สหรัฐฯ ขีดกติกา Stablecoin ชัด CLARITY Act เปิดทางธนาคารทำ Yield บ.คริปโตฯ ให้ Reward ตามการใช้งาน

Tech & Innovation

Digital Assets

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สหรัฐฯ ขีดกติกา Stablecoin ชัด CLARITY Act เปิดทางธนาคารทำ Yield บ.คริปโตฯ ให้ Reward ตามการใช้งาน

Date Time: 5 พ.ค. 2569 19:48 น.

Video

จากจุดสูงสุดสู่ 0 บาท! "กวาง AB Normal" เผยบทเรียนเงินหมดตัวมาแล้ว 3 ครั้ง! | Money Secret EP.20

Summary

สหรัฐฯ ปรับร่างกฎหมาย CLARITY Act ใหม่ เปิดให้ธนาคารจ่ายผลตอบแทนเป็น Yield สำหรับผู้ถือสเตเบิลคอยน์ได้ ส่วนฝั่งบริษัทคริปโตฯ อนุญาตให้ตอบแทนเป็น Reward อิงจากการใช้งานของเจ้าของเหรียญ ทั้งสองฝั่งมองบวก กฎหมายนี้จะช่วยเพิ่มความชัดเจน วางกรอบให้ทั้งธนาคารและบริษัทคริปโตฯ แน่นอนขึ้น

Latest


ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงใหม่ ปรับแก้ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่มีชื่อว่า “CLARITY Act” ปรับถ้อยคำสำคัญในร่างฯ ขีดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้นในประเด็นการให้ผลตอบแทน Stablecoin สำหรับธนาคารและบริษัทคริปโตฯ

CLARITY Act หรือ Digital Asset Market Clarity Act of 2025 เป็นร่างกฎหมายที่สหรัฐอเมริกาต้องการสร้างกรอบกำกับดูแลแบบครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตฯ โดยครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล แพลตฟอร์มซื้อขาย (Exchanges) และผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ (Custodians)

โดย CLARITY Act ได้ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2025 ที่ผ่านมาซึ่งเป้าหมายสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การยุติแนวทางการกำกับดูแลผ่านการบังคับใช้กฎหมาย (Regulation by Enforcement) ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดในช่วงที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ กฎหมายนี้ยังมุ่งกำหนดกติกาให้ชัดเจนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดควรถูกจัดเป็น “หลักทรัพย์” (Securities) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของ SEC และสินทรัพย์ประเภทใดควรถูกจัดเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodities) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ CFTC


เปิดทางธนาคารจ่าย Yield - บริษัทคริปโตฯ จ่าย Reward

ร่างกฎหมายใหม่นี้ได้มีการกำหนดข้อจำกัด ไม่ให้บริษัทคริปโตฯ จ่ายผลตอบแทนลักษณะ “ดอกเบี้ยเงินฝาก” หรือ “Yield” ให้กับผู้ใช้งานที่ถือสเตเบิลคอยน์ไว้เฉย ๆ แบบไม่ทำอะไร (Passive Deposits) ซึ่งบทบาทนี้จะถูกกันไว้ให้กับธนาคารแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่จะยังเปิดทางให้บริษัทคริปโตฯ สามารถให้ “รางวัล” หรือ “Reward” ได้ โดยจะอ้างอิงจากการใช้งาน เช่น การเทรด การทำธุรกรรม หรือการ Staking

ผลจากการปรับเปลี่ยนนี้ ทำให้หุ้นของ Circle ปิดตลาดพุ่งขึ้น 19.9% ขณะที่ Coinbase ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักของสเตเบิลคอยน์ USDC ของ Circle ปรับตัวขึ้น 6.1% ด้าน BitGo และ Galaxy Digital ก็ปรับขึ้นเช่นกันที่ 10.3% และ 3.8% ตามลำดับ

ในฝั่ง Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% มาอยู่ที่ประมาณ 79,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหรียญหลักนี้ทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม

การได้รับผลตอบแทนซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของ “รางวัล” จากการถือ Stablecoin อย่าง USDC ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานเลือกถือเหรียญเหล่านี้ เปรียบเสมือนการได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากในบัญชีธนาคาร ซึ่งการปรับแก้กฎหมายครั้งนี้จึงถือเป็นข่าวดีในระดับหนึ่งสำหรับคริปโตฯ ยักษ์ใหญ่อย่าง Circle และ Coinbase แต่ในทางกลับกันกฎหมายนี้ อาจสร้างแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มคริปโตฯ ขนาดเล็ก ที่เคยพึ่งพาผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูงเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน


แต่ละฝ่ายแสดงท่าทีเป็นบวก

พัฒนาการนี้ยังสะท้อนแนวโน้มที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรม ที่กำลังขยับจากการเน้นการให้ผลตอบแทนสูง ไปสู่การใช้คริปโตฯ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) มากขึ้น

แม้ว่าธนาคารส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนต่อร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ทาง Bank of America มองว่า กฎหมายนี้ในภาพรวมนั้น ถูกมองว่าเป็นผลบวกต่อภาคอุตสาหกรรม

โดย Ebrahim H. Poonawala นักวิเคราะห์ของ Bank of America ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า “สำหรับกลุ่มธนาคารโดยรวม การที่ CLARITY Act สามารถหาข้อยุติในประเด็นผลตอบแทนของ Stablecoin ได้ ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะจะช่วยลดความกังวลเรื่องการไหลออกของเงินฝาก ลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ และเปิดทางให้ธนาคารสามารถมีส่วนร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลได้ในกรอบที่ควบคุมได้มากขึ้น”

ในภาพรวม อุตสาหกรรมคริปโตฯ ก็ตอบรับข่าวนี้ในเชิงบวกเช่นกัน ด้าน Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้ในสภาคองเกรส และสนับสนุนแนวคิดการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างบริษัทคริปโตฯ กับธนาคารได้โพสต์ข้อความบน X ในเช้าวันจันทร์ว่า “Mark it up.” ตอบกลับโพสต์ที่ระบุว่ามีการเสนอร่างใหม่นี้

ในภาพที่กว้างขึ้น การประนีประนอมครั้งนี้ยังสะท้อนว่า โอกาสที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะผ่านในช่วงปลายปีมีมากขึ้น และสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตฯ แล้ว การผ่านกฎหมายนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดกติกาให้ชัดเจนว่า หน่วยงานกำกับดูแลใดมีอำนาจดูแลส่วนไหนของตลาด และกิจกรรมประเภทใดที่สามารถทำได้หรือไม่ได้

การมีมาตรฐานโครงสร้างตลาดที่ชัดเจนมากขึ้น จะช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายสำหรับผู้เล่นในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกระดานเทรด ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ หรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้สามารถลงทุน เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือจับมือกับธนาคารและเครือข่ายการชำระเงินได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่ากฎเกณฑ์จะเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน


ที่มา: CNBC, Yahoo! Finance


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ