
เมื่อ "การปรับโครงสร้างองค์กร" ขยายตัวมาสู่ธุรกิจค้าปลีกและแพลตฟอร์ม E-commerce โจทย์ใหญ่ขององค์กรคือ ความสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี, ข้อมูล และศักยภาพของคน ให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ
Retail กำลังเปลี่ยนเกม...และ "Productivity" คือการแข่งขันครั้งใหม่
Lazada ประกาศปรับลดพนักงานประมาณ 5% ของพนักงานทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในขณะที่ Shopee มีรายงานการปรับลดทีมพัฒนา (Developer) พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ TikTok ก็ทยอยปรับโครงสร้างทีม Trust & Safety ในหลายประเทศ พร้อมเพิ่มการใช้ AI ในการช่วยตรวจสอบและคัดกรองคอนเทนต์
หากพิจารณาข่าวเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียง "ข่าวการปรับองค์กร" แต่นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลก โดยสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือ "รูปแบบขององค์กร"
ช่วงโควิด-19 ธุรกิจค้าปลีกและ E-commerce เติบโตอย่างก้าวกระโดด หลายบริษัทเร่งจ้างคน ขยายคลังสินค้า และลงทุนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
แต่เมื่อโลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คำถามของผู้บริหารก็เปลี่ยนไปจาก "เราจะโตให้เร็วที่สุดได้อย่างไร?" เป็น "เราจะสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น ด้วยทรัพยากรเท่าเดิม หรือน้อยลงได้อย่างไร?"
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายบริษัทที่ประกาศปรับลดพนักงาน ไม่ได้อยู่ในภาวะขาดทุน
Microsoft ยังคงมีผลประกอบการที่ดี พร้อมลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ใน AI Infrastructure
ขณะที่ Amazon, Meta, Salesforce และ Cisco ก็เดินหน้าเพิ่มงบลงทุนด้าน AI และ Cloud แม้จะมีการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรในหลายหน่วยงาน
แนวโน้มเดียวกันเริ่มขยายจาก Big Tech มาสู่ธุรกิจค้าปลีกและแพลตฟอร์ม E-commerce
สิ่งที่หลายองค์กรกำลังทำไม่ใช่เพียง "ลดต้นทุน" แต่คือการ ย้ายทรัพยากร (Resource Reallocation) ไปลงทุนในศักยภาพใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กร ไม่ได้พูดว่า "AI จะมาแทนคน" แต่พูดถึงการพัฒนา
โดยมีเป้าหมายไม่ใช่การปรับลดจำนวนพนักงาน แต่คือการสร้างองค์กรที่คล่องตัวกว่า ใช้ข้อมูลมากขึ้น และพร้อมแข่งขันในยุค AI
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกแข่งขันกันด้วยทำเล จำนวนสาขา Omnichannel และ Data
แต่วันนี้โจทย์ใหม่คือ "ทำอย่างไรให้คนหนึ่งคนสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม" AI จึงเป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพของคน ลดงานที่ทำซ้ำ และช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้เร็วขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบริษัทเทคโนโลยี แต่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ของไทยเช่นกัน
Big C ประกาศปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการปิดสาขาขนาดใหญ่ 6 แห่งที่ไม่สร้างผลตอบแทนตามเป้าหมาย และเปิดตัว Shopping Assistant AI Chat ร่วมกับ AWS เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วย Generative AI
ด้าน Central Retail เดินหน้ากลยุทธ์ Innovation in Action เพื่อเร่งพัฒนา AI, Data Analytics, Unified Commerce และ Digital Platform เชื่อมโยงทุกธุรกิจในเครือให้ทำงานบนข้อมูลเดียวกัน
ขณะที่ CP AXTRA เจ้าของ Makro และ Lotus's ก็เร่งลงทุนด้าน Digital Transformation พัฒนา technology, AI, Data Analytics และ Omnichannel รวมถึงต่อยอด Makro PRO แพลตฟอร์มค้าส่งออนไลน์ที่นำเทคโนโลยีและAIมาช่วยยกระดับการค้นหา สะท้อนบทบาทของธุรกิจค้าปลีกในวันนี้กำลังขยายจาก "ผู้จำหน่ายสินค้า" ไปสู่ "องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี"
แม้แต่ละองค์กรจะเลือกเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกบริษัทกำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุน จากการขยายขนาดองค์กร ไปสู่การสร้างขีดความสามารถ (Capability) ผ่านเทคโนโลยี ข้อมูล และบุคลากร
เมื่อมองภาพรวมของอุตสาหกรรม จะเห็นว่า Retail ไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วย Scale ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสาขา พื้นที่ขาย หรือจำนวนพนักงาน ไปสู่การแข่งขันด้วย Productivity ที่วัดจากความเร็วในการใช้ข้อมูล และความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI
หลายองค์กรทั่วโลกจึงเร่งลงทุนในการดึงดูดและพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและข้อมูลเหล่านี้
ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่ได้เปรียบในอนาคต อาจไม่ใช่องค์กรที่มีพนักงานมากที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี, ข้อมูล และศักยภาพของคนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่หน้าร้าน คลังสินค้า ซัพพลายเชน ไปจนถึงทุกช่องทางดิจิทัล
เมื่อเปรียบเทียบการลงทุนขององค์กรทั่วโลก จะพบว่า AI ถูกนำมาใช้กับงานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น
ขณะที่บทบาทของคนจะยิ่งมีความสำคัญในเรื่องที่ AI ยังทำได้ไม่ดี เช่น
Joseph Fuller จาก Harvard Business School มองว่า องค์กรจำนวนมากกำลังเข้าสู่ยุคของ Continuous Tuning หรือการปรับองค์กรอย่างต่อเนื่อง แทนการปรับครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว
ขณะที่ Chuck Robbins ซีอีโอของ Cisco ระบุว่า บริษัทที่จะได้เปรียบในยุค AI คือบริษัทที่สามารถโยกย้ายทรัพยากรและการลงทุน ไปยังธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้รวดเร็วที่สุด
ส่งผลให้คำว่า "Restructure" ถูกพูดถึงบ่อยขึ้น เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการลดต้นทุน แต่คือการออกแบบองค์กรใหม่ เพื่อให้พร้อมแข่งขันในโลกที่ Productivity จะกลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญที่สุด
คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้ไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาแทนคนหรือไม่? แต่คือ องค์กรจะสร้างสภาพแวดล้อมอย่างไร เพื่อให้คนและ AI ทำงานร่วมกัน และสร้างคุณค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: World Economic Forum, Deloitte, McKinsey
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney