูลสำคัญของตัวเองได้
เพราะในวันที่ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ความท้าทายของธุรกิจอาจไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการทำให้ข้อมูลพร้อมใช้งาน และรู้ว่าจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างไรโดยไม่สร้างความเสี่ยงให้กับองค์กรในระยะยาว
อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม Digital Transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney