
“สารัชถ์ รัตนาวะดี” มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย เตรียมทุ่มงบลงทุนสูงสุด 140,000 ล้านบาท (ราว 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านบริษัท Gulf Development เพื่อขยายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI
อ้างอิงจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ได้รายงานถึงเป้าหมายใหม่ของบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยรายนี้ที่ได้ประกาศเพิ่มกำลังการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อีกสูงสุด 2,000 เมกะวัตต์ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อตอบสนองความต้องการบริการ AI และคลาวด์คอมพิวติงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามของบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาโมเดล AI เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ “สงครามโครงสร้างพื้นฐาน AI” ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และหัวใจสำคัญของการแข่งขันครั้งนี้ คือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นเบื้องหลังของทุกคำสั่งที่ AI ประมวลผล ทุกการค้นหา ทุกการสร้างคอนเทนต์ และทุกระบบอัตโนมัติที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กร
โดยตลอดสามปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทย หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ประกาศลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์รองรับการเติบโตของ AI
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหม่ของ AI Infrastructure หรือกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และท่ามกลางการแข่งขันครั้งนี้ ชื่อของ “Gulf” ถูกพูดถึงมากขึ้น หลังจากขยายธุรกิจเข้าสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปี 2568
หลังจากรวมธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคมเข้าด้วยกันภายใต้ Gulf Development หรือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด สารัชถ์ รัตนาวะดี ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 18,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการจัดอันดับของ Bloomberg Billionaires Index ได้เดินหน้าขยายธุรกิจไปสู่ด้านใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ธนาคารเสมือนจริง (Virtual Bank) และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต
โดยที่ผ่านมา Gulf Development ได้ขยายบทบาทในอุตสาหกรรมดิจิทัลผ่านความร่วมมือกับ Microsoft และ Singapore Telecommunications หรือ Singtel เพื่อตอบสนองความต้องการด้านคอมพิวติงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาค นอกจากนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทยังได้ลงนามข้อตกลงกับ Google เพื่อร่วมกันสร้าง Sovereign Cloud สำหรับ AI ในประเทศไทย พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ
ด้านแผนการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนดังกล่าว ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ระบุว่า บริษัทจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การออกหุ้นกู้ และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคารเพื่อขอสินเชื่อมูลค่าระหว่าง 400-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งมีแผนออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาทในเดือนกันยายนนี้
นอกจากนี้ Gulf Development ยังอยู่ระหว่างพิจารณาการออกตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ปัจจุบัน Gulf Development และพันธมิตรมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินงานรวมกันประมาณ 200 เมกะวัตต์
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Gulf ที่ขยายบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยบริษัทวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในจุดตัดระหว่าง “พลังงาน” และ “ดิจิทัล” ซึ่งเป็นสองทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของยุค AI
ปัจจุบันที่ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่จัดเก็บข้อมูล แต่ต้องการพลังงานปริมาณมหาศาล ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่สามารถรองรับการประมวลผลระดับสูงได้ตลอด 24 ชั่วโมง นั่นทำให้ผู้ประกอบการด้านพลังงานอย่าง Gulf มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างเหนือผู้เล่นรายอื่นจำนวนมาก และอาจกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์รายใหญ่ที่สุด หากประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของภูมิภาคได้สำเร็จหลังจากนี้
ที่มาข้อมูล Bloomberg
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -