
AWS ลงทุน 1.9 แสนล้านบาทในไทย เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนการใช้ AI
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว ภาพนี้เห็นได้ชัดเจนจากงาน AWS Summit Bangkok 2026 ที่ผ่านมา โดยมี Cloud Computing และ Agentic AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย ขึ้นกล่าวบนเวที Keynote ระบุว่า ปัจจุบัน AI Workload ขององค์กรทั่วโลกยังอยู่เพียงประมาณ 10% เท่านั้น แต่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตัวเลขดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 50% สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” ของธุรกิจอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็น “สิ่งจำเป็น” สำหรับการอยู่รอดในโลกธุรกิจยุคใหม่
เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ AWS จึงวางกลยุทธ์หลักภายใต้กรอบที่เรียกว่า “ACT” ซึ่งประกอบด้วย Amplify ยกระดับสกิลของเด็กไทย Commitment ลงทุนเพื่อพัฒนา และ Transformation เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างครบวงจร
AWS ยืนยันความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ผ่านการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านบาท หรือกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 15 ปี โดยปัจจุบันได้เปิดให้บริการฟีเจอร์เต็มรูปแบบในไทยแล้วกว่า 120 บริการ รวมถึง Amazon Bedrock ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญให้องค์กรต่าง ๆ สามารถนำ Generative AI ไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ AWS ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง “อธิปไตยทางข้อมูล” หรือ Data Sovereignty โดยจับมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. หรือ NCSA) เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ระดับชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการปรับใช้ Cloud และ AI จะถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้น
พร้อมกันนี้ ภายใต้หลักกลยุทธ์ A ซึ่งก็คือ Amplify คือความต้องการที่จะแก้โจทย์ใหญ่ อย่าง ปัญหาขาดแคลนบุคลากร
AWS ตระหนักดีว่า “คน” คือปัจจัยสำคัญของการพัฒนา จึงเดินหน้าอัปสกิลคนไทยไปแล้วกว่า 120,000 คน ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาไปจนถึงโครงการระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย ที่ช่วยให้เด็กนักเรียนสามารถสร้างแพลตฟอร์ม AI เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ บนเวทียังมีการขึ้นไปนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ AWS ที่เป็นตัวช่วยเสริมให้ธุรกิจสามารถ Transform ได้ในยุค AI โดยจะประกอบไปด้วยโปรดักต์ ดังต่อไปนี้
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงาน คือการมาถึงของ “Frontier Agents” หรือระบบ AI แบบ Autonomous ที่สามารถทำงานซับซ้อนแบบต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง
บนเวที Adrian De Luca, Director, Cloud Acceleration APJ ของ AWS มองว่า AI รุ่นใหม่จะไม่ได้เป็นเพียง Chatbot สำหรับตอบคำถาม แต่กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยนักพัฒนา” ที่สามารถทำงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของ Software Development Lifecycle
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ AWS Q Developer ที่ปัจจุบันได้อัพเกรดเป็น KIRO ทำหน้าที่เป็น AI Assistant สำหรับนักพัฒนา สามารถเปลี่ยน Prompt ให้กลายเป็น Specification และโค้ดที่พร้อมใช้งานได้ทันที
นอกจากนี้ AWS ยังเปิดตัว AWS Transform ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ขององค์กรทั่วโลก เนื่องจากปัจจุบันองค์กรจำนวนมากต้องเสียทรัพยากรด้าน IT สูงถึง 70% ไปกับการดูแลระบบ Legacy เดิม
AWS Transform ใช้ AI เพื่อช่วย Modernize ระบบเก่า ไม่ว่าจะเป็น Node.js, C++ หรือ Python ตัวอย่างสำคัญคือ Air Canada ที่ใช้ AWS Transform เพื่อประสานการปรับปรุง Lambda Functions หลายพันตัวภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และช่วยลดระยะเวลาของโปรเจกต์ลงได้ถึง 80%
ในด้านความปลอดภัย AWS ยังเปิดตัว Security Agent ซึ่งสามารถสแกนช่องโหว่ของโค้ด และทำ Penetration Testing ได้ตั้งแต่ก่อนระบบถูก Deploy จริง
ขณะที่ Dev Agent สามารถตรวจสอบ Incident ต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ เช่น ปัญหาการเชื่อมต่อฐานข้อมูล หรือข้อผิดพลาดในการ Deploy ระบบผ่าน CDK โดยใช้เครื่องมืออย่าง Dynatrace เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของปัญหา พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขให้วิศวกรก่อนที่ทีม On-call จะเริ่มทำงานเสียอีก
เบื้องหลังความสามารถทั้งหมดของ AI คือ “ข้อมูล” แต่ปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน คือข้อมูลมักกระจัดกระจายอยู่ตาม Database และ Data Lake จำนวนมาก จน AI ไม่สามารถดึงคุณค่าที่แท้จริงออกมาได้
AWS จึงพัฒนาโซลูชันอย่าง Amazon S3 Files ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงข้อมูลทั่วทั้งระบบไฟล์ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องคัดลอกข้อมูลออกจาก Storage อีกต่อไป ทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้งานได้ในจุดที่นักพัฒนาทำงานอยู่แล้ว
ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับโลก โดย Adrian De Luca ได้ยกตัวอย่างเคสที่ประสบความสำเร็จที่น่าสนใจทั้งของไทยและต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น
ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในงาน AWS Summit ไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของ Cloud หรือ AI เท่านั้น แต่กำลังสะท้อนว่า “ความทะเยอทะยาน” ขององค์กรไทย เมื่อผสานเข้ากับ Cloud Architecture ที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการต่อยอดแบบ Modular สามารถเปลี่ยนโจทย์ที่เคยซับซ้อนอย่างมาก ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริง
องค์กรจำนวนมากกำลังเริ่ม “คิดใหม่” ตั้งแต่ระดับ Workflow ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจทั้งหมด และนั่นทำให้หลายบริษัทไม่ได้กำลังพยายาม “เอาตัวรอด” จากยุคดิจิทัลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ของยุค AI อย่างเต็มตัว
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney