
เด็กไทยยังครองแชมป์เรียนหนักสุดในโลก แต่ผลคะแนนวัดระดับกลับรั้งท้าย ยิ่งในยุคที่ AI เข้ามา ระบบการศึกษาของประเทศยิ่งต้องปรับ พูดคุยกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ถึงภาพการศึกษาของไทย พร้อมเสนอโรดแมปรื้อระบบ ตั้งแต่การปลดล็อกภาระครู ไปจนถึงการเปลี่ยนรัฐให้เป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่อยู่รอดได้จริงในยุคที่ AI กำลังไล่ล่าทุกอาชีพ
ไทยยังครองแชมป์เด็กนักเรียนใช้เวลาในห้องเรียนนานที่สุดในโลก แต่ผลลัพธ์กลับสวนทางอย่างน่าตกใจ เมื่อคะแนนประเมินทักษะสากลหรือ PISA ดิ่งลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่เม็ดเงินมหาศาลที่ผู้ปกครองทุ่มลงไปกลับแลกมาได้เพียง “ทักษะที่ตลาดงานไม่ต้องการ” ล่าสุด ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หรือ ดร.อ้อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนผ่านรายการ Digital Frontiers: Special Talks #เลือกอีกสักตั้ง โดย Thairath Money ถึงภาพการศึกษาของไทย พร้อมเสนอโรดแมปรื้อระบบ ตั้งแต่การปลดล็อกภาระครู ไปจนถึงการเปลี่ยนรัฐให้เป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่อยู่รอดได้จริงในยุคที่ AI กำลังไล่ล่าทุกอาชีพ
“ทำไมการเรียนคุณภาพดีเดี๋ยวนี้ถึงแพงจัง?” คือคำถามที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เผย โดยพบว่า ปัญหาค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตที่ใหญ่กว่า นั่นคือการศึกษาในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับสังคม ก้อนน้ำแข็งข้างล่าง คือ เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ที่กำลังมีผลกับระบบการศึกษาไทย
ปัญหาที่แท้จริงที่พบคือ แม้เด็กไทยจะเรียนหนัก โดยมีรายงานจาก World Population Review ระบุผลสำรวจของปี 2026 พบว่า ไทยเป็นประเทศที่เด็กต้องใช้เวลาอยู่ในห้องเรียนยาวนานที่สุด มากถึง 9.5 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการศึกษาอย่าง ฟินแลนด์ เด็ก ๆ กลับใช้เวลาในห้องเรียนเพียง 5 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ในฝั่งของพ่อแม่ก็มักจะยอมจ่ายแพงเพื่อให้ลูก ๆ ได้เข้าถึงการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น และท้ายที่สุดทักษะในห้องเรียนกลับ “ดื้อ” ต่อความต้องการของตลาดแรงงานในยุค AI
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีรายงานออกมาต่อเนื่องว่า ผลคะแนน PISA (Programme for International Student Assessment) โครงการประเมินผลวัดผลความสามารถของนักเรียนร่วมกับนานาชาติ โดยของประเทศไทยนั้นคะแนนย่ำแย่อย่างน่าใจหาย โดย ดร.การดี ชี้ให้เห็นประเด็นที่แหลมคมกว่านั้น คือ ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วที่ซ่อนอยู่
จะเห็นได้ว่า ผลคะแนน PISA จากปี 2022 ที่รายงานไว้โดย OECD คะแนนสามส่วนคือ คณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ทั้งสามส่วนนี้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ซึ่งหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน สิงคโปร์คืออันดับหนึ่งที่ทำคะแนนได้สูงที่สุด
“เราเห็นข่าวโรงเรียนหัวกะทิบางแห่งมีคะแนน (PISA) สูงกว่าอันดับหนึ่งของโลกด้วยซ้ำ แต่นั่นคือกลุ่มเล็ก ๆ ในขณะที่โรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศกลับมีคะแนนต่ำมากจนลากค่าเฉลี่ยลงมา” ดร.การดีกล่าว
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาพสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยไม่ใช่แค่ “ไม่เก่ง” แต่เรากำลังอยู่ในระบบที่ “ตัวใครตัวมัน” ใครมีกำลังจ่ายก็ได้เข้าถึงโอกาสที่ดีกว่า ส่วนเด็กอีกนับล้านคนกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับทักษะที่ไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในโลกอนาคต
ตอนนี้มีศัพท์ Gen Z ที่มักจะพูดกัน คือคำว่า “ดื้อ” เราเลยใช้เป็น “ทักษะดื้อความต้องการตลาด” หรือก็คือการที่เด็กไทยแม้จะตั้งใจเรียนมาอย่างหนัก 4 ปีในมหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นสิ่งที่บริษัทไม่ต้องใช้ หรือถูก AI แทนที่ไปหมดแล้ว
ดร.การดี อธิบายว่า ในโลกยุค AI เราไม่สามารถวัดความสำเร็จของเด็กผ่านตัวอักษร A-F หรือเกรดเฉลี่ยในกระดาษได้อีกต่อไป เพราะโลกการทำงานจริงต้องการ “สมรรถนะ” (Competency) เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และจริยธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้วัดไม่ได้ด้วยข้อสอบปรนัย
“เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการเรียนเพื่อเอาปริญญา มาเป็นการเรียนเพื่อสะสมทักษะที่ตลาดต้องการจริง ๆ (On-demand Skills)” ดร.การดีกล่าว พร้อมเสนอแนวคิด Skill Wallet หรือกระเป๋าสตางค์ทักษะ ที่ให้เด็กและคนทำงานเก็บสะสมเครดิตจากการเรียนสั้น ๆ (Short Courses) ที่เรียนตอนไหนก็ได้ แต่นำไปใช้งานได้จริง
นอกจากที่ตัวเด็กนักเรียนเองแล้ว คุณครูคืออีกหนึ่งปัจจัยที่มักจะถูกสังคมตราหน้าว่าคือสาเหตุของความล้มเหลว แต่ดร.การดี ในฐานะอดีตอาจารย์ มองต่างออกไปว่า “ครูไทยกำลังแบกภาระที่เกินตัว ทั้งงานธุรการ งานเอกสารทำวิทยฐานะ เฝ้าเวรในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งบางคนต้องทำยันงานครัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ครูทำหน้าที่สอนได้ไม่เต็มที่”
ดร.การดีเสนอทางออกไว้ 3 อย่าง ประกอบไปด้วย
นอกจากนี้ ดร.การดี ยังได้มีการนำเสนออีกนโยบาย คือ Skill Voucher หรือคูปองทักษะ ซึ่งไม่ใช่การแจกเงินเพื่อเยียวยาอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนให้คนไทยทุกช่วงวัยได้นำไปใช้ Upskill หรือ Reskill กับสถาบันที่ผ่านการรับรอง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือแพลตฟอร์ม EdTech ระดับโลก
และยังต้องทะลาย “กำแพงโรงเรียน” ให้ระบบการศึกษาเป็นระบบเปิด เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กต้องสามารถเข้าถึงวิชาเลือกที่หลากหลายจากโรงเรียนขนาดใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกได้ผ่านระบบออนไลน์ รัฐต้องเลิก “ขวางทาง” ด้วยกฎระเบียบที่ล้าหลัง และเปลี่ยนมาเป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) ที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาช่วยออกแบบหลักสูตรที่ทันสมัย
โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน แต่ระบบที่เราใช้… เดินทันไหม?
📌 การศึกษาในยุค AI
📌 แรงงานโลกใหม่
📌 รัฐบาลดิจิทัล
Digital Frontiers : Special Talks #เลือกอีกสักตั้ง ชวนคุยกับนักการเมืองสายเทคจาก 3 พรรค
เพื่อทำความเข้าใจโจทย์เดียวกันของประเทศ ปัญหาอยู่ตรงไหน ทางออกมีจริงแค่ไหน และสุดท้าย… เราทุกคนต้องปรับตัวยังไง
🎥 ติดตามทั้ง 3 ตอน ได้ที่ YouTube : Thairath Money
🗓 เวลา 11.00 น.
📍 24 • 26 • 28 ม.ค. 69
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney