
SCBX บนเวที SEABW2026 เล่าถึงเส้นทางในสนาม Digital Asset กว่า 10 ปี ที่ได้ปั้นตั้งแต่เลเยอร์โครงสร้างพื้นฐาน ขยายสู่สินทรัพย์ดิจิทัล ดึงเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามายกระดับระบบการเงิน เพื่อให้ “ทุกคน” เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย
ทุกคนเคยรู้สึกไหมว่า โลกการเงินทุกวันนี้ไม่ค่อยเป็นมิตรกับ “คนตัวเล็ก” เท่าไหร่? อยากลงทุนในอสังหาฯ ดี ๆ ก็ต้องมีเงินก้อนใหญ่ อยากซื้อหุ้นกู้ก็ต้องผ่านเงื่อนไขขั้นต่ำ แม้แต่การโอนเงินข้ามประเทศก็ยังเสียค่าธรรมเนียมแพงและใช้เวลานาน
แต่ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งกำแพงเหล่านี้พังลง คนธรรมดาเข้าถึงสินทรัพย์มูลค่าสูงได้ด้วยเงินหลักร้อยหลักพัน โอนเงินข้ามโลกได้ในไม่กี่วินาที ภาพเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในอีกไม่นาน
บนเวที Southeast Asia Blockchain Week 2026 เมื่อวันที่ 20-21 พฤษภาคมที่ผ่านมา กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) ได้พูดถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า โลกการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ Blockchain และ Digital Assets ซึ่งจะกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น
ในเซสชั่น Keynote หัวข้อ Building for Everyone: SCBX's Journey from Digital Asset Infrastructure to the Future of Finance กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ชี้ว่า “Blockchain และ Digital Asset สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะวันนี้มันกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงินโลก ที่ SCBX กำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับสิ่งที่เรียกว่า Financial Infrastructure for Everyone”
หรือพูดง่าย ๆ คือ ทั้งบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่สร้างขึ้นเพื่อให้ “ทุกคน” เข้าถึงบริการทางการเงินได้ดีขึ้นและเท่าเทียม
เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ SCBX ได้ก้าวเข้ามาในโลกของการเงินดิจิทัล ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในตลาดนี้มีการเปลี่ยนผ่าน กลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในวงกว้าง จนถูกมองว่า ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน
กวีวุฒิ ระบุว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จำนวนผู้ถือครอง Digital Asset Wallet หรือกระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 560 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 8% ของประชากรโลกเลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน Stablecoin ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าธุรกรรมรวมเริ่มแซงระบบการชำระเงินดั้งเดิมอย่าง Visa และ Mastercard ไปแล้ว และอีกเทรนด์ที่ถูกจับตาคือ “Tokenized Assets” หรือการแปลงสินทรัพย์โลกจริงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจมีมูลค่ารวมสูงถึงเกือบ 10% ของ GDP โลก
“และหากมองมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” กวีวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ สถาบันการเงินระดับโลกก็เริ่มแสดงท่าที ผู้นำหลายคนในวงการได้เปลี่ยนมุมมอง จากเคยต่อต้านก็หันกลับมายอมรับในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ JPMorgan และ BlackRock ที่ตอนนี้ตั้งรับอย่างจริงจัง ถึงขั้นที่วางไว้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงินโลก
สำหรับ SCBX การเดินทางในโลก Digital Assets เริ่มมาตั้งแต่ปี 2016 ช่วงเวลานั้น บริษัทเริ่มต้นจากการลงทุนใน Ripple ตั้งแต่รอบ Series B ซึ่งในเวลานั้นแทบจะยังไม่มีใครมั่นใจว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะไปได้ไกลแค่ไหน
หลังจากนั้น SCBX เริ่มมองเห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้กับลูกค้าธนาคารได้จริง ในปี 2017 จึงนำ RippleNet มาเชื่อมกับระบบ Cross-Border Payment เพื่อให้ลูกค้าสามารถโอนเงินระหว่างประเทศได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และเข้าถึงได้ง่าย
ซึ่งปัจจุบันระบบดังกล่าวรองรับธุรกรรมแล้วกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม 27 เส้นทางการโอนเงินทั่วโลก และเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานกว่า 16 ล้านรายบนแอปพลิเคชัน SCB EASY
หลังจากนั้นก็เดินหน้าต่อ ขยายการลงทุนผ่าน SCB 10X ที่เป็น Venture Capital ของกลุ่ม โดยจะโฟกัสไปที่การสนับสนุนบริษัทด้าน Web3, Blockchain, AI และ Deep Tech จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Fireblocks, Anchorage Digital, SBI Digital Markets, Talos และอีกมากมาย เป็นกองทุนที่บริหารมูลค่าอยู่กว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กวีวุฒิ กล่าวย้ำด้วยว่า “SCBX จะยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง เพราะเรามองว่านี่คือโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของระบบการเงิน”
ย้อนกลับไปเมื่อราว 5 ปีก่อน SCBX เริ่มวางวิสัยทัศน์ด้าน Digital Assets อย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด “Financial Evolution Powered by Blockchain” หรือการปฏิวัติระบบการเงินรูปแบบเดิมสู่ระบบการเงินไร้ศูนย์กลางที่ใช้บล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐาน
แนวคิดนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 เลเยอร์สำคัญ ซึ่ง SCBX ได้เดินหน้าสร้างและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดจากธุรกิจของในเครือและการจับมือกับพาร์ทเนอร์ เพื่อทำให้เกิดระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยกวีวุฒิ ได้อธิบายไว้ว่าแต่ละชั้นจะประกอบไปด้วย
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงบนเวทีคือเรื่อง “Building for Everyone” หรือการสร้างระบบการเงินใหม่เพื่อทุกคนจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?
กวีวุฒิ อธิบายว่า แนวคิดสำคัญคือเรื่อง “Fractionalization” หรือการแบ่งสินทรัพย์ให้มีหน่วยเล็กลง ยกตัวอย่าง “หุ้นกู้” ซึ่งในปัจจุบันมักเป็นสินทรัพย์สำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เพราะกระบวนการใช้เป็นหลักประกันหรือการซื้อขายยังมีต้นทุนสูง แต่ถ้าในอนาคตหุ้นกู้ถูก Tokenize และแบ่งหน่วยย่อยเหลือเพียง 5,000 บาท หรือเล็กกว่านั้น คนทั่วไปก็จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากผู้ถือหุ้นกู้ต้องการใช้สินทรัพย์ไปค้ำประกันเงินกู้ ระบบบล็อกเชนอาจทำให้สามารถโอนสินทรัพย์และรับเงินกลับมาได้แทบจะทันที ซึ่งสิ่งนี้คือภาพของ “Financial Inclusion” ที่ทุกคนอยากเห็น เพราะที่ผ่านมา บริการการเงินจำนวนมากถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีเงินก้อนใหญ่เท่านั้น เนื่องจากต้นทุนของธนาคารสูงเกินกว่าจะรองรับ Ticket Size เล็ก ๆ
“หากเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถช่วยลด Cost Structure ของธนาคารได้จริง ต้นทุนทางการเงินของผู้บริโภคก็จะลดลงตามไปด้วย” กวีวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ การทำ Fractionalized Investment ยังอาจเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพดี เช่น อสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม หรือ Money Market Fund ได้ด้วยเงินเพียงหลักสิบบาท แทนที่คนจำนวนมากจะต้องหันไปหาการพนันหรือการลงทุนที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ
กวีวุฒิ ระบุว่า “จุดสำคัญที่สุดคือหน่วยงานกำกับดูแล” ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานกำกับดูแลของไทยมีแนวทางเปิดกว้างต่อการทดสอบนวัตกรรมผ่าน Regulatory Sandbox มากขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ภายใต้กรอบที่ปลอดภัยและเหมาะสม
“ระบบการเงินดิจิทัลที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อคนรวย หรือนักลงทุนในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่สร้างขึ้นเพื่อให้คนตัวเล็กเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น Blockchain และ Digital Assets จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างระบบการเงินที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิมสำหรับทุกคน” กวีวุฒิกล่าวทิ้งท้าย
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney